วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 244 ข้าอยากเรียนวิชากระบี่สังหาร!
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 244 ข้าอยากเรียนวิชากระบี่สังหาร!
บทที่ 244 ข้าอยากเรียนวิชากระบี่สังหาร!
“แม่นางน้อย พูดจาเลอะเทอะไม่ได้นะ หลวงพี่อย่างข้าคือคนในพุทธศาสนา จะใช้คำว่าปีศาจมาพรรณนาได้อย่างไร?” อู๋เทียนกล่าวกับหลี่เสวี่ยโหรวด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
เมิ่งฝานหันกลับมามองอู๋เทียนด้วยสายตาเย็นชา พลางเอ่ยเสียงต่ำ “นางชื่อหลี่เสวี่ยโหรว น้องสาวข้า!”
คำแนะนำนั้นเรียบง่าย แต่กลับมีน้ำหนักมหาศาล
อู๋เทียนพลันรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที เขารีบยิ้มประจบแล้วกล่าวกับหลี่เสวี่ยโหรวว่า “ที่พูดมาก็ไม่ผิดหรอก อัจฉริยะที่โดดเด่นเหนือคนทั่วไปนับไม่ถ้วนอย่างข้าเนี่ย จะไม่ให้เรียกว่าสัตว์ประหลาดเหนือมนุษย์ได้ยังไงกัน จริงหรือไม่?”
ในบรรดาคนกลุ่มนี้ อู๋เทียนไม่เห็นหัวใครทั้งสิ้น ยกเว้นเมิ่งฝาน!
ในเมื่อหลี่เสวี่ยโหรวเป็นน้องสาวของเมิ่งฝาน เขาย่อมต้องให้ความสำคัญเป็นธรรมดา
คืนนั้น ทั้งหกคนเข้าพักที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหล ในขณะเดียวกัน กลุ่มคนจากสำนักกระบี่อู๋จี๋ที่เดิมทีพักอยู่ที่นี่ก็ได้ย้ายออกไปพักที่อื่นแทน
โรงเตี๊ยมโหยวเจียน!
ภายในห้องหนึ่ง หลินเฟยหลงถามด้วยความฉงนว่า “ศิษย์พี่อวิ๋น เมื่อกลางวันเหตุใดพวกเราต้องอดทนอดกลั้นถึงเพียงนั้น? ในกลุ่มคนของสำนักกระบี่ซู่ซันพวกนั้น แม้จะมีพวกยอดฝีมืออยู่บ้าง แต่ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของท่านแน่นอน”
“ศิษย์พี่อวิ๋น” ที่หลินเฟยหลงเอ่ยถึง ก็คือคนที่สั่งให้กลุ่มสำนักอู๋จี๋ถอยทัพออกมาตอนอยู่ที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหลนั่นเอง เขาชื่อว่า อวิ๋นเจิ้น เป็นบุตรชายของอวิ๋นอู้ซัน เจ้าตำหนักคุมกฎแห่งสำนักอู๋จี๋
ชายผู้นี้บรรลุขั้นหลอมแก่นพลังตั้งแต่อายุยังน้อย! ในบรรดาคนรุ่นเยาว์ของสำนักอู๋จี๋ เขาถือเป็นบุคคลระดับแกนนำ
หากเทียบกับสำนักกระบี่ซู่ซัน ผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันก็คงเป็นหยางอี้ฟางนั่นเอง
หยางอี้ฟาง เคยใช้กระบี่สยบเจียงพั่วเยว่ในงานประลองกระบี่ซู่ซัน ตอนนั้น เขาอายุไม่มากนัก ไม่เพียงแต่บรรลุขั้นหลอมแก่นพลัง แต่ยังบ่มเพาะจนเกิด จิตวิญญาณกระบี่ในขั้นหลอมแก่นพลังอีกด้วย
ถือเป็นอัจฉริยะระดับแนวหน้าของซู่ซันเลยทีเดียว
ในสถานการณ์ปกติ หลี่เสวี่ยโหรวก็คงจะกลายเป็นบุคคลเช่นนั้นเช่นกัน!
แต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่ปกติแล้ว หลี่เสวี่ยโหรวข้ามผ่านระดับของหยางอี้ฟางและอวิ๋นเจิ้นไปได้อย่างแน่นอน
ที่น่ากล่าวถึงคือ หากอู๋เทียนได้ยินบทสนทนานี้ เขาคงจะแค่นหัวเราะด้วยความดูแคลน
บรรลุขั้นหลอมแก่นพลังแล้วสร้างจิตวิญญาณกระบี่ได้ก็นับเป็นอัจฉริยะแล้วหรือ?
แล้วคนอย่างเขาที่สร้างจิตวิญญาณกระบี่ได้ตั้งแต่ขั้นเทียนหยวนล่ะ จะเรียกว่าอะไร?
แล้วคนอย่างเมิ่งฝาน... จะเรียกว่าอะไรดี?
…
ในห้องพักที่โรงเตี๊ยมโหยวเจียน อวิ๋นเจิ้นมองหลินเฟยหลงด้วยสายตาเย็นชา พลางเอ่ยเสียงต่ำ “ถ้าไม่ถอย เจ้าอยากจะทำอะไร? หรืออยากจะไปสู้กับพวกมันต่อหน้าธารกำนัล? หรืออยากจะฆ่าพวกมันให้หายแค้น?”
หลินเฟยหลงพลันใบ้กิน หากลงไม้ลงมือกันจริง ๆ ย่อมไม่เหมาะสม และยิ่งถ้าเป็นการฆ่าคนก็ยิ่งเหลวไหลเข้าไปใหญ่
หากคนของสำนักอู๋จี๋ฆ่าคนของสำนักกระบี่ซู่ซันกลางที่สาธารณะ สำนักกระบี่ซู่ซันจะยอมเลิกราง่าย ๆ หรือ?
“อย่าลืมภารกิจของเราในครั้งนี้!” อวิ๋นเจิ้นเหลือบมองหลินเฟยหลงอย่างเย็นชา
“เดิมทีการที่เจ้าหลอกล่อหลี่เสวี่ยโหรวแห่งสำนักกระบี่ซู่ซันมาที่นี่ได้ก็นับเป็นความชอบครั้งใหญ่ แต่อย่าได้อวดฉลาดจนทำลายความดีความชอบนี้ด้วยมือตัวเอง!”
หลินเฟยหลงก้มหน้ายอมรับคำ ไม่กล้าเอ่ยปากอีก ได้แต่ทำตัวสงบเสงี่ยม
การที่ได้ยินชื่อหลี่เสวี่ยโหรวจากปากอวิ๋นเจิ้นนั้นค่อนข้างเหนือความคาดหมาย แต่หากลองคิดดูดี ๆ ก็สมเหตุสมผล เพราะหลี่เสวี่ยโหรวแม้จะดูเหมือนจุดที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มของเมิ่งฝาน แต่ในความเป็นจริง นางกลับเป็นคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในกลุ่ม
ในบรรดาคนรุ่นเยาว์ของสำนักกระบี่ซู่ซัน หลี่เสวี่ยโหรวคือยอดอัจฉริยะรากปราณระดับดีเลิศที่เป็นที่รู้จักกันดี และเมื่อเวลาผ่านไป ชื่อเสียงของนางก็เริ่มขจรขจายไปยังสำนักอื่น ๆ บ้างแล้ว!
ส่วนคนลึกลับอย่างเมิ่งฝานนั้นแทบไม่มีใครสนใจเลย ส่วนศิษย์หอปรุงยาอย่างเย่ชิงหยูหรือหลิวเยี่ยหานที่เอาแต่เก็บตัวปรุงยา ก็ไม่มีใครสนใจเช่นกัน
จนทำให้คนของสำนักกระบี่อู๋จี๋เหล่านี้รู้จักแต่หลี่เสวี่ยโหรวเพียงคนเดียว! (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
วันรุ่งขึ้น เมิ่งฝานตื่นแต่เช้าตรู่
ทั้งหกคนนั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน รับประทานอาหารเช้าพร้อมกัน
“หลิ่วเยี่ยหาน หลิ่วฉางหยวน อู๋เทียน พวกเจ้าสามคน วันนี้มีหน้าที่ออกไปสืบหาที่กบดานของพวกพรรคมารอินทรีสวรรค์” เมิ่งฝานสั่งการ
อู๋เทียนรีบแย้งทันที “ศิษย์พี่เมิ่ง ข้ามีหน้าที่ฆ่าคนนะ ไม่ได้มีหน้าที่หาคน!”
ให้เขาไปเดินหาคนช่างน่าเบื่อสิ้นดี
เมิ่งฝานปรายตามองเขาแล้วเอ่ยเรียบ ๆ “เจ้าเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มนี้ ถ้าเจ้าไม่ไปแล้วพวกเขาสองคนเกิดอันตราย ข้าก็คงไม่สบายใจ!”
การหยอดคำชมให้อู๋เทียนเล็กน้อยมักจะได้ผลเสมอ เพราะเจ้าเด็กนี่บ้ายอและจะยอมฟังคำสั่งอย่างว่าง่าย
เป็นไปตามคาด เมื่อได้ยินคำของเมิ่งฝาน อู๋เทียนเหลือบมองสองพี่น้องตระกูลหลิวแล้วพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ “เอาเถอะ พระพุทธองค์เปี่ยมด้วยเมตตา ในเมื่อนอกจากข้าแล้วไม่มีใครเหมาะสมกับงานนี้ ข้าจะช่วยพวกเขาสักหน่อยก็ได้!”
เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะหันไปหาพี่น้องตระกูลหลิวด้วยสีหน้าจริงจัง “พวกเจ้าสองคนจำไว้ ถ้าเกิดอันตรายแล้วอยากให้หลวงพี่ช่วยชีวิตล่ะก็ มันก็ต้องมีค่าตอบแทนนะ ข้ามองดูพวกเจ้าท่าทางภูมิฐานคงไม่จนแน่ ๆ ขอแค่หนึ่งพันหินวิญญาณก็พอ!”
เมิ่งฝานมองค้อนอู๋เทียนทีหนึ่ง เจ้าเด็กนี่เห็นแก่เงินเกินไปหรือเปล่า? ทำไมเขาถึงคิดหาวิธีหาเงินแบบนี้ไม่ได้บ้างนะ!
แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาเข่อมไม่กล้าไปแย่งงานอู๋เทียนตรง ๆ
หลังจากอู๋เทียนพาสองพี่น้องหลิวออกจากโรงเตี๊ยมไป หลี่เสวี่ยโหรวก็อดใจไม่ไหวรีบถามเมิ่งฝานว่า “พี่ แล้วเราจะทำอะไรกันดี?”
“รอ!” เมิ่งฝานตอบขณะที่เคี้ยวเสี่ยวหลงเปาเต็มปากจนเสียงอู้อี้
หลี่เสวี่ยโหรวขมวดคิ้ว ถามด้วยความฉงน “รออะไร?”
“จะรออะไรล่ะ ก็รอข่าวจากพวกเขาน่ะสิ” เมิ่งฝานเหลือบมองน้องสาว
“เอ่อ…” หลี่เสวี่ยโหรวถึงกับใบ้กิน
การปล่อยให้คนอื่นไปทำงานหนัก ส่วนตัวเองมานั่งจิบชาทานขนมอยู่ที่นี่ ทำให้นางรู้สึกผิดอยู่บ้าง
ผ่านไปสักพักหนึ่ง
ครู่ต่อมา เย่ชิงหยูถามเมิ่งฝานขึ้นมาว่า “เจ้ามีความแค้นกับคนของพรรคมารอินทรีสวรรค์หรือ?”
การที่จู่ ๆ เมิ่งฝานพาพวกเขามาที่นี่และสั่งให้สังหารศิษย์พรรคมารนั้นดูจะแปลกไปหน่อย แม้พรรคมารอินทรีสวรรค์จะเป็นสำนักฝ่ายมารที่ทำชั่วระรานชาวบ้าน แต่ถ้าเมิ่งฝานไม่มีความแค้นส่วนตัว ย่อมไม่มีทางดั้นด้นมาที่นี่เพื่อกำจัดคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะแน่นอน
เมิ่งฝานมองเย่ชิงหยูแล้วตอบอย่างราบเรียบ “ย่อมมีความแค้นส่วนตัว หากศิษย์พี่เย่รู้สึกว่าถูกข้าหลอกใช้ ตอนนี้จะกลับซู่ซันไปก่อนก็ได้”
เย่ชิงหยูส่ายหน้า “ข้าติดตามเจ้ามาเพื่อเรียนวิชากระบี่ ในเมื่อการเรียนกระบี่ต้องมีการฆ่าคน เช่นนั้นคนที่ฆ่าจะเป็นศัตรูของเจ้าหรือไม่ย่อมไม่สำคัญ”
“อันที่จริง ไม่ต้องฆ่าคนก็เรียนกระบี่ได้” เมิ่งฝานตอบกลับ
“แต่ข้าอยากเรียนวิชากระบี่สังหาร!” เย่ชิงหยูจ้องหน้าเมิ่งฝาน แววตาแฝงไปด้วยความมุ่งมั่น
เมิ่งฝานยิ้มบาง ๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
สำหรับคนที่ยังไม่เคยฆ่าคนมาก่อน การบอกว่าอยากเรียนวิชากระบี่สังหารนั้นไม่มีความหมายเลย มันก็เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า ‘เย่กงชอบมังกร’*[1] นั่นแหละ!
ดังนั้นเมิ่งฝานจึงไม่ได้ใส่ใจคำพูดของเย่ชิงหยูมากนัก ยกเว้นเสียแต่ว่านางจะผ่านการฆ่าคนจริง ๆ มาแล้วและยังพูดคำนี้ออกมาอีก เมื่อนั้นเมิ่งฝานถึงจะรับฟังอย่างตั้งใจ
เวลาช่วงกลางวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ยามอาทิตย์อัสดง อู๋เทียนและสองพี่น้องหลิวก็กลับมาที่โรงเตี๊ยม
อู๋เทียนหิ้วห่อผ้าห่อหนึ่งมาด้วย ก้นห่อผ้านั้นเปลี่ยนสีอย่างเห็นได้ชัด และยังมีหยดเลือดไหลซึมออกมาเป็นระยะ ๆ
[1] เย่กงชอบมังกร : ชอบเพียงแต่รูปลักษณ์แต่ไม่ได้ชอบของจริง