วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 216 พระมหาเถระผู้ล้มเหลวในการฝ่าด่านทัณฑ์สวรรค์ และแก่นธาตุศักดิ์สิทธิ์
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 216 พระมหาเถระผู้ล้มเหลวในการฝ่าด่านทัณฑ์สวรรค์ และแก่นธาตุศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 216 พระมหาเถระผู้ล้มเหลวในการฝ่าด่านทัณฑ์สวรรค์ และแก่นธาตุศักดิ์สิทธิ์
อู๋เทียนได้ยินดังนั้นก็นิ่งมองเมิ่งฝานด้วยสีหน้าจริงจังแล้วกล่าวว่า
“ศิษย์พี่เมิ่ง ขอเพียงสามารถยกระดับรากฐานวิถีกระบี่ของข้าได้ สิ่งใดในตัวข้าที่ท่านต้องการก็เอาไปได้เลย ขอเพียงอย่าเอาชีวิตข้าไปก็พอ!”
เมิ่งฝานลอบยิ้มขื่นในใจ พลางนึกว่าข้าจะเอาชีวิตเจ้าไปทำไมกัน?
หากตีเจ้าตายจริง ๆ ท่านผู้เฒ่าหลินคงได้มาคิดบัญชีกับข้าเป็นแน่
“ข้าสามารถชี้ทางสว่างให้เจ้าได้จริง ๆ เพื่อให้รากฐานวิถีกระบี่ของเจ้าได้รับการยกระดับอย่างเพียงพอ แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือ ข้าเองก็ต้องการบางอย่างจากเจ้าเช่นกัน”
“สิ่งใดหรือ?” อู๋เทียนรีบถามทันที
“กลับหอศาสตราแล้วค่อยคุยกัน”
เมิ่งฝานไม่มีอารมณ์จะมายืนคุยโต้ลมหนาวกับอู๋เทียนตรงนี้
“ศิษย์พี่เมิ่ง ตอนนี้บอกได้หรือยังขอรับว่าท่านต้องการอะไรจากข้า?” ทันทีที่กลับถึงหอศาสตรา อู๋เทียนก็ถามอย่างกระวนกระวายใจ
เจ้าหมอนี่นอกจากจะเป็นคนประเภทโผงผางแล้ว ดูเหมือนสมองจะสั่งการตรงไปตรงมาเกินไปเสียหน่อยด้วย
ทว่าการคบหาคนประเภทนี้ก็นับว่าเบาแรงไปได้มากจริง ๆ
“เจ้าฝึกฝนจนบรรลุจิตวิญญาณเทพแล้วใช่หรือไม่?” เมิ่งฝานเอ่ยถามอู๋เทียน
“ใช่ขอรับ” อู๋เทียนตอบกลับทันทีโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
แม้เมิ่งฝานจะสัมผัสได้ถึงเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อได้รับการยืนยันที่แน่นอนจากปากอู๋เทียน เขาก็ยังรู้สึกตื่นเต้นและฮึกเหิมลึก ๆ ในใจ
“การบรรลุจิตวิญญาณเทพในระดับเทียนหยวน แทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย เจ้าทำได้อย่างไร?”
เมื่อได้ยินคำถามของเมิ่งฝาน อู๋เทียนก็ยิ้มออกมา เขาเข้าใจความคิดของเมิ่งฝานแล้ว
แม้เขาจะเป็นคนเถรตรงแต่ก็ไม่ได้โง่
ในความเป็นจริง ยอดอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศเช่นนี้ล้วนฉลาดหลักแหลม เพียงแต่ขี้เกียจจะแสดงความฉลาดออกมาเท่านั้นเอง!
“ศิษย์พี่เมิ่งอยากบรรลุจิตวิญญาณเทพหรือขอรับ?” อู๋เทียนถามกลั้วหัวเราะ
“ถูกต้อง!” เมิ่งฝานไม่คิดจะปกปิดความคิดของตนเองเลยแม้แต่นิดเดียว
อู๋เทียนเป็นคนยิ้มยาก แต่ในยามนี้เขากลับกลั้นไม่อยู่
เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่หอศาสตรา เขาถูกเมิ่งฝานข่มเหงรังแกมาโดยตลอด
ยามนี้เมิ่งฝานมีเรื่องมาขอร้องเขา ย่อมแน่นอนว่าเขาต้องรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องเป็นธรรมดา
ที่ผ่านมาพลังการต่อสู้และเพลงกระบี่ของเขาล้วนสู้เมิ่งฝานไม่ได้ แต่ในด้านของจิตสำนึกและจิตวิญญาณเทพนั้น เขากดขี่เมิ่งฝานได้อย่างราบคาบจริง ๆ
ก่อนหน้านี้เมิ่งฝานไม่ได้แสดงความสนใจในด้านนี้ อู๋เทียนจึงไม่รู้สึกถึงความสำเร็จอะไรนัก
แต่พอเมิ่งฝานถามออกมาแบบนี้ ความรู้สึกภาคภูมิใจของเขาก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
“ข้ามีวิธีพิเศษในการบรรลุจิตวิญญาณเทพจริง ๆ นั่นแหละขอรับ แต่นี่เป็นความลับของข้า ทำไมข้าต้องบอกท่านด้วยล่ะ?” อู๋เทียนถามอย่างได้ใจ
เมิ่งฝานกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ข้าสามารถบอกเจ้าได้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะยกระดับพลังฝีมือและรากฐานวิถีกระบี่ได้ นี่ก็เป็นความลับของข้าเช่นกัน เราแลกเปลี่ยนกันได้!”
อู๋เทียนส่ายหน้า “ไม่เหมือนกันหรอก ความลับของข้าชิ้นนี้ ไม่ใช่ความลับแบบที่ท่านจินตนาการไว้”
เมิ่งฝานกลอกตาอย่างจนใจพลางเอ่ยว่า “งั้นเจ้าว่ามา เจ้าต้องการอย่างไรกันแน่?”
ท่าทีของอู๋เทียนไม่ใช่การปฏิเสธ แต่เป็นการโก่งราคาอย่างเห็นได้ชัด เมิ่งฝานไม่อยากเสียเวลา จึงเปิดอกคุยกับอู๋เทียนตรง ๆ
“ง่ายมากขอรับ ข้ามีข้อเรียกร้องเพียงข้อเดียว ขอเพียงท่านตกลง ข้าก็จะยอมแลกเปลี่ยนความลับนี้กับท่านทันที”
“ข้อเรียกร้องอะไร?”
“ที่ผ่านมามีแต่ข้าที่เรียกท่านว่าศิษย์พี่เมิ่ง ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป ท่านต้องเรียกข้าว่าศิษย์พี่อู๋!”
ได้ยินคำพูดของอู๋เทียน เมิ่งฝานถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
เขาพบว่าบางครั้งตนเองก็ตามจังหวะความคิดของเจ้าหมอนี่ไม่ทันจริง ๆ
ช่างไร้เดียงสานัก!
เมิ่งฝานตะโกนออกมาโดยไม่ลังเลว่า “ศิษย์พี่อู๋! ได้โปรดช่วยชี้แนะข้าด้วยเถิด”
การเรียกศิษย์พี่มันจะไปสลักสำคัญอะไร?
ก่อนจะบรรลุจิตวิญญาณเทพ ต่อให้ต้องเรียกเจ้าว่าศิษย์พี่ทุกวัน หรือจะให้เรียกท่านปู่ข้าก็ยังทำได้!
ส่วนหลังจากบรรลุจิตวิญญาณเทพแล้วนั้น…
เหอะ ๆ
“ศิษย์น้องเมิ่งช่างเป็นคนเปิดเผยจริง ๆ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะช่วยสงเคราะห์เจ้าเอง ข้ายอมตกลงแลกเปลี่ยนความลับนี้กับเจ้า”
อู๋เทียนเมื่อได้ยินคำว่าศิษย์พี่อู๋แล้ว ก็รู้สึกเหมือนรูขุมขนทั่วร่างเปิดกว้างออก
ช่างสบายใจเหลือเกิน!
“ข้าเรียกศิษย์พี่ไปแล้ว เช่นนั้นศิษย์พี่อู๋ก็น่าจะแสดงน้ำใจหน่อย เริ่มแง้มความลับของท่านออกมาก่อนดีหรือไม่?” เมิ่งฝานรีบหาจังหวะรุกต่อ
“ได้”
ความจริงในภาพจำของเมิ่งฝาน อู๋เทียนเป็นคนค่อนข้างตรงไปตรงมา
แต่ผลลัพธ์คือ เจ้าหมอนี่ตรงไปตรงมากว่าที่เมิ่งฝานคิดไว้เสียอีก ถึงกับตอบตกลงในทันที
“ศิษย์น้องเมิ่ง การที่ข้าสามารถบรรลุจิตวิญญาณเทพได้ตั้งแต่ระดับเทียนหยวน ความจริงแล้วเป็นเพราะข้ามีของวิเศษชิ้นหนึ่งช่วยไว้” อู๋เทียนกล่าวอย่างภูมิใจ
นาน ๆ ทีจะมีด้านที่เหนือกว่าเมิ่งฝานได้ เขาจึงถือโอกาสนี้โอ้อวดเต็มที่
“ของวิเศษอะไรหรือ?” เมิ่งฝานรับมุกต่อได้อย่างถูกจังหวะยิ่งนัก
อู๋เทียนหยิบหินหยกชิ้นเล็ก ๆ ที่ใสกระจ่างราวกับคริสตัลออกมาจากแหวนมิติ ขนาดของมันใหญ่พอ ๆ กับหัวแม่มือเท่านั้น มันแผ่รัศมีอ่อนโยนออกมา มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ของธรรมดา
“นี่คือสิ่งใด?”
เมิ่งฝานแสร้งแสดงความไม่รู้ออกมาตามสถานการณ์ เพื่อตอบสนองความภาคภูมิใจลึก ๆ ของอู๋เทียน
“แก่นธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่หลงเหลือจากบรรพชนรูปหนึ่งของวัดกังวาน ผู้ซึ่งล้มเหลวในการข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์เพื่อบรรลุเป็นเซียน!” อู๋เทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือความภูมิใจเล็กน้อย
ล้มเหลวในการข้ามทัณฑ์บรรลุเซียน นั่นหมายความว่าขาดเพียงครึ่งก้าวก็จะกลายเป็นเซียนแท้จริงแล้ว
แก่นธาตุที่หลงเหลือจากตัวตนระดับนี้ย่อมล้ำค่าเกินบรรยาย แทบจะล้ำค่ายิ่งกว่ากระบี่เทพเสียอีก!
“ของวิเศษระดับนี้ ทำไมถึงมาอยู่ที่ตัวเจ้าได้?” เมิ่งฝานขมวดคิ้วถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
แก่นธาตุเช่นนี้ควรจะถูกวัดกังวานเก็บรักษาและบูชาไว้อย่างดีสิ ทำไมถึงมาตกอยู่ในมือของหลวงจีนน้อยอู๋เทียนคนนี้ได้?
แต่ทว่าทุกอย่างย่อมเป็นไปได้ ขนาดตัวเมิ่งฝานเองยังมีกระบี่เทพชิงอวิ๋นอยู่กับตัวเลยไม่ใช่หรือ?
ทุกคนต่างก็มีวาสนาของตน บางทีวาสนาของอู๋เทียนอาจจะล้ำลึกยิ่งกว่าเมิ่งฝานเสียอีก
“เก็บได้น่ะขอรับ” อู๋เทียนตอบหน้าตาเฉย
เมิ่งฝานสังเกตจากสีหน้าและน้ำเสียงของเจ้าหมอนี่ ก็พอจะเดาออกราง ๆ ว่า ของชิ้นนี้คงจะเก็บมาจากสถานที่ที่ไม่ควรเก็บเป็นแน่
หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ขโมย!
สังหารคน
ลักขโมย
เจ้าเด็กนี่ผิดศีลเป็นว่าเล่นราวกับกินน้ำกินท่า ไม่แปลกใจเลยที่จะถูกขับออกจากสำนัก
พลันมีความคิดหนึ่งวูบเข้ามาในหัว เมิ่งฝานจึงเอ่ยเย้าอู๋เทียนไปว่า
“ศิษย์พี่อู๋ ยามนี้ท่านไม่ได้เป็นศิษย์พุทธแล้ว ท่านมีความคิดอยากจะตบแต่งภรรยามีลูกบ้างหรือไม่ สำนักซู่ซันมีศิษย์หญิงผู้งดงามอยู่ไม่น้อยนะ ให้ศิษย์น้องช่วยแนะนำให้สักคนสองคนดีไหม?”
ดวงตาของอู๋เทียนเป็นประกายวาบ แววตาดูจะแฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นลึก ๆ
ทว่าวินาทีต่อมาเขาก็รีบส่ายหัวรัว ๆ
“เรื่องนี้… ไม่เหมาะ ไม่เหมาะสม อามิตตพุทธ”
เมิ่งฝานมองใบหน้าของอู๋เทียนที่แดงก่ำ ก็ไม่รู้ว่าเจ้าหมอนี่อายจนหน้าแดง หรือตื่นเต้นจนหน้าแดงกันแน่
แต่เท่าที่เห็นในตอนนี้ นอกจากจะผิดศีลปาณาติบาตและอทินนาทานแล้ว ดูเหมือนหลวงจีนรูปนี้จะมีแนวโน้มจะผิดศีลกาเมด้วยเช่นกัน
วัดกังวานขับเขาออกจากสำนักน่ะ ถูกต้องที่สุดแล้วจริง ๆ
“เรื่องแนะนำศิษย์หญิงน่ะเอาไว้คุยกันทีหลังเถอะ ท่านช่วยบอกก่อนดีกว่าว่าแก่นธาตุนี้มีประโยชน์อย่างไร” เมิ่งฝานกล่าวกับอู๋เทียน
เอ๊ะ ไหงกลายเป็นเอาไว้คุยทีหลังไปเสียได้ล่ะ?
อู๋เทียนรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยแต่ก็ไม่กล้าแสดงออกมา เขาเอ่ยต่ออย่างเนือย ๆ ว่า
“ความจริงก็ไม่มีอะไรมากหรอกขอรับ ในแก่นธาตุนี้ยังมีพลังบารมีของพระมหาเถระรูปนั้นหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันมีประโยชน์มหาศาลต่อด้านจิตสำนึก ข้าอาศัยมันนี่แหละถึงบรรลุจิตวิญญาณเทพได้ในระดับเทียนหยวนมาได้ หากไม่ใช่เพราะระดับพลังของข้ายังต่ำเกินไปจนรับพลังไม่ไหว ข้าคงอยากจะบรรลุขั้นจิตวิญญาณดั้งเดิมให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยด้วยซ้ำ!”