วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 220 หมื่นกระบี่หวนคืนที่แท้จริง
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 220 หมื่นกระบี่หวนคืนที่แท้จริง
บทที่ 220 หมื่นกระบี่หวนคืนที่แท้จริง
เมิ่งฝานกวาดสายตามองดูแล้ว พบว่าเจ้าหนูอู๋เทียนไม่ได้อยู่ที่หอศาสตรา หรือว่ายังอยู่ที่วิหารเทพกระบี่?
ตามหลักการแล้วไม่น่าเป็นไปได้ นี่มันผ่านไปเจ็ดวันแล้ว หากเจ้าเด็กนั่นซึมซับความรู้จากศิลาเทพกระบี่อยู่ตลอด เขาต้องเสียหินวิญญาณไปเท่าไหร่กัน?
เมิ่งฝานลองคำนวณดู นี่มันต้องใช้ถึงแปดพันหินวิญญาณแล้วนะ
เจ้าเด็กนั่นดูอย่างไร ก็ไม่มีท่าทางเหมือนคนรวยเลยสักนิด!
ใบหน้าของเมิ่งฝานฉายแววฉงน เขาไปหาศิษย์พี่หลัวแล้วเอ่ยถามว่า
“ศิษย์พี่หลัว หลายวันมานี้เห็นอู๋เทียนบ้างไหมขอรับ?”
ศิษย์พี่หลัวส่ายหน้าพลางตอบว่า “หลายวันมานี้ไม่เห็นเงาอู๋เทียนเลย ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กนั่นหายหัวไปไหน”
เขาไม่ได้สนิทสนมกับอู๋เทียนนัก อีกทั้งอู๋เทียนมักจะดูแคลนเขาเสมอ เขาจึงขี้เกียจจะเอาหน้าไปแนบเท้าใคร
ถึงแม้เขาจะมีระดับพลังต่ำ แต่เขาก็มีศักดิ์ศรีนะ
ถึงจะมีอยู่เพียงน้อยนิด แต่มันก็คือศักดิ์ศรี!
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งฝานจึงออกจากหอศาสตรามุ่งหน้าไปยังวิหารเทพกระบี่ แม้จะรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่โอกาสที่อู๋เทียนจะยังอยู่ที่นั่นมีสูงมาก
ครู่ต่อมา เมิ่งฝานก็มาถึงวิหารเทพกระบี่
เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ อู๋เทียนนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าศิลาเทพกระบี่ สองมือแปะติดอยู่บนศิลา
“ผู้อาวุโสหู ทำไมเจ้าหมอนี่ยังซึมซับพลังจากศิลาเทพกระบี่อยู่อีกขอรับ ผ่านมาหลายวันขนาดนี้ ไม่ต้องใช้หินวิญญาณแล้วหรือ?”
เมิ่งฝานถามผู้อาวุโสหูชิงสือ ผู้ดูแลวิหารเทพกระบี่ด้วยความประหลาดใจ
ผู้อาวุโสหูคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงธรรมและเถรตรงที่สุด ไม่เคยเล่นพรรคเล่นพวก
ก่อนหน้านี้แม้ท่านผู้เฒ่าหลินจะออกโรงเอง ก็ยังทำได้เพียงขอลดราคาให้เล็กน้อย แต่หินวิญญาณที่ควรจ่ายก็ยังต้องจ่าย
ครั้งนี้ทำไมถึงยอมให้อู๋เทียนซึมซับพลังอยู่นานขนาดนี้
หรือว่าเกิดถูกชะตา?
เสียดายพรสวรรค์ จึงอยากจะปั้นอู๋เทียนขึ้นมา?
ไม่สิ แม้อู๋เทียนจะมีพรสวรรค์ด้านวิถีกระบี่อยู่บ้าง แต่ถ้าเทียบกับเขาก็ยังห่างชั้นกันตั้งสิบหมื่นแปดพันลี้
หูชิงสือคนนี้ยังไม่คิดจะปั้นเขาเลย แล้วจะไปปั้นอู๋เทียนได้อย่างไร?
ในขณะที่เมิ่งฝานกำลังงุนงงสงสัย หูชิงสือก็เอ่ยปากว่า “เจ้าเด็กนี่จ่ายหินวิญญาณมาทีเดียวหนึ่งหมื่นก้อน ย่อมสามารถอยู่ที่นี่ได้ตามสิทธิ์ หากคำนวณดูแล้ว เขายังซึมซับพลังต่อได้อีกหนึ่งวันกับหนึ่งคืน”
หนึ่งหมื่น…
หินวิญญาณ!!!!!
เมิ่งฝานเบิกตากว้างทันที ในใจเกิดความรู้สึกหดหู่และเสียดายอย่างสุดซึ้ง
รู้หน้าไม่รู้ใจจริง ๆ
คนเรานี่ดูแต่ภายนอกไม่ได้เลยจริง ๆ
อู๋เทียนคนนี้ดูซอมซ่อ บ้านนอก และขี้เหนียว ไม่นึกเลยว่าลับหลังจะร่ำรวยขนาดนี้
เรื่องนี้เมิ่งฝานคิดไม่ถึงจริง ๆ ถ้ารู้แต่แรกละก็ เขาคงจะหลอกเอาเงินแต๊ะเอียของเจ้าเด็กนี่ออกมาให้หมด!
แต่ว่า… หินวิญญาณหนึ่งหมื่นก้อน อู๋เทียนไปเอามาจากไหน?
ก่อนหน้านี้เมิ่งฝานเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากแดนปีศาจมาได้มากมาย แถมยังได้ขุมทรัพย์ของนางจิ้งจอกมาอีก ซึ่งเขามอบให้ท่านผู้เฒ่าหลินไปจัดการขายทอดตลาด จนสุดท้ายได้หินวิญญาณมาห้าพันก้อน
นั่นก็นับว่าเป็นวาสนาที่ฟ้าประทานมาอย่างยิ่งยวดแล้ว แต่เจ้าอู๋เทียนนี่กลับควักหินวิญญาณหนึ่งหมื่นก้อนออกมาได้หน้าตาเฉย
ตามปกติแล้ว คนที่กล้าควักเงินหนึ่งหมื่นออกมา ย่อมต้องมีทรัพย์สินทั้งหมดมากกว่านั้นหลายเท่าตัวแน่ ๆ
เมื่อคิดได้ดังนี้ เมิ่งฝานก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา
เขาเริ่มสงสัยแล้วว่า อู๋เทียนคนนี้จะเป็น‘บุตรแห่งโชคชะตา’ตามตำนานหรือเปล่า
เมื่อเห็นอู๋เทียนกำลังตั้งใจซึมซับพลังจากศิลาเทพกระบี่ เมิ่งฝานก็นึกสนุกขึ้นมา เขาหยิบหินวิญญาณระดับสูงออกมาหนึ่งก้อน ส่งให้หูชิงสือ
“ผู้อาวุโสหู ในเมื่อเจ้าเด็กนี่สามารถซึมซับต่อได้อีกหนึ่งวันกับหนึ่งคืน งั้นข้าขอซึมซับด้วยหนึ่งวันกับหนึ่งคืนเช่นกันขอรับ”
เมิ่งฝานยิ้มอย่างขวยเขินให้หูชิงสือ
หูชิงสือขมวดคิ้วเล็กน้อย หินวิญญาณระดับสูงหนึ่งก้อนมีค่าเท่ากับหินวิญญาณระดับล่างหนึ่งพันก้อน ซึ่งคำนวณแล้วซึมซับศิลาเทพกระบี่ได้เพียงสิบชั่วยามเท่านั้น
เมิ่งฝานบอกว่าหนึ่งวันกับหนึ่งคืน ซึ่งคือสิบสองชั่วยาม หินวิญญาณจึงไม่พอ!
แต่เมื่อนึกถึงว่าเมิ่งฝานเคยมาซึมซับที่นี่ถึงสิบวันสิบคืน อีกทั้งยังเป็นศิษย์สืบทอดของหลินเปียนหยุน…
ด้วยความรู้สึกเสียดายพรสวรรค์อยู่ลึก ๆ หูชิงสือจึงรับหินวิญญาณก้อนนั้นมาโดยไม่เอ่ยอะไร
ถือซะว่าให้ส่วนลด แถมให้เปล่า ๆ ไปอีกสองชั่วยามก็แล้วกัน เพราะครั้งก่อนหลินเปียนหยุนพาเด็กคนนี้มา เขาก็ยอมลดหย่อนให้ตามมารยาทอยู่แล้ว
เมิ่งฝานมาถึงหน้าศิลาเทพกระบี่ นั่งขัดสมาธิลงแล้ววางมือลงบนศิลา
เขาไม่ได้มาสัมผัสศิลาเทพกระบี่นานมากแล้ว
เพราะด้วยระดับพลังและรากฐานวิถีกระบี่ของเขาในปัจจุบันนั้นแข็งแกร่งพอสมควรแล้ว เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะรอให้ถึงขั้นหลอมแก่นพลังก่อนค่อยกลับมาที่นี่อีกครั้ง
แต่เมื่อครู่เห็นอู๋เทียนซึมซับรวดเดียวตั้งหลายวัน เขาก็เลยอดใจไม่อยู่
อีกอย่างเขาเพิ่งจะสำเร็จจิตวิญญาณเทพ นับว่าเป็นก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ การมาซึมซับศิลาเทพกระบี่ในยามนี้ ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ
เวลาที่อยู่หน้าศิลาเทพกระบี่นั้นผ่านไปไวเหมือนการนอนหลับ เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปโดยแทบไม่รู้สึกตัว
จนกระทั่งรู้สึกว่ามีคนมาตบไหล่ เมิ่งฝานจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
“หนึ่งวันกับหนึ่งคืน ครบเวลาแล้ว!” เป็นหูชิงสือที่มาเรียกเมิ่งฝาน
เมิ่งฝานยิ้มขื่น เช่นเดียวกับทุกครั้ง การซึมซับศิลาเทพกระบี่ช่างสิ้นเปลืองหินวิญญาณเหลือเกิน
เวลาหนึ่งวันกับหนึ่งคืนผ่านไปราวชั่วพริบตาเดียว
ทว่าในเสี้ยววินาทีนี้ เมิ่งฝานกลับได้รับความหยั่งรู้มากมายมหาศาล
เขารู้สึกได้ถึงความเข้าใจบางอย่างที่เลือนราง ว่าเขาสามารถหลอมรวมวิชากระบี่นับไม่ถ้วนที่เขาได้เรียนมา ให้กลายเป็นกระบี่เพียงเล่มเดียว!
สามกระบวนท่าแห่งหมื่นกระบี่หวนคืน
[กระบี่จงมา]
[สิบทิศดับสิ้น]
[สวรรค์พิฆาต]
และยังมีวิชากระบี่ระดับยอดเยี่ยมอื่น ๆ อีกมากมาย
[กระบี่สวรรค์]
[เคล็ดหมื่นกระบี่]
[กระบี่เทพไร้พันธนาการ]
[หนึ่งกระบี่แหวกนภา]
…………
……
วิชากระบี่ระดับแนวหน้าของโลกเหล่านี้ เมิ่งฝานสัมผัสได้ราง ๆ ว่าเขาสามารถหลอมมันเข้าด้วยกันเพื่อสร้างเป็นวิชากระบี่เพียงหนึ่งเดียวได้!
หากกระบี่เล่มนี้ถูกหลอมรวมสำเร็จ นั่นถึงจะเป็น ‘หมื่นกระบี่หวนคืน’ ที่แท้จริง
หากกระบี่นี้ถูกใช้ออกมา แม้แต่เซียนแท้จริงมาเห็นก็ต้องตกตะลึง หรือถึงขั้นยอมสยบน่าเสียดายที่เมิ่งฝานเพิ่งจะจับจุดเริ่มต้นได้เพียงเล็กน้อย เวลาก็หมดลงเสียก่อน
เมื่อมองดูศิลาเทพกระบี่ตรงหน้า เขาแทบอยากจะแบกมันกลับบ้านไปนอนกอดทุกวัน
จากนั้นเมิ่งฝานก็หันไปเห็นอู๋เทียนที่อยู่ข้าง ๆ เจ้าเด็กนั่นก็ถูกหูชิงสือเรียกให้ตื่นแล้วเช่นกัน
“ศิษย์น้องเมิ่ง สถานที่ที่เจ้านำข้ามานี้ช่างมีอานุภาพวิเศษยิ่งนัก เพียงแค่สิบวันสั้น ๆ ข้ากลับรู้สึกว่ารากฐานวิถีกระบี่ของข้าเพิ่มพูนขึ้นมากกว่าเท่าตัวเสียอีก!”
อู๋เทียนกล่าวอย่างตื่นเต้น โดยไม่ปิดบังความรู้สึกกับเมิ่งฝานเลยแม้แต่นิดเดียว
แต่ว่ารากฐานวิถีกระบี่อันน้อยนิดของเจ้าหมอนี่ ต่อให้เพิ่มขึ้นเท่าตัวมันก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรนัก
ทว่าหากมองไปทั่วซู่ซัน อู๋เทียนก็นับว่าเป็นคนเดียวนอกจากเมิ่งฝานที่สามารถซึมซับศิลาเทพกระบี่ได้รวดเดียวสิบวันสิบคืน
พรสวรรค์กระบี่ระดับนี้ นับว่าน่าทึ่งอย่างยิ่ง!
หากอู๋เทียนคนนี้ไม่ได้ไปบวชที่วัดกังวานแต่แรก แต่มาเป็นศิษย์สำนักซู่ซัน ความสำเร็จของเขาคงจะน่าสะพรึงกลัวกว่านี้มาก
เมิ่งฝานมองอู๋เทียนแล้วกล่าวว่า “ได้ผลก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องหาว่าข้าหลอกเจ้า แต่ว่าเจ้าไปเอาหินวิญญาณมากมายขนาดนี้มาจากไหน? ควักออกมาทีเดียวหนึ่งหมื่นก้อน ฝีมือระดับนี้ข้านึกว่าเจ้าเป็นยอดฝีมือระดับวิญญาณบริสุทธิ์เสียอีก”
อู๋เทียนได้ยินดังนั้นก็ลูบหัวโล้น ๆ ของตนเองอย่างจนใจ
“หินวิญญาณหนึ่งหมื่นก้อนนั่นคือทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ข้ามีอยู่ ข้ายกให้ท่านผู้อาวุโสคนนี้ไปหมดแล้ว จริงสิ ศิษย์น้องเมิ่ง ข้ายังอยากซึมซับศิลาเทพกระบี่นี่ต่ออีกหน่อย เจ้าพอจะมีหินวิญญาณให้ข้ายืมบ้างไหม?”
มีแค่หนึ่งหมื่นก้อน แล้วทุ่มหมดตัวเลยเนี่ยนะ?
ก่อนหน้านี้เมิ่งฝานนึกว่าอู๋เทียนควักหนึ่งหมื่นออกมาได้ ก็น่าจะมีสำรองอยู่อีกสักสี่ห้าหมื่นก้อน
แต่พอนึกถึงสไตล์การทำอะไรตามใจตัวเองของเจ้าหมอนี่แล้ว มันก็ดูจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้!
“แต่ว่า หินวิญญาณตั้งหมื่นก้อนนี่มันเป็นตัวเลขมหาศาลเลยนะ เจ้าไปเอามาจากไหนกันแน่?”