วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 232 คำชี้แนะของเมิ่งฝานและกระบี่สวรรค์
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 232 คำชี้แนะของเมิ่งฝานและกระบี่สวรรค์
บทที่ 232 คำชี้แนะของเมิ่งฝานและกระบี่สวรรค์
เพียงแต่ว่าวิญญาณจิตของเมิ่งฝานยังมีข้อบกพร่องและยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่ ดังนั้นต่อให้ฟันจิตวิญญาณกระบี่ออกมาได้ อานุภาพก็ยังขาดความสมบูรณ์อยู่บ้าง
“ศิษย์น้องหยาง เพลงกระบี่พิรุณโปรยของเจ้านั้น…”
เมิ่งฝานเดินมาหยุดตรงหน้าหยางสือ และเริ่มชี้แนะเพลงกระบี่ให้นาง
เริ่มตั้งแต่ท่วงท่ากระบี่ ไปจนถึงท่วงทำนองกระบี่ ปราณกระบี่ และเจตจำนงกระบี่ เขาค่อย ๆ เจาะลึกรายละเอียดและสอนแบบจับมือทำ
หยางสือมีหรือจะต้านทานไหว?
ตลอดเวลาหนึ่งชั่วยามเต็ม ๆ รอยแดงบนใบหน้าของนางไม่เคยจางหายไปเลยแม้แต่น้อย จิตใจล่องลอยไม่เป็นสุข!
“หยางสือ!!!” เมิ่งฝานทนดูไม่ไหวอีกต่อไป เขาทำหน้าดุพลางตวาดออกมาเสียงหนึ่ง
เมื่อเห็นเมิ่งฝานโกรธ ความคิดฟุ้งซ่านในใจของหยางสือก็หายวับไปทันที และรีบกลับมาตั้งใจฝึกฝนอย่างเคร่งครัด
ภายใต้การชี้แนะของเมิ่งฝาน นางมีความเข้าใจในเพลงกระบี่พิรุณโปรยลึกซึ้งยิ่งขึ้น
มุมมองบางอย่างที่เมิ่งฝานยกมาพูด ล้วนเป็นสิ่งที่นางคิดไม่ถึงหรือมองข้ามไปโดยสัญชาตญาณทั้งสิ้น
สองชั่วยามผ่านไป ตะวันเริ่มลับขอบฟ้า เมิ่งฝานกล่าวกับหยางสือว่า “ภายในสิบวัน ข้าสามารถช่วยให้เจ้าบรรลุสภาวะคุกคามกระบี่พิรุณโปรยได้!”
หลังจากการคลุกคลีตลอดสองชั่วยามที่ผ่านมา ในหัวของเมิ่งฝานก็มีทิศทางและแผนการชี้แนะที่สมบูรณ์แบบแล้ว เวลาสิบวัน ถือว่าประจวบเหมาะพอดี!
“วันนี้พอแค่นี้เถอะ” เมิ่งฝานกล่าวกับหยางสือ
“ตกลงเจ้าค่ะ ศิษย์พี่เมิ่ง”
หยางสือเงยหน้าขึ้นด้วยความรู้สึกที่ยังไม่เต็มอิ่ม ทว่าในเมื่อเมิ่งฝานกล่าวเช่นนี้ นางย่อมไม่กล้าดึงดัน
หลิวเยียนผิงพยักหน้าพลางกล่าวว่า “เช่นนั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะช่วยหาคนโชคร้าย เอ่อ หาศิษย์ซู่ซันที่มีความฝันและอุดมการณ์ อยากจะยกระดับเพลงกระบี่มาให้ท่านอีกสักคนสองคน”
“ดี ยิ่งมากยิ่งดี!” เมิ่งฝานพูดกับหลิวเยียนผิงอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย
เมิ่งฝานหันหลังเดินจากไป ทว่าก่อนจากไป เขาเหลือบไปเห็นเจ้าหนูซู่ฉางเซิงกำลังแอบฝึกกระบี่อยู่ที่มุมหนึ่ง
เขาไม่ได้ฝึกวิชาชักกระบี่ขีดสุด และไม่ใช่เพลงกระบี่วารีคลั่ง แต่เป็นเพลงกระบี่พิรุณโปรย!
เมิ่งฝานอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
เจ้าเด็กนี่ แอบครูพักลักจำอยู่รึนี่!
หากเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่ว่าตนจะชี้แนะเพลงกระบี่ให้ใคร เจ้าเด็กนี่ก็คงแอบเรียนตามไปจนหมดแน่
น่าเสียดายที่ไม่มีรากปราณ ต่อให้เรียนไปมากเพียงใดก็ไร้ประโยชน์!
มิสู้เอาเรี่ยวแรงไปทุ่มเทกับเรื่องอื่นจะดีกว่า
เมิ่งฝานถอนหายใจยาว แล้วก็ออกจากตำหนักหลอมยา
แต่เมื่อผ่านที่พักของเย่ชิงหยู เขาก็หยุดลงโดยไม่รู้ตัว
เขาและเย่ชิงหยูเคยผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ก็นับว่าเป็นสหายกันแล้ว
ระหว่างสหาย ย่อมควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน!
แต่เมื่อเย่ชิงหยูเห็นเมิ่งฝาน นางกลับไม่มีท่าทีดีใจหรือตื่นเต้นเหมือนสหายพบหน้ากันเลยสักนิด
นางมองเมิ่งฝานด้วยสีหน้าเย็นชาพลางกล่าวอย่างประหลาดใจว่า “ยาใช้หมดไวปานนี้เชียวรึ?”
นับเวลาดูแล้ว ยาเม็ดที่ตนหลอมให้เมิ่งฝานก่อนหน้านี้ ควรจะยังพอใช้ได้อีกเดือนหนึ่งนี่นา
“ศิษย์พี่เย่เข้าใจผิดแล้ว คราวนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อเรื่องยา แต่มาเพื่อชี้แนะเพลงกระบี่ให้ท่าน” เมิ่งฝานรีบชี้แจงเจตนาที่มาในวันนี้
เย่ชิงหยูมองเมิ่งฝานด้วยความแปลกใจพลางกล่าวอย่างสงสัยว่า “วันนี้ศิษย์พี่เมิ่งใจดีถึงเพียงนี้เชียวรึ?”
ไม่แปลกที่นางจะสงสัยในตัวเมิ่งฝาน เพราะที่ผ่านมาเวลาเมิ่งฝานอยู่กับนาง เขามักจะแสดงท่าทีค่อนข้างเข้มงวดและปากร้ายไปบ้าง
เจ้าสองคนนี้ก็น่าสนใจดี เมิ่งฝานเรียกเย่ชิงหยูว่าศิษย์พี่ ส่วนเย่ชิงหยูเรียกเมิ่งฝานว่าศิษย์พี่ ต่างคนต่างนับกันไป!
เมิ่งฝานกล่าวอย่างเปิดเผยว่า “ศิษย์พี่เย่ ช่วงนี้ข้าขาดแคลนหินวิญญาณ เลยกำลังเปิดรับชี้แนะเพลงกระบี่โดยเก็บค่าตอบแทน รับรองว่าสอนจนเป็นแน่นอน รับประกันความคุ้มค่า!”
เย่ชิงหยูยืนอึ้งมองเมิ่งฝานพลางกล่าวอย่างไม่อยากเชื่อว่า “สรุปคือมาหาข้าเพื่อจะหาหินวิญญาณรึ?” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
การมาหาหินวิญญาณถึงที่นี่ ทำเอานางตั้งตัวไม่ติดจริง ๆ
ช่างประหลาดจริง ๆ!
ทว่าประเด็นสำคัญคือ ลึก ๆ ในใจนางกลับยอมรับเรื่องนี้ได้
เพราะนางรู้ซึ้งว่าเพลงกระบี่ของเมิ่งฝานแข็งแกร่งเพียงใด โดยเฉพาะด้านการชี้แนะเพลงกระบี่ให้นั้น นางรู้สึกว่าผู้อาวุโสบางท่านยังเทียบเมิ่งฝานไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ผู้อาวุโสเหล่านั้นแม้เพลงกระบี่จะแข็งแกร่งมาก แต่การที่ตนเองเก่งไม่ได้หมายความว่าจะสอนคนอื่นเก่งตามไปด้วย
ความสามารถในการชี้แนะผู้อื่นของเมิ่งฝานนั้น นางได้สัมผัสด้วยตนเองมาแล้ว
เพียงไม่กี่วัน เขาก็สามารถชี้แนะจนนางบรรลุเจตจำนงกระบี่มหาอาณัติได้!
ความสามารถระดับนี้ ผู้อาวุโสหลายท่านในสำนักกระบี่ซู่ซันยังสู้ไม่ได้จริง ๆ
“กระบี่มหาพินาศของข้า เพิ่งบรรลุเจตจำนงกระบี่ได้ไม่นาน ส่วนกระบี่อัคคีนั้น ข้าบรรลุสภาวะคุกคามมานานแล้ว ในขั้นตอนนี้แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะบรรลุวิญญาณกระบี่!” เย่ชิงหยูแม้จะใจอยากได้ แต่กระบี่หลักสองสายที่นางฝึกนั้นก็ยากที่จะพัฒนาต่อไปได้จริง ๆ
เมิ่งฝานนิ่งคิด เย่ชิงหยูยังไม่บรรลุจิตวิญญาณกระบี่ เพลงกระบี่อัคคีคิดจะบรรลุจิตวิญญาณกระบี่จึงดูไม่สมเหตุสมผลนัก
ส่วนวิชากระบี่มหาพินาศนั้น แม้จะเพิ่งบรรลุเจตจำนงกระบี่มาไม่นาน แต่นั่นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการฝึกสภาวะคุกคามกระบี่ต่อเลย!
ในมุมมองของเมิ่งฝาน สภาวะคุกคามกระบี่และเจตจำนงกระบี่ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก หากมองจากจุดที่เขายืนอยู่ การจะฝึกให้บรรลุทั้งหมดในวันเดียวก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
“ศิษย์พี่เย่ หินวิญญาณสองพันก้อน ภายในหนึ่งเดือน ข้ารับประกันว่าจะช่วยให้ท่านบรรลุสภาวะคุกคามกระบี่มหาพินาศให้ได้” เมิ่งฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
นี่ไม่ใช่การคุยโว แต่มันคือความสามารถ!
เขารู้จักเย่ชิงหยูเป็นอย่างดี และรู้จักวิชากระบี่มหาพินาศยิ่งกว่านั้น การที่บอกว่าจะให้เย่ชิงหยูบ่มเพาะสภาวะคุกคามสำเร็จภายในหนึ่งเดือนจึงเป็นเรื่องที่แน่นอนเหมือนตอกตะปูลงบนแผ่นไม้
แล้วทำไมถึงต้องสองพันหินวิญญาณ ไม่ใช่หนึ่งพันหินวิญญาณเล่า?
ไม่ต้องถาม!
เย่ชิงหยูมองหน้าเมิ่งฝานครู่หนึ่ง ลังเลอยู่ชั่วขณะ แล้วก็พูดตรง ๆ ว่า “ตกลง หากเจ้าสามารถช่วยข้าบ่มเพาะสภาวะคุกคามของวิชากระบี่มหาพินาศให้สำเร็จได้ สองพันหินวิญญาณจะให้เจ้าไปนั้นจะเป็นไรเล่า!”
ความคิดและความต้องการของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน
ในมุมมองของเย่ชิงหยู หากสามารถยกระดับวิชากระบี่มหาพินาศไปสู่ขั้นสภาวะคุกคามกระบี่ได้ภายในหนึ่งเดือนจริง หินวิญญาณสองพันก้อนนั้นก็นับว่าคุ้มค่า!
“ดี พรุ่งนี้เที่ยง ข้าจะรอท่านอยู่ที่ลานบ้านของศิษย์น้องหลิวเยียนผิง” เมิ่งฝานยิ้มกล่าวกับเย่ชิงหยูพลางรู้สึกคึกคักในใจ
ไม่นึกเลยว่าการหาหินวิญญาณจะง่ายดายเช่นนี้
พอนึกดูดี ๆ กลายเป็นว่าเมื่อก่อนตัวเขาจนเกินไป ความยากจนเลยปิดกั้นจินตนาการของเขาไปเสียหมด!
บรรดาเศรษฐินีเหล่านี้ หนึ่งพันหินวิญญาณสองพันหินวิญญาณพูดแล้วก็หยิบออกมาได้เลยจริง ๆ
โดยเฉพาะแม่สาวน้อยหลิวเยียนผิง เมิ่งฝานรู้สึกว่าถ้าเขาหน้าหนาอีกนิด อาจจะขอยืมมาได้สักหมื่นก้อนเลยด้วยซ้ำ
“หน้าของข้ายังบางเกินไป ต้องฝึกฝนอีก!” หลังจากออกจากที่พักของเย่ชิงหยู เมิ่งฝานบ่นพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง
กลับมาถึงหอศาสตรา เมิ่งฝานก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมามาก
หากไม่มีอะไรผิดพลาด หลังจากหนึ่งเดือน เขาน่าจะได้รับหินวิญญาณเข้ามาหนึ่งหมื่นก้อน
ประเด็นหลักคือต้องพึ่งพาสังคมเส้นสายของหลิวเยียนผิงแล้ว!
การชี้แนะวิชากระบี่ให้ผู้อื่น สำหรับเมิ่งฝานแล้วคืองานที่ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ
เพราะศิษย์ซู่ซันเหล่านี้ ส่วนใหญ่ฝึกฝนเพลงกระบี่ที่อยู่ต่ำกว่าระดับสวรรค์ ทั้งสิ้น
ต่ำกว่าสวรรค์ในสายตาของเมิ่งฝานถือเป็นระดับเดียวกันทั้งหมด
กระบี่พวกนี้ เขาเพียงแค่คิดแวบเดียวก็ทำความเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่ง ไม่คู่ควรให้พูดถึง
ส่วนวิชากระบี่ระดับ ‘สวรรค์’ นั้น แม้แต่เมิ่งฝานเองก็ต้องใช้เวลาและเรี่ยวแรงในการศึกษาบ้าง ไม่สามารถเรียนรู้ได้ในชั่วพริบตา อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสักสองสามชั่วยาม
วิชาประเภทนี้หากจะไปชี้แนะคนอื่นก็นับว่ายุ่งยากอยู่บ้าง
ทว่าโชคดีที่ในวงสังคมของหลิวเยียนผิงนั้น ไม่น่าจะมีใครสามารถเรียนรู้วิชากระบี่ระดับสวรรค์ได้ อย่างในสำนักกระบี่ซู่ซัน มีเพียงวิชากระบี่อย่าง กระบี่สวรรค์ เคล็ดหมื่นกระบี่ และกระบี่เทพไร้พันธนาการเท่านั้นที่เป็นวิชากระบี่ระดับสวรรค์
และเมิ่งฝานก็รู้เพียงสามสำนักนี้เท่านั้น!