วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 227 ความทรงจำของเจตจำนงกระบี่ พบกับหลินจิงหงอีกครั้ง
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 227 ความทรงจำของเจตจำนงกระบี่ พบกับหลินจิงหงอีกครั้ง
บทที่ 227 ความทรงจำของเจตจำนงกระบี่ พบกับหลินจิงหงอีกครั้ง
“ปัจจุบันพลังปีศาจของข้านั้น เทียบได้กับผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ในขั้นหลอมแก่นพลังระดับต้นช่วงสูงสุด หากนายท่านมอบดอกบัวนั่นเป็นรางวัลแก่ข้า ข้าก็น่าจะมีหวังบรรลุถึงระดับที่เทียบเท่ากับขั้นหลอมแก่นพลังระดับกลางเจ้าค่ะ!”
เสี่ยวชิงใช้นิ้วเท้าสามนิ้วนับกับนิ้วมือสามนิ้ว คำนวณอย่างจริงจัง เมิ่งฝานพยักหน้า รู้สึกพอใจกับความคืบหน้านี้เป็นอย่างยิ่ง
ขั้นหลอมแก่นพลังระดับต้นช่วงสูงสุด ก็นับว่าไม่อ่อนแอแล้ว
มังกรตัวเล็กนี้ติดตามเมิ่งฝานอยู่ข้างกายตลอดทั้งวัน แอบเรียนรู้วิชากระบี่ของเมิ่งฝานอย่างเงียบ ๆ
แม้ว่ามันจะเป็นเพียงมังกรตัวเล็ก ยังห่างไกลจากการเปลี่ยนร่างได้มาก แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้กีดขวางเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของมัน มันได้แอบสร้างความก้าวหน้าในวิถีกระบี่ขึ้นบ้างแล้ว
มันมิอาจใช้กระบี่ได้ ทว่ากลับฝึกฝนเพลงกระบี่หลายวิชาจนเกิดปราณแท้ขึ้นมาได้แล้ว โดยใช้กรงเล็บแทนกระบี่ หรือกระทั่งใช้หางแทนกระบี่
เชื่อว่าไม่นานนัก มันอาจจะสามารถบรรลุสภาวะคุกคามได้!
ท้ายที่สุดแล้วมันคือมังกรน้ำเขียวพิเศษที่มีรูปลักษณ์ของมังกรแท้ มีพรสวรรค์อยู่จริง ๆ
“ก็ได้ เอาไปเลย!” เมิ่งฝานคุ้ยหาดอกบัวนั้นออกมาจากแหวนเก็บของ แล้วโยนให้เสี่ยวชิง
ตอนที่เพิ่งกลับมาจากดินแดนปีศาจนั้น เมิ่งฝานตระหนี่กับเสี่ยวชิงมาก แม้แต่กลีบดอกเดียวก็ไม่ยอมให้
แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็เริ่มมองเสี่ยวชิงเป็นคนของตัวเองแล้ว และใจกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
ดอกบัวเก็บไว้ก็เก็บไว้เฉย ๆ นำมาเพิ่มพลังให้เสี่ยวชิงก็ไม่ได้ผิดอะไร
ท้ายที่สุดแล้ว การที่เสี่ยวชิงเพิ่มพลัง ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มพลังให้เมิ่งฝานเองนั่นแหละ!
“ขอบคุณเจ้านาย!” เสี่ยวชิงรีบใช้กรงเล็บเล็กสองข้างโอบกอดดอกบัว แล้วว่ายอย่างตื่นเต้นไปยังมุมห้อง เริ่มฝึกฝน
ในบางแง่มุม มันและเมิ่งฝานคล้ายกันมาก ทั้งคู่ต่างเป็นผู้คลั่งไคล้การฝึกฝน มุ่งมั่นที่จะแข็งแกร่งขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นเสี่ยวชิงหรือหงชี่ ที่จริงแล้วทั้งสองต่างเป็นส่วนหนึ่งของพลังของเมิ่งฝานไม่ได้แบ่งแยกจากกัน
บางทีในวันหน้า หลวงจีนเฒ่าก็อาจจะกลายเป็นเช่นนี้ด้วย
แต่ในยามนี้ เมิ่งฝานยังมิอาจนับหลวงจีนเฒ่าเป็นคนกันเองได้ เขายังคงมีความระแวดระวังอยู่บ้าง
“ตั้งใจบำเพ็ญเพียรเข้าล่ะ รีบบรรลุพลังระดับขั้นหลอมแก่นพลังระดับกลางให้ได้ไว ๆ จะได้เก่งกว่าข้า!” เมิ่งฝานมองเสี่ยวชิงสักครู่ แล้วก็เดินออกจากห้องไป
หากเสี่ยวชิงบรรลุถึงระดับขั้นหลอมแก่นพลังระดับกลาง เมิ่งฝานเองก็อาจมิใช่คู่ต่อสู้ของมันจริง ๆ
แม้ว่าเสี่ยวชิงจะอยู่ข้างกายเมิ่งฝานมาตลอด และดูเหมือนจะไม่ค่อยมีตัวตนเท่าใดนัก แต่เมิ่งฝานก็ไม่เคยดูถูกเสี่ยวชิงเลยแม้แต่น้อยตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน
เจ้าตัวน้อยนี่ มีพรสวรรค์เกินธรรมดา อนาคตสดใสไม่มีที่สิ้นสุด!
หลังจากออกจากห้อง เมิ่งฝานก็มองเห็นอู๋เทียนที่กำลังเดินเหม่อมองซ้ายมองขวาอยู่ในหอศาสตรา
เจ้าหมอนี่ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ราวกับหัวขโมยที่ทำความผิดแล้วกลัวคนจับได้
“อู๋เทียน เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?” เมิ่งฝานเปิดปากเรียก
อู๋เทียนสะดุ้งสุดตัว หัวไหล่สั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าแค่มองดูเฉย ๆ หอศาสตรานี้มีกระบี่เยอะมากจริง ๆ สวยงามตระการตา ทำให้ข้าตาลายไปหมด” อู๋เทียนพูดกับเมิ่งฝานด้วยท่าทางเคอะเขิน
แม้เขาพยายามซ่อนความเขินอายบนใบหน้า แต่ก็ยังถูกเมิ่งฝานมองออก
เมิ่งฝานขมวดคิ้วพูดว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้าคงไม่ได้กำลังคิดจะหยิบกระบี่ในหอศาสตราไปหรอกนะ? อย่าทำอะไรโง่ ๆ แบบนั้นเชียว!”
เขาพูดออกมาแบบปากเปล่า ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก
แต่อู๋เทียนในใจนั้นตกใจสุดขีด ฝืนทำเป็นมั่นใจพูดว่า “เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล ข้าจะทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร? จริงด้วย เจ้ายังมีหน้ามาว่าข้าอีก ลูกสารีริกธาตุล่ะ รีบคืนมันมาให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ!!”
“ลูกสารีริกธาตุ? ถ้าเจ้าอยากได้ ก็ไปทวงเอาจากท่านผู้เฒ่าหลินเองสิ!” เมิ่งฝานหันหลัง เดินขึ้นไปยังชั้นสองของหอศาสตราโดยไม่สนใจอู๋เทียนที่อยู่ข้างหลังอีก
ไม่ว่าจะอย่างไรท่านผู้เฒ่าหลินก็บอกแล้วว่า ไม่ต้องคืนให้อู๋เทียน!
อู๋เทียนจ้องมองเงาหลังของเมิ่งฝานด้วยความโกรธจนกัดฟันแน่น
คนล่าสุดที่ถูกเมิ่งฝานทำให้โกรธจนกัดฟันก็คือหลวงจีนเฒ่า ซึ่งตอนจบช่างน่าเวทนายิ่งนัก เจ้าหมอนี่ควรจะหัดสังเกตบ้างนะ…
ณ ชั้นสองของหอศาสตรา ท่านผู้เฒ่าหลินที่กำลังนั่งขัดสมาธิบำเพ็ญเพียรอยู่บนเบาะรองนั่ง ลืมตาขึ้นทันทีเมื่อเห็นเมิ่งฝานปรากฏตัว
“อาจารย์ ท่านบำเพ็ญเพียรต่อไปเถิด ข้าเพียงแค่มารับหน้าที่เช็ดถูกระบี่ กระบี่บนชั้นแรกเช็ดครบหมดแล้ว ถึงคราวของชั้นสองเสียที! “เมิ่งฝานรีบพูดชี้แจงจุดประสงค์ของตน
ท่านผู้เฒ่าหลินพยักหน้า แล้วก็หลับตาลงใหม่
กระบี่ทั้งหมดในชั้นหนึ่งของ หอศาสตราเมิ่งฝานได้เช็ดถูไปหมดแล้ว และดูดซับต้นกำเนิดกระบี่ไปทั้งหมดแล้วเช่นกัน
หากต้องการดูดซับต้นกำเนิดกระบี่ต่อไป ก็มีทางเดียวคือต้องเช็ดถูกระบี่ในชั้นสองของหอศาสตรา
ชั้นสองของหอศาสตราแม้จะเล็กกว่าชั้นหนึ่งอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เล็กกว่ากันมากนัก (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
เมิ่งฝานกวาดสายตามองคร่าว ๆ มีกระบี่ไม่ต่ำกว่าสามพันเล่มอย่างแน่นอน
และในชั้นสองนี้ ไม่มีกระบี่สามัญเลย โดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นกระบี่วิญญาณทั้งสิ้น บวกกับกระบี่ธรรมเพียงไม่กี่เล่ม
หงชี่ยังขาดต้นกำเนิดกระบี่จากกระบี่วิญญาณอีกกว่าพันเล่ม จึงจะสามารถวิวัฒน์เป็นร่างวิญญาณได้
เพียงแค่เช็ดถูกระบี่ในชั้นสองของหอศาสตราครึ่งหนึ่ง ก็สามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้!
ท่านผู้เฒ่าหลินชี้ไปที่ชั้นวางไม้แถวทางขวาของเมิ่งฝานพูดว่า “ชั้นนั้นล้วนเป็นกระบี่ธรรม เจ้าพยายามอย่าไปแตะต้อง ด้วยระดับการบำเพ็ญของเจ้าในยามนี้ การสัมผัสกระบี่ธรรมอาจทำให้เจ้าได้รับบาดเจ็บได้!”
“เข้าใจแล้ว อาจารย์” เมิ่งฝานพยักหน้ารับ
หลังจากที่ท่านผู้เฒ่าหลินพูดจบ ก็กลับไปหลับตานั่งสมาธิต่อ ปล่อยให้เมิ่งฝานทำในสิ่งที่ตนต้องการ
เมิ่งฝานมองดูกระบี่วิญญาณที่เรียงรายอยู่อย่างมากมาย ในห้วงความคิดของเขาก็ผุดความคิดขึ้นมาโดยไม่อาจยับยั้งได้ว่า หากนำกระบี่วิญญาณเหล่านี้ออกไปขาย ก็คงได้หินวิญญาณมาไม่น้อยเลย?
ในขณะนี้เมิ่งฝานขาดแคลนหินวิญญาณอย่างยิ่ง รู้สึกว่าตนเองนั้นช่างยากจนเสียนี่กระไร!
ก่อนหน้านี้ที่มีหินวิญญาณอยู่ห้าพันก้อน รู้สึกว่าเป็นทรัพย์สมบัติก้อนโต ไม่ต้องกังวลเรื่องหินวิญญาณ เขายังหลงคิดว่าตนเองเป็นคนร่ำรวย
แต่ตอนนี้…
การพัฒนาพลังจิตวิญญาณต้องใช้หินวิญญาณ และต้องใช้อย่างน้อยหนึ่งหมื่นก้อนขึ้นไป
การทำความเข้าใจศิลาเทพกระบี่ แต่ละครั้งก็ต้องใช้หินวิญญาณเป็นพันก้อน
ส่วนเรื่องซื้อโอสถ… เอ่อ เรื่องโอสถยังดีที่มีเย่ชิงหยูช่วยเหลือ จึงได้ราคาทุน!
โดยสรุปคือยากจนมาก ไม่พอใช้เลยสักนิด
ดูเหมือนจะมิได้พบศิษย์น้องหญิงหลิวเยียนผิงนานแล้ว เมิ่งฝานพลันรู้สึกคิดถึงเศรษฐินีตัวน้อยคนนี้ขึ้นมาตงิด ๆ
“เอ๊ะ?” เมิ่งฝานขมวดคิ้ว
ทำไมถึงรู้สึกว่าตนเองนั้นช่างเหมือนชายหน้าตาดีที่ต้องพึ่งพาผู้หญิงเสียอย่างนั้น โอสถก็พึ่งเย่ชิงหยู หินวิญญาณก็พึ่งหลิวเยียนผิง
เมิ่งฝานสั่นหัว ขับไล่ความคิดวุ่นวายเหล่านั้นออกไปจากห้วงความคิด แล้วเริ่มตั้งใจเช็ดถูกระบี่ยาวอย่างเต็มที่
เล่มหนึ่ง!
สองเล่ม!
…
เมิ่งฝานตั้งใจว่าจะเช็ดถูให้ครบสามสิบเล่ม แล้วจึงกลับไป
ต้นกำเนิดกระบี่จากกระบี่วิญญาณสามสิบเล่ม น่าจะเพียงพอสำหรับเขาใช้ได้หลายวัน
เมื่อเมิ่งฝานเช็ดถูดาบยาวเล่มที่สิบเก้า พลังกระบี่ชั่วร้ายก็พุ่งเข้าใส่เขา
กระบี่เล่มนี้มีนามว่า มู่ซู
ท่านผู้เฒ่าหลินที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะฟางไม่ไกลนัก มีสีหน้าสงบนิ่ง และนั่งสมาธิต่อไปอย่างไม่หวั่นไหว
สถานการณ์เช่นนี้ ท่านคุ้นเคยมานานแล้ว
ตั้งแต่ที่เมิ่งฝานมาเช็ดถูดาบยาวที่ชั้นหนึ่งของหอศาสตราก็ถูกพลังกระบี่ชั่วร้ายโจมตีอยู่บ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งก็สามารถหลอมรวมพลังนั้นได้ ท่านผู้เฒ่าหลินจึงไม่ได้กังวลในเรื่องนี้แต่อย่างใด
ครั้งนี้ก็เช่นกัน ไอเจตจำนงกระบี่ถูกขัดเกลาด้วยความสามารถวิถีกระบี่สื่อเทพของเมิ่งฝานอย่างง่ายดาย
ในขณะเดียวกัน เมิ่งฝานก็ได้เห็นช่วงตอนหนึ่งของความทรงจำจากไอเจตจำนงกระบี่
เจ้าของความทรงจำครั้งนี้… เมิ่งฝานรู้จัก!
ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยต้นท้อ และมีดอกท้อร่วงหล่นอยู่ทั่วไป
“เอ้อร์โก่ว รีบกลับบ้านมากินข้าวได้แล้ว!”
เมื่อเมิ่งฝานเข้าสู่ความทรงจำ เขาก็เห็นเพียงดอกท้อละลานตา ทว่ามิเห็นผู้ใดแม้แต่คนเดียว กลับได้ยินเสียงนี้ดังขึ้นข้างหูแทน
เอ้อร์โก่ว? ชื่อนี้… ช่างเป็นมงคลแท้!
เมิ่งฝานหันไปตามเสียง เขาเห็นหญิงชาวบ้านนางหนึ่งสวมชุดเรียบง่าย กำลังตะโกนเรียกลูกของนางกลับบ้านไปกินข้าวด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
แม้หญิงผู้นั้นจะสวมชุดปอน ๆ ทว่าก็มิอาจปกปิดรูปโฉมอันงดงามและสง่าราศีที่โดดเด่นของนางได้ ดูมิมิใช่สตรีชาวบ้านธรรมดาสามัญเลยแม้แต่น้อย
แต่นั่นยังมิใช่ที่สุด วินาทีต่อมา เมื่อเมิ่งฝานเห็นเด็กน้อยที่ถูกเรียกว่า เอ้อร์โก่ว รูม่านตาของเขาก็พลันหดเกร็งด้วยความตกตะลึงอย่างที่สุด
“หลิน… หลินจิงหง?”