วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 231 เซียนไม่เกินสามชั่วอายุคน
บทที่ 231 เซียนไม่เกินสามชั่วอายุคน
หลิวเยียนผิงพลันกลอกตามองบน พลางกล่าวอย่างจนใจว่า “ศิษย์พี่เมิ่งอย่าได้ล้อเล่นเลย”
“เจ้าให้ฉางเซิงเรียกข้าว่าลุง แต่ให้ฉางเซิงเรียกเจ้าว่าพี่สาว เช่นนั้นเจ้าก็ต้องเรียกข้าว่าลุงด้วยมิใช่หรือ?” เมิ่งฝานกล่าวด้วยท่าทางจริงจัง
แน่นอนว่าในสายตาของหลิวเยียนผิงนั้น นี่คือการแกล้งทำเป็นจริงจังอย่างเห็นได้ชัด
“เรื่องนั้นเกี่ยวอะไรกันล่ะ? พวกเราก็นับกันไปตามลำดับของพวกเราสิ อีกอย่าง ต่อให้ข้ายอมเรียกท่านว่าลุง ปู่ของข้าก็คงไม่ยินดีที่มีบุตรชายโผล่ขึ้นมาเฉย ๆ แบบท่านหรอก!” หลิวเยียนผิงหาช่องโต้กลับได้อย่างแม่นยำ ต้องยอมรับว่า มุมที่นางยกมาอ้างนั้นทำเอาเมิ่งฝานเถียงไม่ออกจริง ๆ!
เมิ่งฝานไม่กลั่นแกล้งหลิวเยียนผิงต่อ และเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที
“ข้ามาหาเจ้า ที่จริงแล้วอยากขอให้เจ้าช่วยเรื่องหนึ่ง” เมิ่งฝานพูดกับหลิวเยียนผิงด้วยสีหน้าจริงจัง
“ช่วยเรื่องอะไร?” หลิวเยียนผิงถามทันที
ปกติแล้วมักจะเป็นตนเองที่ไปขอให้เมิ่งฝานช่วย แต่เมิ่งฝานมาขอให้ตนช่วยนั้นไม่บ่อยนัก
ครั้งเดียวที่จำได้คือคราวก่อนที่แนะนำศิษย์พี่หญิงเย่ชิงหยูให้รู้จักกับเมิ่งฝาน
ซึ่งภายหลังศิษย์พี่หญิงเย่ก็ได้แสดงความ “ขอบคุณ” ต่อนางมากกว่าหนึ่งครั้งเลยทีเดียว
“ข้าขาดแคลนหินวิญญาณ เลยอยากจะ…”
ความจริงเมิ่งฝานตั้งใจจะให้หลิวเยียนผิงช่วยแนะนำคนให้สักหน่อยเพื่อทำการค้า แต่หลิวเยียนผิงกลับเข้าใจผิดคิดว่าเมิ่งฝานมาขอยืมหินวิญญาณ
“จะเอาเท่าไหร่!” หลิวเยียนผิงโบกมือใหญ่ ตัดคำพูดของเมิ่งฝานโดยตรง
ท่าทางนี้ช่างดูองอาจสมกับเป็นเศรษฐินีน้อยผู้มีชื่อเสียงในบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์ของซู่ซัน
ปฏิกิริยาของหลิวเยียนผิงนั้น แม้แต่เมิ่งฝานเองก็ไม่ได้คาดคิด เพราะเจตนาเดิมของเขาไม่ได้มายืมหินวิญญาณเลย
ไม่คิดว่าเด็กสาวคนนี้จะใจกว้างขนาดนี้ ต่อหน้าความใจกว้างอันล้นเหลือ เมิ่งฝานจึงไม่อิดออด แล้วพูดออกไปตรง ๆ ว่า “หมื่นหินวิญญาณ”
เมื่อหลิวเยียนผิงได้ยินเช่นนั้น นางก็ยืนนิ่งเป็นใบ้ราวกับหุ่นไม้ จ้องมองเมิ่งฝานตาไม่กะพริบ
“หมื่นหินวิญญาณ? ท่านปล้นกันหรือไร?”
นี่คือเงินจำนวนมหาศาล แม้แต่หลิวเยียนผิงก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
ไม่ใช่ว่าจ่ายไม่ไหว แต่เสียดาย!
หมื่นหินวิญญาณนั้น หากนางพยายามหาให้ครบ ก็มีอยู่จริง
แต่หินวิญญาณจำนวนมหาศาลขนาดนี้ หากจะให้นางยืมให้เมิ่งฝานไปเฉย ๆ นางก็รู้สึกเสียดายและไม่กล้าอยู่ดี!
จะทำอย่างไรหากเมิ่งฝานไม่คืน?
อืม… แม้นางจะฝืนใจเชื่อว่าเมิ่งฝานไม่ใช่คนแบบนั้น!
แต่หากคืนไม่ได้ล่ะ จะทำอย่างไร?
นี่คือหินวิญญาณหนึ่งหมื่นก้อนนะ!
จริงอยู่ที่มิตรภาพระหว่างนางกับเมิ่งฝานมีค่าประดุจทองคำ ไม่สิ มีค่าเกินกว่าทองคำจะแลกได้!
ทว่าหนึ่งหมื่นหินวิญญาณนั่นมันมีค่ามากกว่าทองคำนับไม่ถ้วน จนแทบจะนับไม่ไหวแล้ว
“น้องสาวตระกูลหลิว แท้จริงแล้วเจ้าเข้าใจผิดข้าเสียแล้ว ข้าไม่ได้มาขอยืมหินวิญญาณจากเจ้าหรอก” เมิ่งฝานเห็นท่าทางเช่นนั้น จึงต้องพูดถึงแผนการเดิมของตนต่อไป
“ข้าต้องการหินวิญญาณจริง ๆ แต่ไม่ใช่การยืมจากเจ้า ข้ามาหาเจ้าเพราะอยากให้เจ้าช่วยแนะนำศิษย์ที่มีหินวิญญาณให้สักสองสามคน ข้าจะช่วยชี้แนะเพลงกระบี่ให้พวกเขาเพื่อแลกกับหินวิญญาณเป็นค่าตอบแทน เพลงกระบี่ของข้าเจ้าก็รู้ดี การที่ข้าชี้แนะพวกเขาแล้วเก็บหินวิญญาณบ้าง พวกเขาไม่มีทางขาดทุนแน่นอน!”
เมิ่งฝานพูดอย่างจริงจัง น้ำเสียงสงบนิ่งเป็นอย่างยิ่ง
หากเป็นคนอื่นพูดเช่นนี้ หลิวเยียนผิงคงหัวเราะเยาะว่าสมองมีปัญหา คนอย่างเจ้ามีคุณสมบัติอะไรมาชี้แนะคนอื่น?
แต่ถ้าเป็นเมิ่งฝาน…
มีเรื่องดีขนาดนี้ด้วยเหรอ?
การได้รับคำแนะนำจากเมิ่งฝานในด้านกระบวนท่ากระบี่นั้น ถือว่าโชคดีอย่างสุดขีดเลยทีเดียว!
“เรื่องนี้ไม่มีปัญหา รอบตัวข้ามีแต่พวกบ้าหินวิญญาณแต่เพลงกระบี่ห่วยแตกอยู่เต็มไปหมด หากท่านเต็มใจจะชี้แนะพวกเขา ข้ารับรองว่าพวกเขาจะยอมควักหินวิญญาณออกมาแต่โดยดีแน่นอน!” หลิวเยียนผิงรีบตบหน้าอกรับคำอย่างมั่นใจ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
เมิ่งฝานยิ้มบาง ๆ ที่คิดไว้นั้นไม่ผิดเลย
ในแวดวงของเศรษฐินีนั้น รอบข้างย่อมล้วนแต่เป็นคนมีเงินทั้งนั้น!
“เช่นนั้นเจ้าคิดว่า ควรจะเก็บค่าชี้แนะอย่างไรดี?” เมิ่งฝานเอ่ยถามอย่างถ่อมตัว อย่างไรเสีย ในเรื่องการประเมินกำลังทรัพย์ของคนเหล่านั้น หลิวเยียนผิงย่อมมีความเชี่ยวชาญมากกว่า
“หนึ่งพันหินวิญญาณต่อหนึ่งคน!” หลิวเยียนผิงพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ เปิดราคาสูงลิ่วดั่งสิงโตอ้าปาก
อืม…
เมิ่งฝานถามอย่างระมัดระวังว่า “แพงไปสักหน่อยไหม?”
“แพงอะไร ท่านมีค่าพอกับราคานั้นแน่นอน!” หลิวเยียนผิงมั่นใจยิ่งกว่าตัวเมิ่งฝานเองเสียอีก
เมิ่งฝานก็รู้สึกอยู่เหมือนกันว่าตัวเองมีค่าขนาดนั้น แต่เพราะเพิ่งเริ่มทำธุรกิจนี้ เขาจึงคิดว่าควรจะลดราคาลงสักหน่อยไหม?
พูดถึงที่สุดแล้ว นั่นเป็นเพราะเขายังคิดได้ไม่กว้างพอ!
เขาทำงานหนักจนแทบตาย ผ่านมานานแสนนานกว่าจะได้มาแค่ไม่กี่พันหินวิญญาณจึงแทบนึกไม่ออกเลยว่าจะมีคนที่ยอมจ่ายถึงหนึ่งพันหินวิญญาณเพียงเพื่อยกระดับกระบี่วิชาเพียงเล็กน้อย!
หลิวเยียนผิงเห็นสีหน้าของเมิ่งฝาน นางจึงคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ศิษย์พี่เมิ่ง เอาแบบนี้ดีไหม ศิษย์ที่ยังไม่บรรลุเจตจำนงกระบี่ หากท่านชี้แนะจนเขาบรรลุเจตจำนงกระบี่ได้ ให้เก็บห้าร้อยหินวิญญาณ ส่วนศิษย์ที่ยังไม่บรรลุสภาวะคุกคามกระบี่ หากท่านชี้แนะจนเขาบรรลุได้ ให้เก็บหนึ่งพันหินวิญญาณ ส่วนพวกที่แม้แต่ปราณกระบี่ยังสร้างไม่ได้ มันดูเสียระดับเกินไป พวกเราไม่รับ!”
เมิ่งฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “ได้เลย”
หลิวเยียนผิงแม่สาวน้อยคนนี้ มีหัวการค้าไม่เบา ความคิดนี้ไม่เลวเลยจริง ๆ
“ข้าจะแนะนำคนแรกให้ท่านลองมือดูก่อน จะได้ทำความคุ้นเคยกับขั้นตอน” หลิวเยียนผิงกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งนัก นี่คือกำลังจะเริ่มแนะนำคนแรกทันที
“ใคร?” เมิ่งฝานถามด้วยความสงสัย
ความเร็วขนาดนี้ ดูเหมือนไม่ได้หาคนผิดเลย
“ก็คนใกล้ตัวนี่ไงเจ้าคะ หยางสืออย่างไรเล่า! ท่านอย่าเห็นว่าปกติสือสือจะเงียบเหมือนท่อนไม้ พูดน้อยดูเหมือนจะรังแกง่ายนะ แต่ถ้าใครกล้ารังแกนาง คนคนนั้นดวงซวยแน่นอน! เพราะปู่ของสือสือ คือผู้อาวุโสหยางแห่งตำหนักคุมกฎ ส่วนเรื่องหินวิญญาณ สือสือไม่ขาดแคลนหรอก แม้จะไม่รวยเท่าข้า แต่เงินแค่ห้าร้อยหนึ่งพันนางไม่เห็นอยู่ในสายตาหรอก!”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวเยียนผิงเมิ่งฝานก็อดยิ้มขมขื่นในใจไม่ได้
ทำไมคนที่ตนรู้จักถึงเป็นเซียนรุ่นที่สามของสำนักกระบี่ซู่ซันกันทั้งนั้น!
ไม่แปลกเลยที่แวดวงผู้ฝึกฝนจะมีคำกล่าวที่ว่า เซียนไม่เกินสามชั่วอายุ
ดูอย่างหลิวเยียนผิงและหยางสือที่เป็นรุ่นที่สามผู้ธรรมดาสามัญเช่นนี้ ก็พอจะรู้แล้วว่าเพราะเหตุใด
ครู่ต่อมา หลิวเยียนผิงก็พาหยางสือและซู่ฉางเซิงกลับมา
หยางสือคงจะได้ยินเรื่องที่เมิ่งฝานต้องการจากหลิวเยียนผิงมาแล้ว นางกล่าวกับเมิ่งฝานด้วยท่าทางขัดเขินเล็กน้อยว่า “ศิษย์พี่เมิ่ง ข้ามีวิชาหนึ่งชื่อว่าเพลงกระบี่พิรุณโปรย ทว่าฝึกอย่างไรก็ไม่ถึงระดับสภาวะคุกคามกระบี่เสียที ข้ายินดีจ่ายหนึ่งพันหินวิญญาณเพื่อขอคำชี้แนะจากท่าน!”
เด็กสาวคนนี้ อยู่ต่อหน้าเมิ่งฝานแล้วก็ยังทำตัวไม่ถนัดอยู่ดี
เมิ่งฝานก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ผู้หญิงหลายคนก็ทำตัวไม่ถนัดเมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษในอุดมคติ เขาเข้าใจได้
ก็ต้องโทษเขาที่หล่อและเก่งเกินไปนั่นเอง!
“เพลงกระบี่พิรุณโปรย รบกวนศิษย์น้องหยางช่วยแสดงให้ข้าดูสักรอบก่อน”
แม้เมิ่งฝานจะเคยสัมผัสเพลงกระบี่ส่วนใหญ่ของซู่ซันมาแล้ว แตย่อมต้องมีที่หลุดรอดสายตาไปบ้าง
อย่างเพลงกระบี่พิรุณโปรยที่หยางสือพูดถึงนี้ เขาก็ยังไม่มีความประทับใจในหัวเลย
จากนั้น หยางสือก็เริ่มฝึกกระบี่ต่อหน้าเมิ่งฝาน
หลังจากดูจบไปหนึ่งรอบ เมิ่งฝานก็จำลองภาพในสมองรอบหนึ่ง ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มจาง ๆ ออกมา
เขาเหยียดนิ้วชี้ออกไป แล้วชี้ไปด้านหน้าเบา ๆ
สภาวะคุกคามกระบี่สายหนึ่งปรากฏขึ้นตามทิศทางที่เมิ่งฝานชี้ไป กลางอากาศดูเหมือนจะมีหยาดพิรุณตกลงมาลาง ๆ
เมิ่งฝานแข็งแกร่งเกินไป รากฐานวิถีกระบี่ช่างน่าหวาดหวั่น ประกอบกับพรสวรรค์สูงสุดอย่าง “วิถีกระบี่สื่อเทพ” เพลงกระบี่ระดับนี้ขอเพียงเขาดูแค่รอบเดียวก็สามารถทำความเข้าใจจนทะลุปรุโปร่ง
ไม่ใช่แค่สภาวะคุกคามกระบี่ แม้แต่หากเขาต้องการ เขาก็สามารถฟันจิตวิญญาณกระบี่ออกมาให้ดูได้เลยด้วยซ้ำ!