วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 222 น่าแค้นใจนัก ถูกรังแกอยู่ได้ทุกวัน
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 222 น่าแค้นใจนัก ถูกรังแกอยู่ได้ทุกวัน
บทที่ 222 น่าแค้นใจนัก ถูกรังแกอยู่ได้ทุกวัน
“ไม่ช่วยก็ต้องช่วย!”
เมิ่งฝานมองอู๋เทียนด้วยสายตาเย็นชา ในมือซ้ายถือกระบี่แกะแดง (ฉื้อหยาง) มือขวาถือกระบี่หงชี่
เล่มหนึ่งคือกะบี่อาคมที่ชำรุด อีกเล่มคือกะบี่อาคมที่สมบูรณ์แบบขนานแท้
กระบี่หงชี่ได้ดูดซับต้นกำเนิดแห่งกระบี่ไปมากมาย จนวิวัฒนาการกลายเป็นกระบี่อาคมไปตั้งแต่ครั้งก่อน และกลายเป็นอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดที่เมิ่งฝานสามารถควบคุมได้ในตอนนี้ แม้แต่กระบี่แกะแดงเมื่ออยู่ต่อหน้ากระบี่หงฉี่ก็ยังดูด้อยลงไปถนัดตา
เมื่อเมิ่งฝานชักกระบี่อาคมทั้งสองเล่มออกมาพร้อมกัน อู๋เทียนก็ถึงกับใจสั่นด้วยความหวาดกลัว
เหตุผลที่อู๋เทียนมาที่หอคอยกระบี่สำนักสู่ซาน ก็เพื่อหวังจะเนียนเอาจากผู้เฒ่าหลินสักเล่ม ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้เฒ่าหลินก็เคยรับปากเขาไว้จริง ๆ แต่จนถึงตอนนี้ นอกจากจะยังไม่ได้กระบี่อาคมมาครองแล้ว เขายังต้องถูกรังแกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน…
น่าแค้นใจนัก!
ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน!
“เจ้าคิดจะทำอะไรอีก? เอาพระธาตุคืนมาให้ข้าก่อน แล้วค่อยว่าเรื่องอื่น” อู๋เทียนกล่าวกับเมิ่งฝานอย่างจนใจ
“เจ้าช่วยธุระนี้ก่อน แล้วข้าจะคืนพระธาตุให้!” เมิ่งฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง สีหน้าดูน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง
อู๋เทียนขมวดคิ้วมุ่น หลังจากผ่านเหตุการณ์มาสองสามครั้ง เขาเริ่มสังเกตเห็นราง ๆ แล้วว่าเมิ่งฝานดูเหมือนจะไม่ใช่คนที่รักษาคำพูดเท่าไหร่นัก
เขาปั้นหน้าตึงใส่เมิ่งฝานแล้วพูดว่า “ตอนนี้ข้าไม่เชื่อเจ้าแล้ว”
เมิ่งฝานยังคงรักษาความจริงจังบนใบหน้า
“เจ้าไม่เชื่อข้า แต่ก็ควรจะเชื่อท่านผู้เฒ่าหลินสิ ถ้าข้าหลอกเจ้า เจ้าก็ไปฟ้องให้ท่านผู้เฒ่าหลินทวงความเป็นธรรมให้ก็ได้นี่”
อู๋เทียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง พอนึกทบทวนดูดี ๆ เขาก็ถูกเมิ่งฝานเกลี้ยกล่อมจนสำเร็จ
แม้เมิ่งฝานจะเชื่อถือไม่ได้ แต่ท่านผู้เฒ่าหลินในสายตาเขายังถือว่าน่าเชื่อถือมาก
“ก็ได้ หลังจากข้าช่วยเรื่องนี้แล้ว ถ้าเจ้าไม่คืนพระธาตุให้ ข้าจะไปหาท่านผู้เฒ่าหลินแน่ ข้าไม่ใช่พวกชอบขี้ฟ้องหรอกนะ แต่นี่เจ้าเป็นคนเรียกร้องเอง!”
ในสายตาอู๋เทียน การไปฟ้องผู้ใหญ่เป็นเรื่องที่เสียหน้ามาก มีแต่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เท่านั้นที่จะทำเรื่องน่าไม่อายแบบนี้ เรื่องของผู้ชายควรแก้ด้วยมือของตัวเอง! แต่ในเมื่อเมิ่งฝานเป็นคนเสนอเอง เขาก็จะถือว่านี่ไม่ใช่การแอบไปฟ้องลับหลัง
“ไม่มีปัญหา ถ้าข้าหลอกเจ้า เจ้าไปหาท่านผู้เฒ่าหลินได้เลย” เมิ่งฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
อู๋เทียนทำหน้าเซ็งพลางยิ้มขื่น “ว่ามาสิ ครั้งนี้เจ้าจะทำอะไรอีกล่ะ?”
เมิ่งฝานเดินมาหยุดตรงหน้าอู๋เทียน ลากเก้าอี้มานั่งประจันหน้ากัน
“ข้าต้องการดูวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า” เขาพูดเข้าประเด็นทันที
อู๋เทียนสีหน้าเปลี่ยนไป มองเมิ่งฝานด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะรีบปฏิเสธ
“วิญญาณศักดิ์สิทธิ์? ของที่เป็นส่วนตัวขนาดนี้ เจ้าคิดจะดูก็ดูได้งั้นเหรอ ของแบบนี้มันดูกันสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะ!”
“เจ้ายังอยากได้พระธาตุคืนอยู่ไหมล่ะ?” เมิ่งฝานถามเสียงขุ่น
อู๋เทียนกัดฟันกรอด พูดด้วยความโกรธแค้น “เจ้านี่มัน… ทำไมถึงไม่รู้จักคำว่าเกรงใจกันบ้างเลย?”
เมิ่งฝานทำท่าไม่ยี่หระ “ก็ผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ มีอะไรต้องเกรงใจ? แค่ขอดูเฉย ๆ ไม่ได้จะมาฝึกบำเพ็ญคู่ทางวิญญาณเสียหน่อย!”
หลังจากถูกเมิ่งฝานทั้งข่มขู่และหลอกล่ออยู่พักใหญ่ สุดท้ายอู๋เทียนก็ต้องจำยอมหลับตาลงและยอมจำนน
ไม่นานนัก สัมผัสวิญญาณของเมิ่งฝานก็เข้าสู่ทะเลสติปัญญาของอู๋เทียน และได้พบกับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของอีกฝ่าย
“วิญญาณศักดิ์สิทธิ์มีอะไรน่าดูนักหนา ตอนนี้เจ้าก็ได้เห็นแล้ว พอใจหรือยัง?” ภายในทะเลสติปัญญา ร่างจำลองวิญญาณของอู๋เทียนเอ่ยปากพูดกับเมิ่งฝานอย่างไม่สบอารมณ์
เมิ่งฝานไม่ได้สนใจคำพูดของอู๋เทียน เขาจดจ่ออยู่กับการสังเกตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของอีกฝ่ายอย่างพิถีพิถันและตั้งมั่น
ผ่านไปเนิ่นนาน สัมผัสวิญญาณของเขาก็ถอนตัวออกจากร่างกายของอู๋เทียน
ในตอนนี้ เมิ่งฝานขมวดคิ้วแน่น อารมณ์ดูจะติดลบอย่างเห็นได้ชัด
อู๋เทียนไม่สนว่าเมิ่งฝานจะอารมณ์ดีหรือไม่ เขาโพล่งถามทันที
“วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ดูไปแล้ว รีบเอาพระธาตุคืนมาให้ข้า!”
เมิ่งฝานจ้องอู๋เทียนด้วยสายตาเย็นเยียบ แววตาดูเยือกเย็นจนน่าขนลุก จากนั้นเขาก็หมุนตัวเดินจากไปทันที
อู๋เทียนถูกจ้องจนใจสั่น ไม่กล้าไล่ตามไปทวงพระธาตุคืน
ความจริงคือพระธาตุนั้นเขาก็ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรในตอนนี้ หากต้องมาถูกเมิ่งฝานอัดอีกรอบเพราะเรื่องนี้ มันคงไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก
หลังจากเมิ่งฝานจากไป อู๋เทียนก็บ่นพึมพำกับตัวเองอย่างแค้นเคือง
“ข้าโตมาขนาดนี้ เพิ่งจะเคยเสียท่าให้คนคนเดียวซ้ำซากขนาดนี้เป็นครั้งแรก เมิ่งฝานเจ้าคอยดูเถอะ รอให้ข้าหาหินวิญญาณได้ แล้วไปเก็บตัวอยู่ในตำหนักเทพกระบี่สักสองสามเดือน ออกมาเมื่อไหร่ข้าจะอัดเจ้าให้ยับจนแม้แต่ท่านผู้เฒ่าหลินก็จำเจ้าไม่ได้เลย!!!”
เมิ่งฝานกลับมาที่ห้องของตนด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
เมื่อครู่เขาได้สังเกตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของอู๋เทียนอย่างละเอียดแล้ว มันมีความแตกต่างจากของเขาอย่างมากจริง ๆ
วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเขาเมื่อเทียบกับของอู๋เทียนแล้ว เล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังดูฟุ้งกระจาย ไม่แน่นหนาพอ!
ที่สำคัญที่สุดคือ ผิวของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของอู๋เทียนมีแสงสีทองจาง ๆ ปกคลุมอยู่ ในขณะที่ของเขาไม่มี
ความแตกต่างนี้มันชัดเจนเกินไปแล้ว!
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้?” เมิ่งฝานขบคิดอย่างไรก็ไม่แตก
ทั้งที่เขากับอู๋เทียนต่างก็บ่มเพาะวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ผ่านพระธาตุองค์เดียวกันแท้ ๆ ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกันลิบลับ?
เพียงเพราะเขาไม่ได้เป็นศิษย์สายพุทธงั้นหรือ?
เรื่องนี้มันเกินขอบเขตความเข้าใจของเมิ่งฝาน แน่นอนว่าเขาย่อมไม่อาจหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง
ทันใดนั้นเอง ในหัวของเมิ่งฝานก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ทำไมน่ะรึ? ก็เพราะว่าอาตมาเป็นคนช่วยเจ้าเด็กอู๋เทียนนั่นอยู่น่ะสิ”
วินาทีที่ได้ยินเสียงนี้ เมิ่งฝานถึงกับขนลุกซู่ด้วยความตกใจ
นี่มันเสียงของหลวงจีนเฒ่าที่อยู่ในพระธาตุ!
หลวงจีนเฒ่านั่น ไม่ใช่ว่าถูกท่านผู้เฒ่าหลินบีบจนต้องปลิดชีพตัวเองจนวิญญาณแตกสลายไปแล้วหรอกหรือ?
ดูท่าว่าไอ้แมลงสาบเฒ่าที่อยู่อย่างอัปยศมานับพันปีพวกนี้ จะทำใจตายไม่ลงจริง ๆ!
แต่การที่หลวงจีนเฒ่านี่สามารถหลบหลีกสายตาเทพของผู้เฒ่าหลินจนไม่ตายสนิทได้ ก็นับว่าไม่ธรรมดาเลย
ภายในทะเลสติปัญญาของเมิ่งฝาน ในตอนนี้ต่อหน้าร่างวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเมิ่งฝาน มีร่างเงาของหลวงจีนเฒ่ายืนอยู่
ร่างเงานี้ดูฟุ้งกระจายยิ่งกว่าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเมิ่งฝานเสียอีก ไม่ได้ดูแน่นหนาเหมือนตอนที่อยู่ในพระธาตุเลยแม้แต่น้อย
“ไอ้โล้นเฒ่า เจ้านี่มันเก่งเรื่องการเอาตัวรอดอย่างอัปยศจริง ๆ!” วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเมิ่งฝานมองร่างเงาของหลวงจีนเฒ่าด้วยสายตาเย็นชา
“อาตมาโลดแล่นในใต้หล้ามาหลายร้อยปี ฝีมือเกือบจะไร้เทียมทาน ขาดเพียงครึ่งก้าวก็จะผ่านทัณฑ์สวรรค์สำเร็จและบรรลุเป็นเซียน หากอาตมาไม่อยากตาย ใครหน้าไหนจะฆ่าอาตมาได้?”
หลวงจีนเฒ่ากล่าวด้วยสีหน้าหยิ่งยโส วางท่าทีเหนือกว่า ก่อนจะพูดต่อว่า “ไอ้หนู เจ้าคงค้นพบแล้วว่าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้ามีจุดบกพร่อง อาตมาสามารถให้โอกาสเจ้า ให้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าเติบโตจนแข็งแกร่งกว่าของเจ้าเด็กอู๋เทียนนั่น หรือแม้แต่แข็งแกร่งกว่าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของทุกคน!”
“เหอะ ๆ งั้นข้าก็อยากจะฟังดูหน่อยว่า เจ้าจะให้โอกาสแบบไหนกับข้า?” วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเมิ่งฝานหัวเราะเยาะ
“ที่จริงมันง่ายมาก แค่เจ้ามอบหินวิญญาณให้ข้า ข้าก็จะช่วยเจ้า นี่เป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่ามากทีเดียว ไม่อย่างนั้นล่ะก็อาตมาจะชิงร่างของเจ้าเสียตอนนี้ ให้เจ้าหายสาบสูญไปจากโลกนี้อย่างถาวร!”
หลวงจีนเฒ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน แฝงไปด้วยการข่มขู่และหลอกล่อ
เมิ่งฝานหัวเราะ เขาจ้องมองร่างเงาของหลวงจีนเฒ่าด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะตะโกนเรียกชื่อหนึ่งออกมา
“หงชี่!”
วินาทีต่อมา แสงสีแดงก็สาดประกายวับ
ในมือของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเมิ่งฝาน ปรากฏกระบี่เล่มหนึ่งขึ้นมา
กระบี่หงชี่!
ในฐานะกระบี่บินประจำตัวหงชี่ ในตอนนี้ได้กลายสภาพเป็นกระบี่วิญญาณในมือของร่างวิญญาณเมิ่งฝาน
“ข้อเสนอของเจ้าน่าสนใจมากจริง ๆ การใช้หินวิญญาณเพียงเล็กน้อยเพื่อแก้จุดบกพร่องของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ข้ายินดีทำอย่างยิ่ง…แต่เสียดาย ข้าไม่ชอบทัศนคติของเจ้า เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าข้าดูไม่ออกว่าตอนนี้เจ้ามันก็แค่เสือกระดาษ? แทนที่จะทำตามข้อเสนอของเจ้า ข้าอยากจะเห็นเจ้าคุกเข่าลงแล้วเรียกข้าว่าคุณปู่มากกว่า หรือไม่อย่างนั้นก็จงสลายไปให้สิ้นซากจริง ๆ เสียเถอะ!!”