วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 23 สิบยอดศิษย์ใน ปรารถนาครอบครองกระบี่วิญญาณ
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 23 สิบยอดศิษย์ใน ปรารถนาครอบครองกระบี่วิญญาณ
บทที่ 23 สิบยอดศิษย์ใน ปรารถนาครอบครองกระบี่วิญญาณ
เมื่อศิษย์พี่หลัวปลีกตัวออกไปหาซื้อสุรา หน้าที่เฝ้าหอศาสตราในวันนี้จึงตกเป็นของ เมิ่งฝาน เพียงลำพัง
ทว่าหอศาสตราแห่งนี้กลับเงียบเหงาเกินคาด ผู้มาใช้บริการช่างเบาบางนัก หากวันใดมีศิษย์แวะเวียนมาแลกเปลี่ยนหรือรับกระบี่สักเพียงคนเดียว ก็นับว่าวันนั้นมีเรื่องให้ทำแล้ว
ยามบ่ายคล้อย เมิ่งฝานเอนกายลงบนเก้าอี้ ปล่อยใจให้จมดิ่งสู่ห้วงความคิด ในหัวสมองของเขาปรากฏภาพการร่ายรำกระบี่กระบวนท่าต่าง ๆ ที่เคยจดจำมาจากศาลาประลองยุทธ์
เขาพยายามประมวลผลและขัดเกลาวิชากระบี่เหล่านั้นอย่างใจเย็น หากคำนวณดูคร่าว ๆ วิชากระบี่ที่เขาซึมซับมาจากศาลาประลองยุทธ์นั้นมีมากกว่าสี่สิบกระบวนท่าเข้าไปแล้ว
ทว่าการเรียนรู้ที่กระจัดกระจายและสับสนเช่นนี้ ย่อมแฝงไปด้วยจุดอ่อนที่ยากจะเลี่ยง
แม้แต่ในมือของเมิ่งฝานเอง ก็ยังไม่มีวิชาที่ทรงพลังพอจะเทียบเคียงกับ ‘วิชาชักกระบี่ขีดสุด’ หรือ ‘วิชาผ่าขุนเขา’ ที่พร้อมจะระเบิดอานุภาพทำลายล้างออกมาได้ในทันที
ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ได้คิดจะทุ่มเทเวลาไปกับการฝึกฝนวิชากระบี่ทีละอย่างให้แตกฉาน เมิ่งฝานเพียงมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ แยกแยะ และหลอมรวมแก่นแท้ของวิชาเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เพื่อกรุยทางสู่การสร้างสรรค์ ‘หมื่นกระบี่คืนสำนัก’ ในแบบฉบับของตนเอง
เขาเชื่อมั่นว่า… หากวันใดที่วิชาหมื่นกระบี่คืนสำนักนี้บรรลุผลสำเร็จเป็นรูปธรรม เมื่อนั้นมันจะไม่ใช่เพียงแค่การสั่นสะเทือนสำนักกระบี่ซู่ซัน…
แต่มันจะสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งใต้หล้า!
น่าเสียดายที่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่นี้ไม่อาจสำเร็จได้เพียงชั่วข้ามคืน ภาระที่แบกไว้นั้นหนักอึ้ง และหนทางข้างหน้ายังคงอีกยาวไกลนัก
แสงอัสดงเริ่มทาทาบขอบฟ้า เวลาหนึ่งวันกำลังจะผ่านพ้นไปในชั่วพริบตา
ศิษย์พี่หลัวยังคงไม่กลับมา เมิ่งฝานจึงยังไม่รีบร้อนปิดประตูหอ เขาตั้งใจว่าจะรอจนกว่าศิษย์พี่จะกลับมาถึงเสียก่อน
ทว่า… คนที่เขารอคอยกลับไม่ใช่ศิษย์พี่หลัว แต่เป็นศิษย์ผู้หนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางแสงยามเย็นที่กำลังจะลับลา
“ข้ามาเพื่อแลกเปลี่ยนศาสตรา”
น้ำเสียงนั้นราบเรียบแต่แฝงพลัง บุรุษหนุ่มในอาภรณ์ศิษย์สายในก้าวพ้นธรณีประตูหอศาสตราเข้ามา ก่อนจะเอ่ยจุดประสงค์กับเมิ่งฝานโดยตรง
เมิ่งฝานพยักหน้าตอบรับเพียงเบา ๆ ตามมารยาท ก่อนจะเลื่อนสมุดทะเบียนรายชื่อส่งให้
“รบกวนลงนามสักเล็กน้อย… ท่านนำดาบมาคืน หรือต้องการผลัดเปลี่ยนเล่มใหม่?”
“เปลี่ยนใหม่!” ชายหนุ่มตอบสั้นห้วนพลางตวัดพู่กันเขียนนามของตนลงไป
‘ตู้กูหมิง’
แซ่คู่… นับว่าหาได้ยากยิ่ง
เมิ่งฝานลอบคิดในใจ แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก เพราะนามนี้เขาไม่เคยได้ยินผ่านหูมาก่อน ความจริงแล้วฐานะของเขากับศิษย์สายในนั้นช่างห่างไกลกันราวฟ้ากับดิน โอกาสที่จะได้พบปะพูดคุยกับยอดฝีมือเหล่านั้นแทบจะเป็นศูนย์
ยกเว้นเพียงคนเดียว… หลี่เสวี่ยโหรว แม่นางน้อยผู้นั้น
นางเข้าสู่สำนักกระบี่ซู่ซันพร้อมกันกับเขา เริ่มต้นจากการเป็นศิษย์รับใช้เหมือนกัน ทว่าในขณะที่เมิ่งฝานยังคงจมปลักอยู่กับหน้าที่ศิษย์รับใช้เฝ้าหอศาสตรา นางกลับทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งศิษย์สายในไปเสียแล้ว
เปรียบคนกับคน… ชวนให้กระอักเลือดด้วยความริษยาเสียจริง!
แม้เมิ่งฝานจะนึกชื่นชมในพรสวรรค์ของหลี่เสวี่ยโหรว แต่เขากลับไร้ซึ่งความอิจฉาแม้แต่น้อย เพราะในส่วนลึกของหัวใจ เขาเห็นนางเป็นดั่งน้องสาวร่วมสายเลือดเสมอมา
“กระบี่เล่มนี้ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์นัก เจ้าแน่ใจหรือว่าต้องการผลัดเปลี่ยน? อย่าลืมว่าการเปลี่ยนศาสตราแต่ละครั้งต้องเสียศิลาวิญญาณถึงสิบก้อนเชียวนะ”
เมิ่งฝานเพียงปรายตามองกระบี่ในมือของตู้กูหมิงแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
ตู้กูหมิงชะงักไปเล็กน้อย มองเมิ่งฝานด้วยสายตาประหลาดใจพลางเอ่ยว่า “กระบี่ของข้ายังไม่ทันพ้นฝัก แต่เจ้ากลับมองทะลุถึงสภาพภายในได้… ศิษย์เฝ้าหอศาสตราคนใหม่นี้ ดูท่าจะมีฝีมือติดตัวอยู่บ้างจริง ๆ”
เมิ่งฝานเพียงยกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากโดยไม่เอ่ยคำใด
หากไร้ซึ่งดวงตาที่เฉียบคมเช่นนี้ จะคู่ควรกับตำแหน่งศิษย์เฝ้ากระบี่ได้อย่างไร?
ตู้กูหมิงไม่ได้ซักไซ้ต่อ เขาล้วงหยิบศิลาวิญญาณสิบก้อนวางลงบนโต๊ะพร้อมกับกระบี่คู่กาย จากนั้นจึงสาวเท้าเข้าไปยังชั้นในของหอศาสตราเพื่อเฟ้นหาศาสตราเล่มใหม่
เมิ่งฝานยื่นมือไปหยิบกระบี่ของตู้กูหมิงขึ้นมาพิจารณา
[นามกระบี่: ฉางปิง]
ในชั่วพริบตานั้นเอง กลิ่นอายอาฆาตขุมหนึ่งก็พุ่งพล่านเข้าสู่ร่างกายของเมิ่งฝานอย่างรวดเร็ว!
ทว่า ‘วิถีกระบี่บรรลุเทพ’ ภายในร่างกลับเริ่มขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติ มันโอบล้อมและเข้าหลอมละลายพลังอาฆาตนั้นอย่างใจเย็น เนื่องจากเจตนาฆ่าที่แฝงมากับกระบี่เล่มนี้ไม่ได้รุนแรงนัก การสยบมันจึงไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงสำหรับเขา
ภาพนิมิตจาก ‘ความทรงจำ’ ของศาสตราไหลบ่าเข้ามาในมโนนึก มันคือภาพเงาของตู้กูหมิงที่กำลังกวัดแกว่งดาบอย่างบ้าคลั่ง
เพียงชั่วอึดใจ เมิ่งฝานก็ลืมตาขึ้น สติสัมปชัญญะกลับคืนสู่สภาวะปกติ ทว่าในห้วงความคิดเขากลับบรรลุถึงวิชาดาบสายหนึ่ง เป็นวิชาที่มีเพียงกระบวนท่าเดียวแต่กลับสามารถพลิกแพลงรับมือได้นับหมื่นกระบวนท่า
‘หนึ่งดาบต้านวายุ’
มันคือวิชาที่มีกลิ่นอายของการ ‘ใช้หนึ่งทำลายหมื่น’ อย่างแท้จริง เมิ่งฝานสัมผัสได้ทันทีว่าหากฝึกฝนวิชานี้จนถึงขั้นอุกฤษฏ์ มันจะสามารถควบแน่นจนกลายเป็น ‘เจตจำนงแห่งดาบ’ ที่น่าครั่นคร้ามได้!
แม้รูปแบบของมันจะคล้ายคลึงกับวิชา ‘ผ่าขุนเขา’ อยู่บ้าง และอานุภาพทำลายล้างยังดูด้อยกว่าเล็กน้อย แต่สำหรับเมิ่งฝานที่มุ่งเน้นการหลอมรวมหมื่นกระบี่ วิชาที่เรียบง่ายเช่นนี้จะมีหรือไม่มีก็หาใช่สาระสำคัญ เขาจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก
เขาค่อย ๆ ชักกระบี่เรียวยาวเล่มนั้นออกจากฝัก กลิ่นอายความเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมาพร้อมกับ ‘เจี้ยนหยวน’ สายหนึ่งที่ไหลเข้าสู่ร่างกาย
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาฉงนใจก็คือ… กระบี่เล่มนี้ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไร้รอยตำหนิ แล้วเหตุใดตู้กูหมิงถึงยอมทุ่มศิลาวิญญาณเพื่อผลัดเปลี่ยนมัน?
คำอธิบายเดียวที่สมเหตุสมผลในยามนี้คือ ตู้กูหมิงคงรู้สึกว่ากระบี่เล่มเดิมนั้น ‘อ่อนแอกินไป’ จนไม่อาจรองรับพลังของเขาได้อีก และเป้าหมายที่แท้จริงของเขาในการมาเยือนหอศาสตราครั้งนี้…
คือการครอบครอง ‘กระบี่วิญญาณ’ ใช่หรือไม่?
เมิ่งฝานทอดสายตามองแผ่นหลังของตู้กูหมิงพลางจมอยู่กับห้วงความคิด
กระบี่วิญญาณ… ใช่ว่าใครนึกอยากครอบครองก็จะได้มาง่ายดายเพียงนั้น!
เว้นเสียแต่ว่าตัวกระบี่จะพึงใจและยอมสยบให้ด้วยตัวเอง หากคิดจะใช้กำลังบังคับข่มเหงให้มันยอมจำนน ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดาย มิหนำซ้ำหากพลาดพลั้งเพียงนิด กลิ่นอายกระบี่ที่ตีกลับอาจทำลายตบะ หรือคร่าชีวิตผู้ครอบครองได้ในพริบตา
สิ่งที่เมิ่งฝานคาดการณ์ไว้ไม่ผิดเพี้ยน ตู้กูหมิงผู้นี้มาเพื่อ ‘กระบี่วิญญาณ’ จริง ๆ!
ด้วยฐานะ หนึ่งในสิบยอดศิษย์สายใน แห่งสำนักกระบี่ซู่ซัน เขาจึงเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าถึงเวลาแล้วที่ตนควรจะมีกระบี่วิญญาณไว้ในครอบครองสักเล่มเพื่อเสริมบารมีและพลังยุทธ์
ภายใต้การจับตามองของเมิ่งฝาน ตู้กูหมิงเดินทอดน่องวนเวียนอยู่ท่ามกลางชั้นวางศัสตราวุธนับร้อยในชั้นแรกของหอศาสตรา จนกระทั่งสายตาของเขาไปหยุดนิ่งอยู่ที่กระบี่เล่มหนึ่ง… มันคือกระบี่ยาวในฝักสีดำสนิทที่ดูเคร่งขรึมและลึกลับ
[นามกระบี่: แดงอัสดง]
เมิ่งฝานจำกระบี่เล่มนี้ได้ขึ้นใจ
ยามที่เขาเหยียบย่างเข้าสู่หอศาสตราเป็นครั้งแรก กระบี่เล่มนี้เคยปลดปล่อยรังสีกระบี่อันคมกล้าออกมาข่มขวัญจนเขาแทบขวัญหนีดีฝ่อมาแล้ว
ในภายหลัง ศิษย์พี่หลัวจึงได้เฉลยกับเขาว่า ใครก็ตามที่บังอาจย่างกรายเข้ามาในหอศาสตราแห่งนี้เป็นครั้งแรก ย่อมต้องถูก ‘กระบี่แดงอัสดง’ สำแดงฤทธานุภาพเข้าทักทายเป็นการลองเชิงเสมอ
หากจะกล่าวว่ากระบี่เล่มใดมีพยศร้ายกาจที่สุดในชั้นแรกของหอศาสตรา ย่อมหนีไม่พ้นกระบี่เล่มนี้
การจะสยบกระบี่ประเภทนี้ให้ยอมจำนนนับว่าเป็นเรื่องที่ยากเข็ญที่สุด เพราะในบางแง่มุม ‘วิญญาณกระบี่’ ก็มีอุปนิสัยใจคอไม่ต่างจากมนุษย์
หากเปรียบกับ ‘หงชี่’ ที่รู้จักกาลเทศะ มีเหตุผลและฉลาดหลักแหลม ‘กระบี่แดงอัสดง’ ก็เปรียบเสมือนคนวิปลาสที่บ้าคลั่งเกินเยียวยา การจะทำข้อตกลงหรือสื่อสารกับมันนั้นยากกว่าหงชี่หลายเท่าตัวนัก
ตู้กูหมิงผู้นี้… จะเลือกกระบี่เล่มใดก็ได้ แต่กลับรนหาที่ไปเลือกเอาแดงอัสดง นี่มันหาเรื่องใส่ตัวโดยแท้
ทันทีที่เขาวางมือลงบนตัวกระบี่ แดงอัสดงก็พลันระเบิดกลิ่นอายอำมหิตมหาศาลออกมาอย่างฉับพลัน
ในฐานะกระบี่วิญญาณที่มีจิตสำนึกเป็นของตนเอง มันย่อมรับรู้ถึงเจตนาของตู้กูหมิงได้ในทันที มนุษย์ผู้นี้ปรารถนาจะพิชิตมัน สยบมันให้กลายเป็นเพียงเครื่องมือข้างกาย
สำหรับกระบี่แดงอัสดงแล้ว นี่ไม่ใช่เพียงการท้าทาย… แต่มันคือการดูหมิ่นศักดิ์ศรีอย่างรุนแรง!
ใช่ว่าสามัญชนทุกคนจะมีคุณสมบัติคู่ควรเป็นนายของข้า!
ประกายแห่งความเกลียดชังแผ่ซ่านออกมาจากตัวกระบี่ ในวินาทีที่ตู้กูหมิงสัมผัสโดน มันก็ปลดปล่อยการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวออกมาตอบโต้ทันควัน พลังอาฆาตที่ไร้ก้นบึ้งควบแน่นกลายเป็นหมอกทมิฬ เข้าโอบล้อมและรุมเร้าตู้กูหมิงไว้ในพริบตา
ท่ามกลางม่านหมอกสีดำมืดมิด ใบหน้าของตู้กูหมิงซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด เขาทำได้เพียงเร่งเร้าปราณแท้ในร่างออกมาอย่างสุดกำลังเพื่อต้านทานขุมพลังอาฆาตเหล่านั้น
สถานการณ์ในยามนี้ เห็นได้ชัดว่าเขากำลังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบและฝืนทนจนแทบจะถึงขีดจำกัดแล้ว!
ใช่ว่าทุกคนจะมีพรสวรรค์เฉกเช่นเมิ่งฝาน ที่สามารถกลั่นกรองพลังอาฆาตให้สลายไปได้อย่างง่ายดาย สำหรับปุถุชนทั่วไป การเผชิญหน้ากับขุมพลังอันน่าสะพรึงกลัวระดับนี้ โอกาสรอดชีวิตช่างริบหรี่นัก!
ในขณะที่ตู้กูหมิงกำลังทุ่มสุดตัวเพื่อต้านทานม่านหมอกอาฆาตอยู่นั้น กระบี่แดงอัสดงกลับเปล่งประกายแสงอันน่าหวาดหวั่นออกมาอีกครา
รังสีกระบี่สีทมิฬ สายหนึ่งพุ่งทะยานออกจากตัวฝัก มันฉีกกระชากอากาศพุ่งตรงเข้าหาตู้กูหมิงด้วยเจตนาสังหารอันเด็ดขาด!
นัยน์ตาของเมิ่งฝานหดวูบ สีหน้าแปรเปลี่ยนไปในทันที สัญชาตญาณเตือนเขาว่าหากรังสีกระบี่นี้บรรลุถึงตัว ตู้กูหมิงคงไม่อาจรักษาชีวิตไว้ได้แน่! ทว่าต่อให้เขาอยากยื่นมือเข้าช่วยเพียงใด เขาก็รู้ซึ้งถึงขีดจำกัดของตนเองดี
ขนาดศิษย์สายในที่มีตบะแก่กล้ายังแทบเอาตัวไม่รอด แล้วศิษย์รับใช้อย่างเขาจะไปทำอะไรได้? หากวู่วามออกไปในยามนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตายไปเพิ่มอีกคน!
“พวกเจ้า… เหล่ากระบี่วิญญาณ ล้วนมีความพยศและน่าเกรงขามถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” เมิ่งฝานขมวดคิ้วแน่น พึมพำกับตนเองเสียงเบา
เขารู้ดีว่าหงชี่สามารถรับรู้ถึงสิ่งที่เขาคิดได้ และก็เป็นไปตามคาด เสียงของหงชี่พลันดังก้องขึ้นในห้วงคำนึง
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า? กระบี่วิญญาณหาใช่สิ่งที่ใครหน้าไหนจะนึกอยากครอบครองก็ทำได้ตามใจปรารถนา!”
หงชี่แค่นเสียงเย็นก่อนจะกล่าวต่อ “โดยเฉพาะเจ้าแดงอัสดง เดิมทีมันก็มีนิสัยอำมหิตที่สุดในบรรดากระบี่วิญญาณด้วยกันอยู่แล้ว หนำซ้ำจิตวิญญาณของมันยังแปดเปื้อนจนแทบจะกลายเป็นกระบี่มารอยู่รอมร่อ”
“มีเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับ ‘หยวนฟู่’ เท่านั้นที่จะพอมีหวังควบคุมมันได้ การที่ตู้กูหมิงบังอาจเลือกกระบี่เล่มนี้ คือการประเมินตนเองสูงเกินไปโดยแท้ หากที่นี่ไม่ใช่หอศาสตรา… วันนี้คงเป็นวันตายของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย!”