วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 219 บีบหลวงจีนเฒ่าให้ปลิดชีพตน
บทที่ 219 บีบหลวงจีนเฒ่าให้ปลิดชีพตน
เมิ่งฝานสลายปราณกระบี่ที่เต็มท้องฟ้าออกไปจนสิ้น
ในเมื่อท่านผู้เฒ่าหลินมาแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องฝืนทำเก่งเกินตัวอีกต่อไป
ความรู้สึกของการมีคนคอยหนุนหลังนี่มันช่างวิเศษจริง ๆ
ทว่าแม้จะเป็นเมิ่งฝานเอง เมื่อได้ยินท่านผู้เฒ่าหลินเอ่ยคำว่า‘ปลิดชีพตนเอง’ออกมา เขาก็ยังอดประหลาดใจไม่ได้
การจะให้หลวงจีนแก่รูปนี้ขอโทษนั้นไม่มีปัญหา ด้วยความสามารถของท่านผู้เฒ่าหลินย่อมข่มขวัญให้ขอโทษได้แน่นอน
แต่… ปลิดชีพตนเองเนี่ยนะ?
สำหรับตัวตนที่เป็นเพียงร่างจิตสำนึกอย่างหลวงจีนแก่รูปนี้ นี่คือการฆ่าตัวตายอย่างเด็ดขาด เป็นการดับสูญสลายเป็นเถ้าธุลีอย่างสมบูรณ์
คนประเภทที่ยอมทนอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ มานานนับพันปีราวกับหนูและงูเช่นนี้ ย่อมต้องรักตัวกลัวตายเป็นที่สุด จะยอมปลิดชีพตนเองได้อย่างไร?
“รังแกกันเกินไปแล้ว!!!”
เป็นไปตามที่เมิ่งฝานคาดไว้ หลวงจีนแก่รูปนั้นเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ คนที่ยอมอยู่รอดอย่างอัปยศเช่นนี้ จะตัดใจยอมตายได้อย่างไร?
ท่านผู้เฒ่าหลินนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำใดอีก ท่านพูดมามากพอแล้ว
สิ่งที่ควรพูดล้วนพูดไปหมดสิ้น
ท่านยกมือขึ้น พลันก่อเกิดปราณกระบี่สายหนึ่งขึ้นในความว่างเปล่าเบื้องหน้า
จากปราณกระบี่สายนี้ เมิ่งฝานสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยจาง ๆ
เขาพยายามนึกทบทวนอย่างละเอียดว่าความรู้สึกคุ้นเคยนี้มาจากที่ใด
ผ่านไปสามอึดใจ ดวงตาของเขาก็เป็นประกายวาบ
ความรู้สึกคุ้นเคยนี้มาจาก——กระบี่สยบมาร!
ปราณกระบี่สายนี้ของท่านผู้เฒ่าหลิน คือปราณกระบี่สยบมารนั่นเอง
เมิ่งฝานสัมผัสไม่ได้ว่าปราณนี้แข็งแกร่งเพียงใด เพราะหากเทียบกับท่านผู้เฒ่าหลินแล้วเขายังห่างชั้นกันเกินไป
แต่ปราณกระบี่ที่เกี่ยวข้องกับ‘กระบี่เซียน’ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าต้องทรงพลังจนน่าหวาดหวั่นแน่
“ปลิดชีพตนเองซะ แล้วข้าจะละเว้นคนทั้งวัดจินกัง มิฉะนั้นเจ้าจะเป็นคนบาปที่นำพาความพินาศมาสู่สำนักของตนเอง!”
ท่านผู้เฒ่าหลินจ้องมองหลวงจีนแก่ด้วยสายตาเย็นชา ไร้ซึ้งความเมตตา และเปี่ยมไปด้วยไอสังหาร
นี่เป็นครั้งแรกที่เมิ่งฝานเห็นท่านผู้เฒ่าหลินแสดงท่าทีอำมหิตขนาดนี้ หากไม่ใช่เพราะเขาคุ้นเคยกับท่านผู้เฒ่าดี เขาคงอดเชื่อไม่ได้ว่าท่านจะไปกวาดล้างวัดจินกังจริง ๆ
จากนั้นภายใต้สายตาของเมิ่งฝาน หลวงจีนแก่รูปนั้นกลับยกมือขึ้นตบเข้าที่กระหม่อมของตนเองจริง ๆ
ปลิดชีพตนเอง!
ดับสูญ!!
นี่มัน…
เมิ่งฝานรู้สึกเหลือเชื่ออย่างยิ่ง
“รู้สึกไม่น่าเชื่อรึ?” ท่านผู้เฒ่าหลินหันกลับมายิ้มให้เมิ่งฝาน
“ขอรับท่านอาจารย์ ศิษย์นึกว่าเขาจะสู้จนตัวตาย ไม่นึกเลยว่าเขาจะยอมฆ่าตัวตายจริง ๆ”
“นั่นเป็นเพราะเขาสัมผัสได้ถึงพลังของอาจารย์แล้ว รู้ดีว่าไม่มีทางรอดและต้องตายอย่างแน่นอน และเขาไม่กล้าเดิมพัน ในเมื่อรู้แน่ว่าต้องตาย สู้สละตนเองเพื่อแลกกับทางรอดของวัดจินกังยังจะดีเสียกว่า”
คนเราเมื่อใกล้จะตาย จิตใจมักจะกลับมาสู่ด้านดี
ท่านผู้เฒ่าหลินกล่าวต่อว่า “ที่อาจารย์บีบให้เขาฆ่าตัวตายก็เพื่อจะระบายโทสะแทนเจ้า สำหรับอาจารย์การฆ่าเขานั้นง่าย แต่การทำให้เขาฆ่าตัวตายนั้นยากกว่า คนประเภทที่ยอมติดอยู่ในมุมมืดมิดเช่นนี้ได้เป็นพัน ๆ ปีเพื่อรักษาชีวิตพิกลพิการไว้ แสดงว่าเป็นคนที่รักตัวกลัวตายเป็นที่สุด การทำให้คนแบบนี้ต้องปลิดชีพตนเอง ถึงจะนับว่าเป็นการแก้แค้นอย่างสะใจที่สุด!”
เมิ่งฝานประสานมือคารวะท่านผู้เฒ่าหลิน
“ขอบพระคุณขอรับท่านอาจารย์!”
การมีอาจารย์ที่ปกป้องศิษย์และเจ้าคิดเจ้าแค้นแทนเช่นนี้ รู้สึกดีไม่น้อยเลยจริง ๆ
“หากอาจารย์เดาไม่ผิด เจ้าคงอยากอาศัยแก่นธาตุก้อนนี้เพื่อฝึกฝนจิตสำนึกและควบแน่นจิตวิญญาณเทพ ยามนี้อุปสรรคถูกขจัดไปสิ้นแล้ว เจ้าสามารถใช้งานมันได้อย่างไร้กังวล”
พูดจบ ท่านผู้เฒ่าหลินก็เตรียมตัวเดินจากไป
ก่อนไปท่านยังหันกลับมากำชับว่า “อ้อ แก่นธาตุก้อนนี้ไม่ต้องคืนเจ้าเด็กอู๋เทียนนั่นแล้วนะ หากมันมาทวงถามจากเจ้า ก็บอกให้มันมาหาข้าเอง”
แม้ว่าอู๋เทียนจะไม่ได้ตั้งใจ และเรื่องในวันนี้จะโยนความผิดให้เขาไม่ได้ทั้งหมด แต่เขาก็ยังต้องรับผิดชอบอยู่ดี
ต้องโดนลงโทษ!
และโทษนั้นก็คือยกแก่นธาตุก้อนนี้ให้เมิ่งฝานไปเสีย
เห็นได้ชัดว่าฐานะ‘ลูกของสหายเก่า’เมื่ออยู่ต่อหน้า‘ศิษย์สืบทอด’ แล้วช่างมีความสำคัญห่างชั้นกันเหลือเกิน
เมิ่งฝานมองตามแผ่นหลังของท่านผู้เฒ่าหลินที่หายลับไปแล้วยิ้มออกมาอย่างจนใจ
ความจริงแล้ว เดิมทีเขาก็ไม่ได้คิดจะคืนแก่นธาตุนี้ให้อู๋เทียนอยู่แล้ว เมื่อคลื่นลมสงบลง เมิ่งฝานก็ไม่ได้ถอนจิตสำนึกออกจากแก่นธาตุ
หลวงจีนแก่สลายไปแล้ว ยามนี้ภายในแก่นธาตุเหลือเพียงพลังบารมีและพลังงานที่บริสุทธิ์ยิ่ง คิดจะใช้งานอย่างไรก็ย่อมได้
เมิ่งฝานเริ่มโคจรพลังตาม ‘เคล็ดวิชาภาวนาจักรพรรดิซีหวง’ เพื่อดูดซับพลังงานจากแก่นธาตุ
ในเมื่ออู๋เทียนยังอาศัยแก่นธาตุนี้จนบรรลุจิตวิญญาณเทพได้ เมิ่งฝานย่อมทำได้ดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
เพราะเคล็ดวิชาภาวนาจักรพรรดิซีหวงที่เขาใช้นั้นย่อมแข็งแกร่งกว่า เคล็ดวิชาของอู๋เทียนแน่นอน!
กาลเวลาไหลผ่านดุจสายน้ำ เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วเจ็ดวัน
ในวันนี้ ยามเช้ามืด
เมิ่งฝานลืมตาขึ้น เก็บแก่นธาตุในมือเข้าสู่แหวนมิติ
“ยินดีด้วยเจ้าค่ะนายท่าน ที่ฝึกฝนจิตวิญญาณเทพสำเร็จแล้ว!”
เงาร่างของหงชี่ลอยออกมาจากกระบี่หงชี่และทำความเคารพเมิ่งฝาน เขาลูบผมหน้าม้าของหงชี่เบา ๆ แล้วยิ้มพลางกล่าวว่า
“หงชี่ ครั้งนี้ต้องขอบใจเจ้ามาก หากไม่ใช่เพราะเจ้าไปแจ้งอาจารย์ทันเวลา ข้าคงเจอเรื่องยุ่งยากไปแล้ว”
ใบหน้าของหงชี่แดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย นางก้มหน้าตอบว่า “นี่เป็นสิ่งที่บ่าวควรทำเจ้าค่ะ”
ตอนที่เมิ่งฝานและหงชี่เจอกันครั้งแรก นางแทนตัวเองว่า‘ข้าน้อย’ต่อมาก็เป็น‘ตัวข้า’ แต่ยามนี้กลับใช้คำว่า‘บ่าว’
นี่คือการแสดงออกถึงความรู้สึกต่ำต้อยที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเมิ่งฝานเก่งกาจขึ้นในทุกวัน นางจึงรู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยลงเรื่อย ๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา
เมิ่งฝานเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “หงชี่ วันหน้าอย่าแทนตัวเองว่าบ่าวเลย ข้าไม่ชอบคำเรียกนี้”
“นายท่าน แต่ว่า…”
“ไม่มีแต่ ตั้งแต่นี้ไปเจ้าไม่ต้องเรียกข้าว่านายท่านแล้ว จะเรียกว่าพี่เมิ่งหรือคุณชายเมิ่งก็ได้ สรุปคืออย่าใช้คำที่เหยียดหยามตนเองอีก”
หงชี่เห็นท่าทางเคร่งขรึมของเมิ่งฝานก็ไม่กล้าขัดขืน
ทว่าหากจะให้เรียก‘พี่เมิ่ง’มันก็ดูสนิทสนมเกินไป เพราะนางเป็นเพียงจิตวิญญาณกระบี่ ไม่ใช่น้องสาวของเขา ส่วนคำว่า‘คุณชายเมิ่ง’ก็ดูห่างเหินไปหน่อย
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางจึงตัดสินใจเรียกเขาว่าคุณชายโดยตรง
“คุณชาย บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ” หงชี่ขานรับอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
“บอกแล้วไงว่าอย่าแทนตัวเองว่าบ่าว ”
เมิ่งฝานใช้นิ้วนวดคลึงหว่างคิ้ว รู้สึกว่ายัยเด็กคนนี้ช่างซื่อบื้อได้โล่จริง ๆ
เปลี่ยนคำเรียกเขาได้ แต่ดันลืมเปลี่ยนคำแทนตัวเอง
หงชี่ทำหน้าลำบากใจ หากไม่ให้แทนตัวเองว่าบ่าว จะให้ใช้คำว่า ‘ข้าน้อย’ หรือ ‘ข้า’ ในเชิงชู้สาว นางก็ยังไม่กล้าพอ
มันรู้สึกไม่ค่อยถูกระเบียบยังไงชอบกล
เมิ่งฝานเห็นดังนั้นจึงสอนทีละคำ “ตั้งแต่นี้ไป เจ้าเรียกข้าว่า ‘คุณชาย’ ส่วนคำแทนตัวเอง ให้ใช้คำว่า ‘ข้า’ ก็พอ”
เมื่อเห็นหงชี่ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น เขาก็พูดอย่างจนใจ
“ยืนเหม่ออะไรอยู่ล่ะ ลองพูดตามที่ข้าบอกสิ”
“คุณชาย ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ” หงชี่ทำตามที่เมิ่งฝานบอก
แม้จะเป็นคำพูดธรรมดา แต่หลังจากพูดจบ หัวใจของหงชี่กลับสั่นไหวอย่างรุนแรง
ในวินาทีนี้ นางรู้สึกราวกับลืมเลือนฐานะการเป็นจิตวิญญาณกระบี่ของตนเองไปชั่วขณะ
นางมีความรู้สึกชั่ววูบว่า… ตนเองยังคงเป็นมนุษย์อยู่!
หงชี่ที่จิตใจว้าวุ่นรีบกลับเข้าไปในกระบี่หงชี่เพื่อสงบสติอารมณ์
ส่วนเมิ่งฝานเดินออกจากห้องด้วยความกระปรี้กระเปร่า เขาเพิ่งบรรลุจิตวิญญาณเทพ สภาวะร่างกายเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบที่สุด
เขาลองนับนิ้วดู พบว่าตนเองกักตนมานานถึงเจ็ดวันเต็ม
จริงสิ…
ต้องไปดูเจ้าหนูอู๋เทียนสักหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว