วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 213 รากปราณขยะหรือรากปราณระดับเทพ?
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 213 รากปราณขยะหรือรากปราณระดับเทพ?
บทที่ 213 รากปราณขยะหรือรากปราณระดับเทพ?
หลิวเยียนผิงและหยางซือซือพาเสี่ยวฮุยไปทดสอบรากปราณ เมิ่งฝานที่ไม่มีอะไรทำจึงเดินตามไปด้วย
จะว่าไปเขาก็รู้สึกสนใจขึ้นมาจริง ๆ ว่าเจ้าหนูนี่จะมีรากปราณหรือไม่
มันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูคนอื่นลุ้นรางวัลเปิดกล่องสุ่มอย่างไรอย่างนั้น
ในชาติก่อนเมิ่งฝานเคยเจ็บตัวกับเรื่องพวกนี้มาไม่น้อย เสียเงินเสียทองไปมหาศาล
โดยเฉพาะการสุ่มกาชาในเกม…
แม้ว่าตอนนี้เมิ่งฝานจะกลายเป็นนักพรตไปแล้ว แต่เมื่อหวนนึกถึงอดีต เขาก็ยังรู้สึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมาทันที
ช่างเป็นความแค้นที่ฝังลึก!
การทดสอบรากปราณความจริงเป็นเรื่องง่ายมาก ไม่มีขั้นตอนซับซ้อนอะไร
สำนักกระบี่ซู่ซันมีค่ายกลทดสอบปราณ ซึ่งข้างในจะมีศิลาทดสอบพลังปราณตั้งอยู่หนึ่งก้อน
เวลาทดสอบก็เพียงแค่ดูว่าศิลาทดสอบพลังปราณนั้นส่องสว่างหรือไม่ จากนั้นก็ตัดสินระดับรากปราณจากสีและความสว่าง
ไม่นานนักเสี่ยวฮุยก็เดินเข้าสู่ค่ายกลและเริ่มการทดสอบ
“ขอให้มีรากปราณด้วยเถอะ” หลิวเยียนผิงเบิกตากว้างจ้องมองไปยังค่ายกล พลางพึมพำด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความกังวล
เสี่ยวฮุยเป็นคนที่นางพามา นางย่อมหวังให้เขามีรากปราณเป็นธรรมดา
ถึงขนาดหวังจะรับเสี่ยวฮุยเป็นลูกศิษย์เพื่อสั่งสอนด้วยตนเองเสียด้วยซ้ำ
ยัยเด็กนี่… ไม่ได้ตักน้ำชะโงกดูเงาเลยว่าตนเองจะไปสอนลูกเขาเสียคนหรือเปล่า
ภายในค่ายกลทดสอบ เสี่ยวฮุยยกมือวางลงบนศิลาทดสอบพลังปราณ พลันมีแสงสายหนึ่งวูบผ่านออกมา ใบหน้าของหลิวเยียนผิงปรากฏแววฮึกเหิมและตื่นเต้นขึ้นมาทันทีการมีแสงหมายถึงการมีรากปราณ
“สีแดง?”
ความตื่นเต้นบนใบหน้าของหลิวเยียนผิงเปลี่ยนเป็นความผิดหวังในพริบตา
เพราะสีแดง หมายถึง รากปราณขยะ มันคือรากปราณที่แย่ที่สุด แย่กว่ารากปราณขยะเสียอีก และแทบจะมองไม่เห็นอนาคตเลย
เมิ่งฝานรู้สึกจนใจเล็กน้อย
สีแดงนี้เขาคุ้นเคยดี เพราะตัวเขาเองตอนเริ่มแรกก็คือรากปราณขยะ ตอนทดสอบก็เปล่งแสงสีแดงเช่นนี้
ตอนนั้นเจ้าของร่างเดิมถึงกับเศร้าโศกเสียใจไปนานแสนนานเด็กคนนี้เป็นรากปราณขยะ คงไม่ได้โชคดีเหมือนตัวเขาแน่ ถูกลิขิตให้ต้องจมปลักอยู่กับความธรรมดา ไร้ซึ่งความสำเร็จ
“น่าเสียดายจัง แต่อย่างน้อยการมีรากปราณก็ยังดีกว่าไม่มีนะ อย่างน้อยเขาก็ฝึกฝนได้และจะได้ลงหลักปักฐานในซู่ซันได้” หยางซือซือที่อยู่ข้าง ๆ เอ่ยปากปลอบใจ
ทว่าในขณะที่ทั้งสามคนคิดว่าระดับรากปราณของเสี่ยวฮุยถูกกำหนดไว้ที่ระดับขยะแล้วนั้น…
แสงสีแดงบนศิลาทดสอบพลังปราณ พลันเปลี่ยนกลายเป็น สีส้ม อย่างกะทันหัน
“เอ๊ะ!” หลิวเยียนผิงอุทานออกมาด้วยความฉงน
เมิ่งฝานและหยางซือซือเองก็เห็นแสงสีส้มเช่นกัน ทั้งคู่ขมวดคิ้วมุ่น แววตาฉายความประหลาดใจ นับว่ามีความเห็นพ้องต้องกันในจุดนี้
สีส้ม!
นี่คือรากปราณขยะสีส้มที่ดีกว่าสีแดงมาก อย่างไรก็พอจะมีหวังได้เป็นศิษย์ฝ่ายนอกของซู่ซันได้
เพราะพวกรากปราณขยะ โดยปกติมักจะถูกลิขิตให้เป็นคนรับใช้ไปชั่วชีวิต ยากนักที่จะได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์ฝ่ายนอก!
“รากปราณขยะ ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว” เมิ่งฝานพยักหน้าพูด
แต่พอเขาสิ้นคำ แสงสีส้มบนหินทดสอบก็เปลี่ยนกลายเป็น สีเหลือง ทันที
นี่มัน…
รากปราณชั้นกลาง?
คิ้วของเมิ่งฝานขมวดปมแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ดูเหมือนจะมีอะไรผิดปกติเสียแล้ว
ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าตอนทดสอบรากปราณ แสงบนหินจะเปลี่ยนสีไปมาไม่หยุดเช่นนี้
และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาก็เป็นไปตามที่เมิ่งฝานคาดไว้จริง ๆ มันเกิดปัญหาขึ้นแล้ว
บนศิลาทดสอบพลังปราณ หลังจากสีเหลืองแล้ว มันก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว สีคราม สีน้ำเงิน และสีม่วง…
แสงสีครามคือรากปราณระดับยอดเยี่ยม
แสงสีน้ำเงินคือรากปราณระดับนภา
แสงสีม่วงคือรากปราณระดับเทพ
ท้ายที่สุด แสงสว่างก็มลายหายไป ศิลาทดสอบพลังปราณดับวูบลงสนิท!
เหตุการณ์นี้… ทำเอาเมิ่งฝานและอีกสองสาวอึ้งจนพูดไม่ออกการไม่มีแสง หมายถึงไม่มีรากปราณ แต่ถ้าไม่มีรากปราณ แล้วเมื่อครู่แสงพวกนั้นมันกะพริบเปลี่ยนสีได้อย่างไร?
ทั้งสามคนหันขวับไปมองที่หน้าของศิษย์รับใช้ผู้ควบคุมค่ายกลทันที ทว่าสีหน้าของศิษย์รับใช้คนนั้นกลับดูอึ้งยิ่งกว่าพวกเมิ่งฝานเสียอีก!
เขาไม่เคยเห็นสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต
เขาลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยอย่างไม่มั่นใจว่า “บางทีศิลาทดสอบพลังปราณอาจจะเสีย เดี๋ยวข้าลองเปลี่ยนก้อนใหม่ดู”
พูดจบเขาก็หยิบศิลาทดสอบพลังปราณก้อนใหม่ออกมาจากแหวนมิติ นำมาวางแทนที่ก้อนเดิมในค่ายกล
จากนั้นเขาก็เปิดใช้งานค่ายกลอีกครั้ง ให้เสี่ยวฮุยลองวางมือลงบนหินก้อนใหม่นี้
คราวนี้ รออยู่นานแสนนานก็ไม่มีแสงใด ๆ ส่องสว่างออกมาเลย
ในสภาวะปกติ นี่หมายความว่าเสี่ยวฮุยไม่มีรากปราณ
แต่เมื่อมีเหตุการณ์เมื่อครู่เกิดขึ้น ก็ไม่รู้แล้วว่านี่มันปกติหรือไม่ปกติกันแน่
” ผู้ดูแลหลิว เป็นไปได้ไหมเจ้าคะว่าตัวค่ายกลอาจจะเสีย ไม่ใช่หินทดสอบเสีย?” หลิวเยียนผิงถามอย่างไม่ยอมแพ้
เมื่อครู่เห็นชัด ๆ ว่ามีรากปราณ แถมยังมีหวังว่าจะไม่ใช่แค่ระดับขยะด้วย
แต่ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นไม่มีรากปราณเสียอย่างนั้น มันน่าผิดหวังเกินไปจนยากจะยอมรับได้
ผู้ดูแลหลิวผู้นั้นส่ายหน้า “ค่ายกลทดสอบไม่มีทางเสียหรอก ไม่เชื่อพวกเจ้าลองทดสอบกันเองดูสิ”
ได้ยินดังนั้น หลิวเยียนผิงจึงเดินเข้าไปในค่ายกลและวางมือลงบนหิน
ไม่นานนัก แสงสีเหลืองก็สว่างจ้าออกมาจากหิน
ต่อมาหยางซือซือก็เดินเข้าไปวางมือบ้าง แสงสีเหลืองก็สว่างวาบออกมาเช่นกัน เด็กสาวสองคนนี้ล้วนมีรากปราณระดับกลาง! ทั้งคู่สบตากันอย่างจนใจ
ดูจากสถานการณ์นี้ หินทดสอบก้อนนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร มันแม่นยำดี เมิ่งฝานเดินเข้าไปบ้าง เขาวางมือลงบนหินทดสอบ
วินาทีต่อมา แสงสีแดงก็เริ่มหมุนวนและเปล่งประกายออกมา
รากปราณขยะ
ผู้ดูแลหลิวที่อยู่ข้าง ๆ เผยสีหน้าตกตะลึงและหวาดหวั่นออกมาทันที
รากปราณขยะ?
นักพรตที่มีรากปราณขยะและยังดูเยาว์วัยขนาดนี้ กลับสามารถฝึกฝนมาจนถึงขั้นเทียนหยวนได้ นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
ผู้ดูแลหลิวผู้อยู่ในขั้นหลอมแก่นพลังคนนี้ พลันเกิดความเลื่อมใสในตัวเมิ่งฝานขึ้นมาทันที
เพราะในมุมมองของเขา นักพรตที่มีรากปราณขยะ แต่กลับมีระดับพลังเหนือกว่าคนรุ่นเดียวกันที่มีรากปราณสูงกว่ามากมาย
นี่หมายความว่าอย่างไร?
หมายความว่าคนตรงหน้านี้ จะต้องทุ่มเทความพยายามมากกว่าคนอื่นเป็นร้อยเท่า พันเท่า หรือหมื่นเท่าแน่นอน
ไม่อย่างนั้นย่อมไม่มีทางทำเช่นนี้ได้
สำหรับคนประเภทนี้ มีหรือที่ ผู้ดูแลหลิวจะไม่เลื่อมใส
นอกจาก ผู้ดูแลหลิวแล้ว หยางซือซือที่อยู่ข้าง ๆ ก็ตกตะลึงสุดขีดเช่นกัน
นางไม่เคยฝันเลยว่า ศิษย์พี่เมิ่งผู้เก่งกาจถึงเพียงนี้ กลับมีรากปราณเพียงแค่ระดับขยะเท่านั้น
เช่นเดียวกับ ผู้ดูแลหลิว นางพลันเกิดความเคารพยกย่องเมิ่งฝานขึ้นมาจับใจ!
หากเมื่อก่อนนางชื่นชอบเมิ่งฝานเพราะรูปลักษณ์ ตอนนี้คือนางเคารพเขาจากก้นบึ้งของหัวใจจริง ๆ
ส่วนหลิวเยียนผิงนั้น นางรู้อยู่แล้วว่าเมิ่งฝานเป็นรากปราณขยะ
แต่แสงสีแดงที่สว่างออกมาจากหินทดสอบในตอนนี้ ก็ยังทำให้นางรู้สึกสะท้านใจอยู่ดี
เพราะเมิ่งฝานแข็งแกร่งเกินไป จนทำให้นางลืมเรื่องรากปราณของเขาไปนานแล้ว เมื่อนึกขึ้นได้ในตอนนี้ นางจึงยิ่งตระหนักถึงความน่าสะพรึงกลัวของเมิ่งฝาน
ในความเป็นจริง นางเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ที่เมิ่งฝานเติบโตมาจากเด็กใหม่ระดับฝึกปราณ จนก้าวมาถึงระดับที่เก่งกาจขนาดนี้ได้ในเวลาอันสั้น
รากปราณขยะ แต่กลับแสดงศักยภาพออกมาน่ากลัวยิ่งกว่ารากปราณระดับยอดเยี่ยมเสียอีก
ตัวประหลาดชัด ๆ!!!
” ผู้ดูแลหลิว ลองเปลี่ยนหินทดสอบอีกก้อนให้เสี่ยวฮุยลองดูได้ไหมเจ้าคะ?” หลิวเยียนผิงเอ่ยกับ ผู้ดูแลหลิวอย่างไม่ยอมแพ้
ผู้ดูแลหลิวเผยยิ้มขื่นพลางหยิบหินก้อนใหม่ออกมาเปลี่ยนให้อย่างจนใจ
อย่างไรเสียก็นี่ก็คือหลานสาวคนโปรดของผู้อาวุโสหลิว เขาต้องไว้หน้าอยู่แล้ว
แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม เมื่อเสี่ยวฮุยนำมือไปวาง ก็ไม่มีแสงใด ๆ สว่างขึ้นมาเลย
ใจของหลิวเยียนผิงดิ่งวูบลงสู่ก้นบึ้ง
ดูท่าเสี่ยวฮุยคงไม่มีรากปราณจริง ๆ แม้แต่ระดับขยะก็ไม่มี
“ผู้ดูแลหลิว ช่วยลองเปลี่ยนเอาหินก้อนแรกที่มีแสงสว่างกะพริบกลับมาทดสอบดูอีกทีได้ไหมเจ้าคะ?” หลิวเยียนผิงยังคงตื๊อต่อ