วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 217 กายาทองคำในแก่นธาตุ การยึดครองร่าง?
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 217 กายาทองคำในแก่นธาตุ การยึดครองร่าง?
บทที่ 217 กายาทองคำในแก่นธาตุ การยึดครองร่าง?
ใบหน้าของเมิ่งฝานปรากฏร่องรอยแห่งความประหลาดใจ
แก่นธาตุเพียงก้อนเดียว กลับมีอานุภาพมหาศาลถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ดูจากสีหน้าของอู๋เทียนแล้ว ก็ดูไม่คล้ายกับการเสแสร้ง
อีกทั้งในเมื่อเป็นแก่นธาตุของมหาเถระผู้ข้ามฝ่าทัณฑ์สวรรค์ล้มเหลว การจะมีสรรพคุณพิเศษพิสดารบ้าง ย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
“ข้าสามารถให้เจ้ายืมแก่นธาตุนี้ได้เพื่อช่วยให้เจ้าบรรลุจิตวิญญาณเทพ แต่ตอนนี้เจ้าต้องบอกข้ามาก่อนว่าจะยกระดับพลังฝีมือและรากฐานวิถีกระบี่ได้อย่างไร” อู๋เทียนเอ่ยกับเมิ่งฝาน
วิถีกระบี่ของเมิ่งฝานที่เหนือล้ำกว่าผู้อื่นไปไกลโขเช่นนี้ ย่อมต้องมีจุดพิเศษเฉพาะตัวอย่างแน่นอน
ในสายตาของเขา ความลับนี้ของเมิ่งฝานก็น่าจะน่าสะพรึงกลัวไม่แพ้กัน!
เขาจึงเบิกตากว้าง จ้องมองเมิ่งฝานด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม
เมิ่งฝานได้ยินดังนั้นจึงกล่าวด้วยท่าทีจริงจังว่า
“ภายในสำนักซู่ซัน มีศิลาเทพกระบี่ซ่อนอยู่ก้อนหนึ่ง หากนักพรตกระบี่คนใดได้สัมผัสกับศิลาก้อนนี้ ก็จะได้รับการหยั่งรู้ในวิถีกระบี่ ยิ่งพรสวรรค์สูงส่งเท่าไหร่ การหยั่งรู้ที่ได้รับก็จะยิ่งลึกซึ้งขึ้นเท่านั้น ข้าเองก็อาศัยการหยั่งรู้จากศิลาเทพกระบี่นี้ ถึงได้มีความสำเร็จดังเช่นทุกวันนี้! ขอเพียงเจ้าส่งแก่นธาตุก้อนนี้ให้ข้ายืมก่อน ข้าจะพาเจ้าไปที่ศิลาเทพกระบี่นั่นทันที ทั่วทั้งสำนักซู่ซัน มีเพียงข้าเท่านั้นที่รู้ตำแหน่งของศิลาเทพกระบี่ เพราะฉะนั้นเจ้าอย่าได้คิดตระบัดสัตย์หรือเล่นตลกอะไรกับข้าเชียว”
เมิ่งฝานปั้นน้ำเป็นตัว เริ่มต้นการ ‘ต้มตุ๋น’ อู๋เทียนอย่างหน้าตาเฉย
เป็นเพราะอู๋เทียนเป็นคนนอกที่ไม่รู้จักสำนักซู่ซันดีพอ เขาจึงสามารถหลอกล่อได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ
ทว่าจะบอกว่าหลอกลวงเสียทีเดียวก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะมันคือความจริงครึ่งหนึ่งและเรื่องแต่งอีกครึ่งหนึ่ง!
ศิลาเทพกระบี่นั้นสามารถทำให้คนเกิดการหยั่งรู้ได้จริง ๆ
เพียงแต่ต้องเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์กระบี่ดีพอเท่านั้นถึงจะได้รับผล
และจากการสังเกตของเมิ่งฝาน พรสวรรค์กระบี่ของหลวงจีนอู๋เทียนคนนี้จัดว่าแข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งยิ่งกว่าบรรดาศิษย์นักพรตกระบี่ในซู่ซันเสียด้วยซ้ำ!
บางทีเจ้าหมอนี่อาจจะได้รับการหยั่งรู้บางอย่างจากศิลาเทพกระบี่จริง ๆ ก็ได้ แต่แน่นอนว่าย่อมไม่อาจเทียบกับเมิ่งฝานได้
ต่อให้พรสวรรค์กระบี่ของเจ้าหมอนี่จะเก่งกาจเพียงใด ก็ไม่มีทางสู้พรสวรรค์ระดับสูงสุดอย่าง ‘วิถีกระบี่บรรลุเทพ’ ของเมิ่งฝานได้
“คำพูดนี้เป็นความจริงแน่หรือ เจ้าไม่ได้หลอกข้าใช่รึไหม?” อู๋เทียนมองเมิ่งฝานพลางถามด้วยความหวาดระแวง
หากเป็นคนอื่นกล้าหลอกเขา เขาคงจะลงมือซัดจนตายไปแล้ว
แต่สำหรับเมิ่งฝาน เขาจนปัญญาจริง ๆ
เพราะสู้ไม่ได้น่ะสิ!
“ข้าเป็นศิษย์หอศาสตราซู่ซัน เป็นศิษย์สืบทอดของท่านผู้เฒ่าหลิน ฐานะค้ำคออยู่เช่นนี้ ข้าจะหลอกเจ้าได้อย่างไร?” เมิ่งฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทรงพลัง “ยิ่งไปกว่านั้น หากข้าหลอกเจ้า เจ้าก็สามารถไปฟ้องท่านผู้เฒ่าหลินได้นี่นา”
อู๋เทียนเห็นท่าทางขึงขังจริงจังของเมิ่งฝาน ก็เริ่มจะคล้อยตาม
เขากำแก่นธาตุไว้ในมือ ลังเลว่าจะส่งให้เมิ่งฝานดีหรือไม่
เมิ่งฝานรีบตีเหล็กตอนร้อนว่า “เจ้ายังลังเลอะไรอยู่อีก หรือยังไม่เชื่อใจข้า? หากข้าจะหลอกเจ้า ข้าสู้แย่งแก่นธาตุมาจากมือเจ้าเลยไม่ดีกว่าหรือ อย่างไรเสียเจ้าก็สู้ข้าไม่ได้ ข้าจำเป็นต้องเสียเวลาหลอกเจ้าด้วยหรือ?”
ประโยคนี้เชื่อมต่อกับความคิดของอู๋เทียนพอดี
อู๋เทียนรู้สึกว่าที่เมิ่งฝานพูดมานั้นมีเหตุผลยิ่งนัก เพราะตัวเขาเองปกติก็มีรูปแบบการลงมือแบบนี้เช่นกัน
“ตกลง ข้าเชื่อเจ้า! เอาแก่นธาตุไป แล้วพาข้าไปที่ศิลาเทพกระบี่เถิด” พูดจบ เขาก็ส่งแก่นธาตุให้เมิ่งฝาน
เมิ่งฝานรับแก่นธาตุมา พลันเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย
“วางใจเถิด ศิลาเทพกระบี่จะทำให้เจ้าได้รับประโยชน์มหาศาลแน่นอน”
อู๋เทียนเป็นคนใจร้อน ทันทีที่ตกลงกันได้เขาก็เร่งให้เมิ่งฝานพาไปที่ศิลาเทพกระบี่ทันที
ระหว่างทาง เมิ่งฝานถามขึ้นว่า “การหยั่งรู้ศิลาเทพกระบี่ หนึ่งชั่วยามต้องใช้หินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อน เจ้ามีหินวิญญาณติดตัวอยู่ใช่ไหม?”
อู๋เทียนขมวดคิ้วมองเมิ่งฝานทันที ถามด้วยความสงสัยว่า “ไหนเจ้าบอกว่ามีแค่เจ้าคนเดียวที่รู้ว่าศิลาเทพกระบี่อยู่ที่ไหนไง? แล้วทำไมยังต้องใช้หินวิญญาณอีก?”
“ข้ารู้ตำแหน่งของศิลาเทพกระบี่ก็จริง แต่ที่นั่นมีคนเฝ้ายามอยู่ จำเป็นต้องจ่ายหินวิญญาณก่อนถึงจะเข้าไปได้” เมิ่งฝานตอบแบบเลี่ยงประเด็นสำคัญ
อู๋เทียนกล่าวอย่างไม่พอใจ “แล้วทำไมเมื่อครู่เจ้าถึงไม่บอก?”
เมิ่งฝานตอบหน้าตายว่า “ก็เจ้าไม่ได้ถามนี่นา อีกอย่างขอแค่ได้หยั่งรู้ก็พอแล้วไม่ใช่หรือ? หากเจ้าไม่มีหินวิญญาณ ข้าจะยกให้เจ้าก่อนหนึ่งก้อนก็ได้!”
“แต่ว่า…”
“ไม่มีแต่หรอก เจ้าไปลองดูก่อนว่ามันคุ้มค่าไหม หากเจ้าเห็นว่าไม่คุ้ม อย่างมากข้าก็แค่คืนแก่นธาตุให้เจ้าไป”
“คำว่าอย่างมากคืออะไร? แก่นธาตุนี่ข้าแค่ให้เจ้ายืมนะ ใช้เสร็จแล้วต้องคืนข้าทันที!”
“ได้ ๆ ๆ ข้ารู้แล้ว เจ้าไปหยั่งรู้ศิลาเทพกระบี่ก่อนเถอะ”
…………
……
หากพูดถึงเรื่องฝีปากและการต้อนให้จนมุม หลวงจีนอย่างอู๋เทียนย่อมไม่มีทางสู้เมิ่งฝานที่ผ่านการศึกษาภาคบังคับเก้าปีมาได้
ไม่นานนัก เมิ่งฝานก็นำทางเขามาถึงวิหารเทพกระบี่
จากนั้นเขาก็บอกกับผู้อาวุโสของวิหารเทพกระบี่ว่า อู๋เทียนคือศิษย์หอศาสตราคนใหม่ที่ท่านผู้เฒ่าหลินเพิ่งรับเข้ามา พร้อมกับช่วยจ่ายหินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อนแทนอู๋เทียนเสร็จสรรพ
“ข้าจ่ายหินวิญญาณแทนเจ้าไปแล้วหนึ่งร้อยก้อน เจ้าลองเข้าไปหยั่งรู้ดูสักหนึ่งชั่วยามก่อน หากรู้สึกว่าคุ้มค่าค่อยหยั่งรู้ต่อ” เมิ่งฝานเดินกลับมาบอกอู๋เทียน
“ต้องทำอย่างไรบ้าง?”
อู๋เทียนมองศิลาเทพกระบี่ขนาดมหึมาตรงหน้าด้วยความสนใจอย่างยิ่ง
“แค่เอามือไปวางบนศิลาเทพกระบี่นั่นก็พอ” เมิ่งฝานตอบส่ง ๆ
อู๋เทียนทำตามคำบอก เดินไปข้างหน้าศิลาเทพกระบี่แล้ววางมือลงไป
เมื่อจัดการส่งอู๋เทียนเรียบร้อย เมิ่งฝานก็ปลีกตัวออกจากวิหารเทพกระบี่ กลับไปยังหอศาสตราแล้วนำแก่นธาตุก้อนนั้นออกมาเริ่มทำการศึกษา
ด้วยพรสวรรค์เชิงกระบี่ที่เหนือชั้นของอู๋เทียน เขาน่าจะได้รับการหยั่งรู้บางอย่างจากศิลาเทพกระบี่แน่นอน ดังนั้นนี่จึงไม่ถือว่าเป็นการหลอกลวงเสียทีเดียว
เมิ่งฝานนั่งขัดสมาธิลงบนเตียง วางแก่นธาตุไว้กลางฝ่ามือ จากนั้นจึงเริ่มใช้จิตสำนึกสัมผัสกับแก่นธาตุก้อนนี้
ในวินาทีที่จิตสำนึกสัมผัสกับแก่นธาตุ เบื้องหน้าของเมิ่งฝานพลันมืดดับลงทันที
ในเวลาเดียวกัน ภายในห้วงมิติแห่งจิตสำนึกของเขา ปรากฏกายาทองคำรูปหนึ่งขึ้นมา
เมื่อสังเกตดูให้ดี กายาทองคำนี้ไม่ใช่รูปเคารพของพระพุทธเจ้า แต่เป็นพระผู้ทรงศีลชรารูปหนึ่งที่มีใบหน้าเปี่ยมไปด้วยเมตตาและสงบนิ่งอย่างยิ่ง
เห็นได้ชัดว่านี่คือเจ้าของแก่นธาตุก้อนนี้
พระผู้ทรงศีลชั้นสูงแห่งวัดกังวานที่ล้มเหลวในการข้ามทัณฑ์บรรลุเซียนตามที่อู๋เทียนบอก!
เมื่อจ้องมองกายาทองคำนี้ เมิ่งฝานกลับรู้สึกประหม่าและหวาดระแวงขึ้นมาในใจ
ก่อนหน้านี้เขามัวแต่สนใจจะหลอกล่ออู๋เทียน จนลืมถามรายละเอียดเกี่ยวกับการอาศัยแก่นธาตุนี้บรรลุจิตวิญญาณเทพไปเสียสนิท
ยามที่กายาทองคำปรากฏขึ้นในห้วงมิติจิตสำนึกเช่นนี้ เมิ่งฝานอดไม่ได้ที่จะคิดไปในทางที่เลวร้าย
อู๋เทียนเจ้าหมอนั่นเป็นคนซื่อบื้อ ย่อมไม่คิดอะไรซับซ้อน
แต่เมิ่งฝานเป็นคนระมัดระวังตัวจนติดเป็นนิสัย เมื่อเจอเรื่องอะไรเขามักจะจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดไว้ก่อนเสมอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากผ่านเหตุการณ์ที่หมู่บ้านหลงฉวน และพบว่าอาจารย์น้าหลี่ซานซือถูกคนสำนักเงาปีศาจยึดร่าง เมิ่งฝานก็เริ่มมีปมในใจกับคำว่า ‘ยึดครองร่าง’ ขึ้นมาทันที
จิตสำนึกสัมผัสแก่นธาตุ แล้วปรากฏกายาทองคำของพระชราขึ้นในห้วงจิตสำนึก
ภาพนี้ทำให้เมิ่งฝานผู้ระแวดระวังต้องสงสัยว่าพระชรารูปนี้จะมายึดร่างของตนหรือไม่แม้ว่าอู๋เทียนจะอาศัยแก่นธาตุนี้จนบรรลุจิตวิญญาณเทพได้โดยไม่มีปัญหาอะไร แต่เมิ่งฝานก็ยังไม่วางใจอยู่ดี
ด้วยหลักการปลอดภัยไว้ก่อน เมิ่งฝานเตรียมที่จะถอนจิตสำนึกออกมา และเลิกยุ่งกับแก่นธาตุก้อนนี้
เขาคิดจะนำไปให้ท่านผู้เฒ่าหลินช่วยตรวจสอบดูให้แน่ใจก่อน เมื่อท่านยืนยันว่าไม่มีปัญหาแล้ว เขาค่อยอาศัยพลังจากมันฝึกจิตวิญญาณเทพต่อ
ระมัดระวังและรอบคอบเข้าไว้ ย่อมเป็นเรื่องดีและเป็นคุณธรรมอันประเสริฐ! ทว่าในขณะที่เมิ่งฝานกำลังจะถอนจิตสำนึกออกมานั้น เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
เขาพบว่าจิตสำนึกของตนเอง จู่ ๆ ก็ไม่อาจแยกออกจากแก่นธาตุนี้ได้ มันถูกดึงดูดและพันธนาการไว้อย่างแน่นหนา
ในเวลาเดียวกัน ร่างจิตสำนึกของเขาหรือจะเรียกว่าร่างวิญญาณ ก็ถูกฉุดกระชากเข้าหากายาทองคำของพระชรารูปนั้นอย่างรวดเร็ว!