วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 212 หลี่ซานซือผู้เดินออกมาจากหลุมศพ
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 212 หลี่ซานซือผู้เดินออกมาจากหลุมศพ
บทที่ 212 หลี่ซานซือผู้เดินออกมาจากหลุมศพ
“สำนักกระบี่ซู่ซัน ตาแก่อย่างข้าล่วงเกินไม่ไหว แต่ยังพอหลบเลี่ยงไหวอยู่กระมัง?”
เงาร่างนั้นพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง
ยามนี้เขาตกที่นั่งลำบากดุจเสือตกปลัก หากมีนักพรตระดับเทียนหยวนผ่านมาเพียงสักคน ก็อาจสามารถปราบมารกำจัดปีศาจ สังหารเขาให้ดับสูญไปได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้นเขาจึงต้องรอจนกระทั่งเมิ่งฝานจากไปนานพอสมควร ถึงได้กล้าเสนอหน้าออกมา!
เหล่านักพรตสำนักเงาปีศาจ แม้จะไม่ค่อยมีวิชาแขนงอื่นโดดเด่นนัก แต่เรื่องที่เกี่ยวกับภูตผีวิญญาณนั้น กลับเหนือล้ำกว่าสำนักอื่นอย่างแท้จริง
ดังนั้นแม้วิญญาณเทพกระบี่ของท่านผู้เฒ่าหลินจะลงมืออย่างเต็มกำลัง ก็ยังไม่อาจสังหารเขาให้สิ้นซากได้ และยังคงหลงเหลือร่างวิญญาณเอาไว้สายหนึ่ง
เรื่องพรรค์นี้ยากจะป้องกันได้ เพราะท่านผู้เฒ่าหลินไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนี้
“กายหยาบนี้คงใช้การไม่ได้อีกต่อไป ฝังไว้ที่นี่แหละดีแล้ว มิเช่นนั้นหากถูกพบเข้า ข้าคงต้องเผชิญกับการตามล่าจากยอดฝีมือซู่ซันผู้นั้นอีก ล่วงเกินไม่ไหวจริง ๆ ล่วงเกินไม่ไหว!”
“ซวยชะมัด นี่มันคราวเคราะห์แท้ ๆ!!!”
เงาร่างนั้นพึมพำสาปแช่ง พลางลอยหายไปในความมืดมิดที่ห่างไกลออกไป
“แต่เจ้าเด็กโง่ที่ชื่อเมิ่งฝานนั่น ข้าคงต้องหาโอกาสแก้แค้นให้ได้ เจ้าเด็กนั่น ตอนเจอข้าดันรายงานชื่อแซ่และสำนักเสร็จสรรพ ข้าจำเจ้าไว้แล้ว รอให้ข้าฟื้นฟูสภาพกลับมาได้เมื่อไหร่ เจ้าจะต้องถูกนำมาทำเป็นเตาหลอมให้ข้าค่อย ๆทรมาน!”
ด้วยสภาพของเขาในยามนี้ คาดว่าต้องใช้เวลาถึงสามสิบหรือสี่สิบปีจึงจะฟื้นฟูได้อย่างสมบูรณ์
ในอีกสามสิบสี่สิบปีข้างหน้า เขาอาจจะยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของตาแก่ซู่ซันคนนั้น แต่เขาสามารถไปแก้แค้นเจ้าเด็กนั่นได้
เด็กระดับเทียนหยวนคนหนึ่ง ต่อให้ปล่อยให้เติบโตไปอีกสามสิบสี่สิบปี ก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้หรอก!!
เงาร่างนั้นตัดสินโทษประหารให้เมิ่งฝานอยู่ในใจ
สุภาพบุรุษล้างแค้น สิบปีก็ยังไม่สาย!
เพียงแต่เขาคงคิดไม่ถึงว่า ในอีกสามสิบสี่สิบปีข้างหน้า เมิ่งฝานจะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
แก้แค้นงั้นหรือ?
เหอะ ๆ…
แสงจันทร์ดุจสีเงินสาดส่องลงบนหลุมศพของหลี่ซานซือ
หลังจากที่เงาร่างนั้นจากไปได้ประมาณหนึ่งชั่วโมง หลุมศพพลันมีการเคลื่อนไหว
ฝ่ามืออันซีดขาวข้างหนึ่ง ตะเกียกตะกายออกมาจากกองดินบนหลุมศพ
จากนั้นหลุมศพก็ถูกฝ่ามือนี้ขุดออก และมีร่างหนึ่งปีนออกมาจากข้างใน
หลี่ซานซือพยุงร่างอย่างยากลำบากไปที่โคนต้นไม้ใหญ่ พิงต้นไม้พลางหอบหายใจอย่างบ้าคลั่ง
“หงเฟย เจ้าดีใจที่รอดตายมาได้ แต่เจ้าคงคิดไม่ถึงว่าคนที่รอดตายไม่ได้มีเพียงเจ้าแค่คนเดียว” แววตาของหลี่ซานซือฉายแววอาฆาตแค้น
“การที่ข้าปิดกั้นจิตสำนึกและขังวิญญาณตนเองไว้ในส่วนลึกของทะเลวิญญาณ ก็เพื่อรอโอกาสนี้!”
“และบัดนี้โอกาสที่ข้ารอคอยก็มาถึงจนได้”
“ศิษย์พี่ นึกไม่ถึงว่าผ่านไปหลายปี วนเวียนไปมา สุดท้ายก็ยังเป็นท่านที่ช่วยข้าไว้ เฮ้อ…”
หลี่ซานซือพยายามหยัดกายลุกขึ้น เดินกะเผลกออกจากที่แห่งนี้ไปอย่างทุลักทุเล
หงเฟย ผู้ที่ยึดร่างเขาคิดว่าที่นี่เป็นสถานที่อันตราย หลี่ซานซือเองก็คิดเช่นเดียวกัน
ต้องรีบไปจากที่นี่ก่อน เพื่อหาที่ปลอดภัยและค่อย ๆ ฟื้นฟูร่างกาย
…………
……
อีกด้านหนึ่ง เมิ่งฝานไม่มัวรีรอ เตรียมตัวออกเดินทางกลับสำนักกระบี่ซู่ซัน
ทว่าเขาคงคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่า หลังจากที่เขาฝังร่างหลี่ซานซือเพื่อให้ไปสู่สุคติแล้ว จะยังมีเรื่องราวประหลาดพิสดารเกิดขึ้นซ้ำซ้อนได้ขนาดนี้
คงต้องบอกว่าวิสัยทัศน์ของเขายังคับแคบนัก เพราะเขาไม่ค่อยได้ออกจากซู่ซัน จึงยังไม่ค่อยเห็นโลกกว้าง
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรเช่นนี้ มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นได้ทุกรูปแบบ ไม่อาจใช้สามัญสำนึกของตนเองมาตัดสินความเป็นจริงได้
หมู่บ้านหลงฉวนอยู่ห่างจากสำนักกระบี่ซู่ซันพอสมควร หากเมิ่งฝานเดินทางตามปกติ คาดว่าต้องใช้เวลาสี่ถึงห้าวัน
และการเสียเวลาไปกับการเดินทาง สำหรับนักบริหารเวลาตัวยงอย่างเมิ่งฝาน ย่อมเห็นว่าไม่คุ้มค่า
เขากลับไปที่เมืองคงเยว่ ซื้อรถม้ามาหนึ่งคัน พร้อมกับจ้างคนขับรถม้าให้มาช่วยบังคับ
เดินทางทั้งวันทั้งคืน เพียงแค่สองวันสองคืนต่อมา เขาก็กลับมาถึงตีนเขาซู่ซัน
แน่นอนว่าเมิ่งฝานขี้เกียจจะเอารถม้ากลับขึ้นไปบนสำนัก จึงมอบมันให้แก่คนขับรถม้าไปเลย
มีเงินเสียอย่างจะทำอะไรก็ได้
ทำไมต้องซื้อรถม้า ไม่เช่าเอาล่ะ?
ก็มีเงินไง!
สองครั้งที่เมิ่งฝานลงเขาคนเดียว หากต้องใช้รถม้าเขาก็จะซื้อโดยตรง ขี้เกียจเสียเวลาเช่า
คนขับรถม้าขับรถจากไปด้วยความดีใจ ส่วนเมิ่งฝานมุ่งหน้าสู่ยอดเขาซู่ซันเพื่อกลับสำนัก
การลงเขาครั้งนี้ สิ่งที่เขาได้รับในครานี้นับว่าน่าชื่นใจอย่างยิ่ง ลำพังแค่กระบี่อาคมและกระบี่เต๋าเหล่านั้น เขาก็ฟันกำไรจนพุงกางแล้ว
“ศิษย์พี่เมิ่ง!”
เมิ่งฝานกำลังเตรียมตัวขึ้นเขา ก็ได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นเคย เขาหันไปมอง ก็เห็นสองสาวหลิวเยียนผิงและหยางซือซือ
“ทำไมพวกเจ้าสองคนถึงเพิ่งกลับมา?” สองคนนี้ควรจะกลับมาถึงก่อนเขาสิ
หลิวเยียนผิงกล่าวพลางยิ้มว่า “ตอนกลับมาพวกเราไม่ได้จ้างรถม้าเจ้าค่ะ เดินเล่นเที่ยวชมทัศนียภาพมาเรื่อย ๆ ก็เลยช้าไปนิดนึง”
ไม่ใช่พวกนางช้าเกินไปหรอก แต่เป็นเมิ่งฝานต่างหากที่รีบเร่งเกินไป
“หือ?”
เมิ่งฝานเผยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย เพราะเขาเห็นว่าข้างหลังเด็กสาวทั้งสองมีเด็กชายตัวน้อยติดตามมาด้วย
เด็กชายอายุราวห้าหกขวบ ตัวเล็กนิดเดียว เมื่อครู่ถูกสองสาวบังมิดจนเมิ่งฝานไม่ได้สังเกตเห็น
“เจ้าหนูนี่เป็นใครกัน?” เมิ่งฝานถามด้วยความสงสัย
“เขาชื่อเสี่ยวฮุยเจ้าค่ะ เป็นเด็กกำพร้าที่พวกเราเจอระหว่างทาง พ่อแม่ของเขาล้มป่วยเสียชีวิตหมดแล้ว ไม่มีที่พึ่งพา ต้องขอทานอยู่คนเดียว นี่ก็จะเข้าฤดูหนาวแล้ว อากาศก็เย็นลงเรื่อย ๆ ข้ากลัวว่าเขาจะแข็งตายอยู่ข้างนอก เลยคิดจะพาเขากลับมาที่ซู่ซันด้วยเจ้าค่ะ”
เมิ่งฝานพยักหน้าเล็กน้อยแต่ไม่ได้กล่าวอะไร ไม่ได้เห็นด้วยหรือคัดค้าน
เมื่อคนอื่นทำความดี อย่างไรเสียก็ไม่ควรไปบั่นทอนกำลังใจของเขา
นี่คือความเมตตา
“งั้นก็รีบพาเขาขึ้นเขาเถอะ ไปทดสอบรากปราณดู หากมีรากปราณก็สามารถกราบเข้าสำนักเป็นศิษย์ของซู่ซันได้ หรือหากไม่มีรากปราณ อย่างน้อยก็ยังถูกเลี้ยงดูในฐานะคนรับใช้ฝึกหัด คงไม่ถึงกับต้องอดตายอยู่ข้างนอก”
ความจริงสำนักกระบี่ซู่ซันไม่ใช่โรงทาน หาใช่จะรับผู้ใดเข้ามาอย่างส่งเดช แต่หลิวเยียนผิงเป็นถึงหลานสาวของผู้อาวุโส ด้วยฐานะระดับนี้ พวกผู้ดูแลคนรับใช้ย่อมต้องไว้หน้าแน่นอน
หนึ่งก้านธูปต่อมา ทั้งสี่คนก็กลับมาถึงสำนักกระบี่ซู่ซัน
เด็กน้อยที่ชื่อเสี่ยวฮุยคนนี้ เดินขึ้นเขาจนขาสั่นพั่บ ๆ แต่ก็ยังกัดฟันอดทนอย่างเงียบเชียบ ไม่ปริปากบ่นสักคำ
แม้เขาจะยังเด็ก แต่เขาก็รู้ดีว่าตนเองได้พบกับผู้มีพระคุณแล้ว
หากปราศจากพี่สาวทั้งสองช่วยเหลือ เขาคงไม่อาจรอดพ้นฤดูหนาวนี้ไปได้
เขาต้องการมีชีวิตอยู่ ต่อให้ลำบากเพียงใด เหนื่อยแค่ไหนเขาก็ไม่กลัว!
ความเข้มแข็งนี้ ไม่ใช่เพราะเขามีความแค้นฝังลึกที่ต้องไปสะสางอะไร
เขาเพียงแค่อยากจะพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไปเท่านั้น
เพราะเขาไม่มีวันลืมเลือนคำพูดสุดท้ายของท่านแม่ที่นอนอยู่บนเตียงก่อนสิ้นใจ ท่านกุมมือเขาไว้และเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรงเป็นคำสุดท้าย
“ลูกเอ๋ย… จงพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไปนะ”
ในโลกนี้สำหรับชาวบ้านบางคน เพียงแค่ประคองชีวิตให้อยู่รอด ก็ต้องใช้แรงกายแรงใจทั้งหมดจนแทบหมดสิ้นแล้ว
เมิ่งฝานลอบสังเกตเสี่ยวฮุยอยู่ตลอด แม้เด็กคนนี้จะไม่พูดจา แต่หัวจิตหัวใจที่กัดฟันปีนขึ้นเขาอย่างมุมานะนั้นก็น่าชื่นชมในสายตาของเขา
หวังว่าเจ้าหนูนี่จะสามารถตรวจพบรากปราณและฝึกฝนได้นะ
หากไม่มีรากปราณก็ไม่อาจฝึกฝนได้ นั่นคือสิ่งที่สวรรค์กำหนดมา
ไร้ทางแก้
เมิ่งฝานเองแม้จะมีกระดูกรากที่แย่มาก เป็นรากปราณขยะ แต่รากปราณขยะก็ยังถือเป็นรากปราณ อย่างน้อยก็ยังสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญได้
หากเขาไม่มีแม้แต่รากปราณขยะ ต่อให้มีพรสวรรค์ระดับสูงสุดอย่าง [เทพแห่งวิถีกระบี่] เขาก็ถูกลิขิตให้เป็นคนพิการที่ไม่สามารถฝึกฝนได้
เมื่อมองจากจุดนี้ สวรรค์ก็ไม่ได้ใจร้ายกับเขาจนเกินไปนัก
ทว่า… หากเมิ่งฝานไม่มีรากปราณจริง ๆ บางทีเขาอาจจะสามารถกรุยทางเดินในรูปแบบพิเศษออกมาได้เช่นกัน