วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 22 กระบี่หงชี่สยบแทบเท้า พลังรบพุ่งทะยานสุดขีด!
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 22 กระบี่หงชี่สยบแทบเท้า พลังรบพุ่งทะยานสุดขีด!
บทที่ 22 กระบี่หงชี่สยบแทบเท้า พลังรบพุ่งทะยานสุดขีด!
หากจะบอกว่าเมิ่งฝานออกไปประลองกับยอดฝีมือจนกระบี่หักสะบั้นลง นั่นยังเป็นเรื่องที่พอจะทำใจเชื่อได้บ้าง
ทว่าเจ้าเด็กนี่เพิ่งจะเลือกกระบี่ไปเมื่อคืน ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าพ้นหอศาสตรา หรือออกไปขยับเขยื้อนร่างกายที่ไหนเลยด้วยซ้ำ แต่กลับทำกระบี่หักเป็นสองท่อนเสียแล้ว…
นี่มันจะพิลึกพิลั่นเกินไปแล้ว!
เมิ่งฝานเอ่ยอธิบายด้วยสีหน้าเจือความเขินอายเล็กน้อย “ศิษย์พี่หลัว… ความจริงแล้วที่กระบี่ภูเขาทองแดงหักสะบั้นเช่นนี้มิใช่ฝีมือข้าหรอกครับ แต่เป็นเพราะเจ้ากระบี่หงชี่เล่มนี้ต่างหากที่ลงมือ”
สิ้นคำพูดของเมิ่งฝาน ศิษย์พี่หลัวถึงเพิ่งสังเกตเห็นกระบี่สีแดงชาดที่เหน็บอยู่ข้างกายชายหนุ่ม
สีแดงที่เด่นชัดปานโลหิต…
‘กระบี่หงชี่!!!’
ศิษย์พี่หลัวตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ เขาจ้องมองเมิ่งฝานสลับกับกระบี่เล่มนั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เมิ่งฝานจึงเริ่มอธิบายต่อ “เมื่อวานข้าเลือกกระบี่ภูเขาทองแดงไปใช้ แต่พอตื่นเช้ามากลับพบว่ามันถูกกระบี่หงชี่ฟันจนหักไปเสียแล้ว แถมกระบี่หงชี่เล่มนี้ยังแสดงเจตจำนงที่จะติดตามข้า เพื่อเป็นกระบี่คู่กายให้จงได้”
ดวงตาของศิษย์พี่หลัวเบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า เพราะคำพูดแต่ละคำที่หลุดออกมาจากปากเมิ่งฝานนั้นมันฟังดูเหลือเชื่อเกินกว่าที่สามัญสำนึกจะรับไหว
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ… ศิษย์พี่หลัวมองออกว่าเมิ่งฝานไม่ได้ล้อเล่น และไม่ได้กำลังโป้ปดมดเท็จแม้แต่น้อย
เขาต้องนิ่งเงียบไปนานแสนนาน เพื่อพยายามกดข่มจิตใจอันว้าวุ่นให้กลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง
กระบี่หงชี่เล่มนี้คือศาสตราที่เปี่ยมด้วยรังสีอาฆาตรุนแรงที่สุดเล่มหนึ่งในหอศาสตรา และในฐานะ ‘กระบี่วิญญาณ’ มันย่อมถือเป็นสุดยอดอาวุธระดับแถวหน้าอย่างแท้จริง
เผลอ ๆ บรรดาอาวุธบนชั้นสองของหอศาสตราหลายเล่ม ยังอาจจะมีอานุภาพด้อยกว่ามันด้วยซ้ำ!
แต่ประเด็นที่น่าตกใจที่สุดคือ… กระบี่หงชี่ที่เคยเย่อหยิ่งและไม่เคยก้มหัวให้ใคร กลับมาเป็นฝ่ายยอมศิโรราบและขอติดตามเจ้าหนุ่มระดับฝึกปรือขั้นที่ 1 อย่างเมิ่งฝานเนี่ยนะ!?
แม้ศิษย์พี่หลัวจะตระหนักมาตลอดว่าเจ้าหนุ่มเมิ่งฝานผู้นี้มีดีซ่อนอยู่ไม่น้อย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าก็ยังสร้างความสั่นสะเทือนให้แก่จิตใจของเขาอย่างรุนแรง
ทว่าเพื่อไม่ให้เสียหน้าและดูตื่นตูมต่อหน้ารุ่นน้อง เขาจึงพยายามสูดลมหายใจลึกเพื่อกดข่มความตระหนก แสร้งทำเป็นสงบนิ่งพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกว่า “กระบี่หงชี่มิใช่ศาสตราธรรมดา ในเมื่อมันยอมสยบเลือกเจ้าเป็นนาย ย่อมแสดงว่าตัวเจ้าเองก็มีดีไม่น้อย…พยายามเข้าล่ะ!”
คำว่า “พยายามเข้าล่ะ” ที่เขาทิ้งท้ายไว้นั้นฟังดูแปร่งหูชอบกล อีกทั้งจังหวะที่เขาตบไหล่เมิ่งฝานยังดูเก้อเขินเสียจนสังเกตได้ชัด
เมิ่งฝานไม่ได้สนใจท่าทีแปลก ๆ นั้น เขาเอ่ยถามด้วยความระมัดระวังทันที “ศิษย์พี่หลัวครับ…แล้วเรื่องกระบี่ภูเขาทองแดงที่หักเล่มนี้ ข้าจำเป็นต้องชดใช้หินวิญญาณหรือไม่?”
นี่คือเรื่องคอขาดบาดตายที่เขาจดจ่อที่สุด และเป็นเหตุผลเดียวที่เขายอมยืนรอกดดันศิษย์พี่หลัวมาตลอดทั้งเช้า
ศิษย์พี่หลัวกลอกตาเล็กล้อกับความงกของรุ่นน้อง ก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าก็บอกเจ้าไปเมื่อวานแล้วมิใช่หรือ? กระบี่ในหอศาสตรานี้เจ้าหยิบใช้ได้ตามสะดวก ต่อให้พังคามือก็ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องชดใช้หินวิญญาณแม้แต่ก้อนเดียว เจ้าแค่เอาซากกระบี่ภูเขาทองแดงนั่นไปโยนทิ้งไว้ที่ห้องเศษศาสตราก็พอแล้ว!”
“ประเสริฐยิ่งนัก!” เมิ่งฝานคลี่ยิ้มกว้างออกมาทันทีพลางลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หากเขาเป็นเพียงศิษย์ฝ่ายนอกทั่วไป ในสถานการณ์เช่นนี้คงถูกปรับอย่างน้อยสิบหินวิญญาณ ซึ่งตอนนี้เขาไม่มีปัญญาจ่ายแน่นอน... จะให้แบกหน้าไป “รีดไถ” หลิวเยียนผิงอีกรอบงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ! คนอย่างนางคงไม่ยอมให้เขาปอกลอกได้ง่าย ๆ เป็นครั้งที่สองแน่
ศิษย์พี่หลัวทอดสายตามองกระบี่หงชี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอวเมิ่งฝาน แววตาแฝงไปด้วยความอิจฉาระคนเลื่อมใสเล็ก ๆ ทว่าเขาซ่อนมันไว้ได้อย่างมิดชิดจนเมิ่งฝานไม่ได้สังเกตเห็น
อันที่จริง… ศิษย์พี่หลัวผู้นี้ แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูชราภาพอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งคิ้วขาวผมขาวประหนึ่งผู้บรรลุธรรม มีสง่าราศีและบารมีราวกับยอดฝีมือที่เร้นกายจากโลกหล้า…
ทว่าหากจะกล่าวถึงเบื้องลึกเบื้องหลังที่แท้จริง… ศิษย์พี่หลัวก็เป็นเพียงศิษย์ผู้ดูแลกระบี่รุ่นก่อนของหอศาสตราที่มีอายุงานยาวนานเท่านั้น แม้ตามลำดับอาวุโสจะเทียบเท่ากับศิษย์ฝ่ายใน แต่เมื่อสามปีก่อน เขาก็เป็นเพียงศิษย์ฝ่ายนอกธรรมดา ๆ คนหนึ่ง!
ดังนั้น การที่ได้เห็นเมิ่งฝานครอบครอง ‘กระบี่หงชี่’ ซึ่งเป็นถึงกระบี่วิญญาณระดับสูง ย่อมทำให้เขารู้สึกอิจฉาตาร้อนอยู่ลึก ๆ เพราะก่อนหน้านี้ตัวเขาเองก็เคยพยายามจะปราบมัน แต่กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า
แต่ผลลัพธ์ในวันนี้กลับกลายเป็นว่า กระบี่หงชี่เป็นฝ่ายเสนอตัวขอติดตามเมิ่งฝานเองเสียอย่างนั้น!
เรื่องนี้สั่นคลอนจิตใจของเขาไม่น้อยเลยทีเดียว…
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นกลับช่วยยืนยันว่าสายตาของเขาไม่ได้ฝาดไป เจ้าหนูเมิ่งฝานผู้นี้เกิดมาเพื่อเป็นศิษย์ผู้ดูแลกระบี่อย่างแท้จริง และดูจะมีความสามารถคู่ควรกับตำแหน่งนี้มากกว่าตัวเขาเสียด้วยซ้ำ
“วันนี้เจ้าก็เฝ้าหอไปก่อนแล้วกัน อย่าเพิ่งออกไปไหน ข้าจะออกไปหาซื้อสุราสักหน่อย พรุ่งนี้เจ้าค่อยไปเที่ยวเล่นตามใจชอบ” ศิษย์พี่หลัวเอ่ยตัดบทด้วยท่าทีไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะรีบสาวเท้าก้าวออกจากหอศาสตราไปอย่างรวดเร็ว
เมิ่งฝานมองตามแผ่นหลังของศิษย์พี่หลัวพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
วันนี้เหตุใดศิษย์พี่หลัวถึงดูรีบร้อนผิดปกตินัก?
“เขาถูกเจ้าทำลายความมั่นใจจนป่นปี้ไปแล้วน่ะสิ” หลังจากศิษย์พี่หลัวลับสายตาไป แสงสีแดงวาบก็แผ่กระจายออกมาจากกระบี่หงชี่ พร้อมกับการปรากฏกายของร่างเงาดรุณีน้อยตรงหน้าเมิ่งฝาน
“ทำลายความมั่นใจ?” เมิ่งฝานทวนคำด้วยสีหน้าฉงน
“ก็ก่อนหน้านี้… ตาเฒ่านั่นพยายามตื๊อให้ข้าเป็นกระบี่ประจำกายของเขาแทบตาย แต่ข้าไม่เล่นด้วย ข้าไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเลยสักนิด!”
เมื่อได้ยินคำสารภาพจากปากหงชี่ เมิ่งฝานก็หลุดยิ้มออกมาทันที เขาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมด
กระบี่หงชี่เมินเฉยต่อศิษย์พี่หลัว แต่กลับยอมสยบแทบเท้าเขาแต่โดยดี เจอแบบนี้เข้าไป… ศิษย์พี่หลัวคงยากที่จะรักษามาดยอดฝีมือเอาไว้ได้จริง ๆ
“จริง ๆ แล้ว… ศิษย์พี่หลัวก็นับว่าเป็นคนดีมากคนหนึ่งนะ” เมิ่งฝานเปรยออกมาตามความรู้สึก
“เป็นคนดีแล้วจะมีประโยชน์อันใด? สิ่งที่ข้าต้องการคือผู้ที่สามารถช่วยข้าชำระแค้นได้ต่างหาก ซึ่งตาเฒ่านั่นดูอย่างไรก็ไร้สิ้นหวัง!”
เมิ่งฝานได้แต่ลอบยิ้มขื่นในใจ ช่างเป็นสตรีที่ยึดเอาตัวเองเป็นที่ตั้งเสียนี่กระไร…
เอ่อ… ต้องเรียกว่า ‘สตรีในคราบกระบี่’ ถึงจะถูก
หงชี่กล่าวต่อ “ทุกครั้งที่ข้าจะคุยกับเจ้า ข้าต้องสลายร่างเงาออกมาจากตัวกระบี่เช่นนี้ ช่างเหนื่อยแรงเหลือเกิน… เจ้าจงกัดนิ้วให้เลือดออก แล้วหยดโลหิตลงบนใบกระบี่เสียสักหยดสิ”
เมิ่งฝานทำตามอย่างว่าง่าย เขาชักกระบี่หงชี่ออกมาจากฝัก ก่อนจะบีบเลือดสด ๆ ให้รินรดลงบนคมกระบี่โดยตรง
“การหยดเลือดทำพันธสัญญานายบ่าว… วิธีการเก่าแก่เช่นนี้ได้ผลจริงหรือ? แล้วหากเป็นคนแปลกหน้ามาหยดเลือดใส่ใบกระบี่ของเจ้า เจ้าก็จะยอมรับเขาเป็นนายด้วยงั้นรึ?” เมิ่งฝานถามด้วยความใคร่รู้
ร่างเงาของหงชี่อันตรธานหายกลับเข้าไปในตัวกระบี่แล้ว ทว่าในวินาทีต่อมา เสียงใสกังวานของนางกลับดังสะท้อนขึ้นมาในห้วงความคิดของเมิ่งฝานโดยตรง
“หึ! หากเป็นคนที่ข้าไม่เห็นอยู่ในสายตา แล้วบังอาจมาหยดเลือดใส่ข้าล่ะก็ ข้าจะสูบเลือดมันให้แห้งเหี่ยวและฆ่าทิ้งเสียเดี๋ยวนี้ อย่าได้ฝันถึงเรื่องยอมรับนายเลย!”
นี่คือความมหัศจรรย์หลังจากการทำพันธสัญญาเลือดสินะ?
เสียงของหงชี่แจ่มชัดอยู่ในสำนึกของเขาโดยไม่ต้องเอ่ยปากพูด กระบี่วิญญาณสมกับเป็นกระบี่วิญญาณจริง ๆ ช่างเป็นเรื่องที่ล้ำลึกและวิเศษเหนือคำบรรยาย!
“จะว่าไป… ในฐานะที่เจ้าเป็นถึงกระบี่วิญญาณ เจ้ามีกระบวนท่าไม้ตายอะไรติดตัวบ้าง? มีความสามารถไหนที่จะเสริมพลังหรือช่วยสนับสนุนการต่อสู้ของข้าได้บ้างหรือไม่?” เมิ่งฝานเอ่ยถามผ่านจิตไปยังกระบี่หงชี่
“แน่นอนว่าข้าย่อมมีท่าไม้ตายก้นหีบอยู่แล้ว แต่มันมิใช่สิ่งที่เจ้าควรจะหยิบออกมาใช้พร่ำเพรื่อ” เสียงของหงชี่กังวานขึ้นในห้วงสำนึก
“เอาเถอะ… งั้นลองแนะนำให้ข้ารู้ซึ้งถึงอานุภาพของมันหน่อยเป็นไร?”
“กระบี่หงชี่เล่มนี้มีมนตรา ‘เสน่ห์ราคะ’ สถิตอยู่ เพียงแค่เจ้าส่งปราณแท้เข้ามาในตัวกระบี่ ข้าก็จะสามารถปลดปล่อยมนต์เสน่ห์อาคมใส่ศัตรูได้ในทันที เมื่อนั้น… ศัตรูของเจ้าจะตกอยู่ในอาการพร่าเลือนไร้สติปัญญา กลายเป็นเพียงหุ่นเชิดที่เปิดโอกาสให้เจ้าปลิดชีพได้ตามแต่ใจปรารถนา!”
“ในเมื่อเจ้าเตือนว่าไม่ควรใช้บ่อย แสดงว่ามันต้องมีข้อแลกเปลี่ยนที่สูงมากใช่หรือไม่?”
“ฉลาดมาก! เพราะมนตราเสน่ห์ราคะนี้ มิได้สูบเพียงปราณแท้ของเจ้าเท่านั้น แต่มันยังผลาญพลังวิญญาณที่ข้าสะสมไว้ด้วย หลังจากการใช้งานหนึ่งครั้ง ข้าจำเป็นต้องพักฟื้นและสั่งสมพลังใหม่เป็นเวลาอย่างน้อยสามวันถึงจะใช้ได้อีกครา”
นั่นหมายความว่า ‘เสน่ห์ราคะ’ นี้คือท่าไม้ตายใหญ่ที่มีระยะเวลาคูลดาวน์ถึงสามวันเต็ม ๆ สินะ
“แล้วขีดจำกัดของมนตรานี้เล่า? มันสามารถสำแดงผลกับยอดฝีมือระดับไหนได้บ้าง?” เมิ่งฝานถามย้ำเพื่อความมั่นใจ
“แม้ข้าจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่ในยามนี้เจ้ายังอ่อนแอเกินไป… ด้วยปราณแท้อันน้อยนิดในกายเจ้า ต่อให้ข้าเค้นพลังออกมาจนสุดกำลัง ก็คงส่งผลกระทบต่อยอดฝีมือ ‘ระดับวรยุทธ์แท้จริง’ ได้เพียงจำกัดเท่านั้น”
“อย่างไรก็ตาม… หากเป็นเพียงนักยุทธ์ใน ‘ระดับฝึกปรือ’ ต่อให้จะเป็นขั้นที่ 9 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ข้าก็สามารถใช้มนตราล่อลวงให้พวกมันหลงระเริงจนถอนตัวไม่ขึ้นได้อย่างง่ายดาย!”
เมิ่งฝานพยักหน้าช้า ๆ เริ่มเข้าใจถึงความร้ายกาจของมัน
แม้คำพูดของหงชี่จะแฝงไปด้วยความหยิ่งยโสและดูแคลนระดับพลังของเขา แต่นี่ก็นับว่าทรงพลังเกินขีดจำกัดไปมากแล้ว!
นั่นหมายความว่าตัวเขาที่เป็นเพียงนักยุทธ์ระดับฝึกปรือขั้นที่ 1 สามารถสังหารยอดฝีมือระดับฝึกปรือขั้นที่ 9 ได้ในพริบตา…
ช่างเป็นไพ่ตายที่เหนือความคาดหมายจริง ๆ!
แน่นอนว่าไม้ตายนี้สามารถสำแดงอานุภาพได้เพียงหนึ่งครั้งในรอบสามวัน มันจึงถือเป็น ‘ไพ่ตาย’ ที่แท้จริง
ซึ่งเขาย่อมไม่คิดจะชักมันออกมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อ เว้นเสียแต่ว่าจะเข้าตาจน หรือตกอยู่ในสถานการณ์คับขันถึงชีวิตเท่านั้น!
“ไม่เลว… เจ้าดูแข็งแกร่งกว่าที่ข้าประเมินไว้ในตอนแรกเสียอีก” เมิ่งฝานเอ่ยชื่นชมพร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ
กระบี่วิญญาณสมคำร่ำลือจริง ๆ อานุภาพของมันช่างเหนือชั้นกว่าบรรดากระบี่สามัญทั่วไปจนเทียบกันไม่ติด!