วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 243 นี่คือการปราบมารกำจัดปีศาจ
บทที่ 243 นี่คือการปราบมารกำจัดปีศาจ
คำพูดของเมิ่งฝานนั้น หลิวฉางหยวนและอีกสองคนฟังไม่รู้เรื่องเลย
แต่หลี่เสวี่ยโหรวเข้าใจแล้ว!
คนที่ฝึกฝนจนเกิดเจตจำนงกระบี่ไท่ซั่งไร้รักขึ้นมาได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจกตัญญูหรือเป็นคนดีได้เลย
หลี่เสวี่ยโหรวพลันเข้าใจทันทีว่าเหตุใดเมิ่งฝานจึงมีท่าทีร้ายกาจต่อหลินเฟยหลงเช่นนั้น
พูดตามตรง เมื่อได้ยินข่าวนี้ แม้แต่นางเองก็สูญเสียความรู้สึกดีต่อหลินเฟยหลงไปแล้ว
กระบี่ไท่ซั่งไร้รักนั้น เป็นวิชากระบี่ที่ชั่วร้ายอำมหิตยิ่งนัก ในเรื่องนี้หลี่เสวี่ยโหรวมีความเห็นตรงกันกับเมิ่งฝาน
การที่หลินเฟยหลงฝึกวิชานี้ เท่ากับว่าเขามุ่งหวังจะสังหารมังกร แต่กลับกลายเป็นมังกรโฉดเสียเอง
“ศิษย์พี่เมิ่ง พวกท่านกำลังพูดเรื่องอะไรกัน แล้วกระบี่ไท่ซั่งไร้รักคืออะไรหรือ?” หลิวฉางหยวนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ไม่สำคัญ!” เมิ่งฝานตอบปัดไปโดยไม่สนใจคำถามของหลิวฉางหยวน
ฝ่ายอู๋เทียนนั้นมีความคิดที่เรียบง่ายกว่ามาก ในตรรกะของเขา การที่คนเราจะดูแคลนใครสักคนไม่ถูกชะตามันไม่ใช่เรื่องปกติหรอกหรือ?
มีอะไรที่ต้องขุดค้นหาสาเหตุให้วุ่นวายด้วย?
เมื่อเป็นคนที่มองแล้วไม่ถูกชะตา ต่อให้ไล่ไปให้พ้นหน้า หรือจะฟันให้ตายไปเลยมันก็เรื่องปกติไม่ใช่หรือไง?
“ศิษย์พี่เมิ่ง ถ้าท่านดูไอ้เด็กนั่นแล้วไม่ถูกชะตา ข้าช่วยฆ่ามันให้เอาไหม ขอแค่ท่านให้ข้าสักหนึ่งหมื่น… เอ่อ ให้ข้าสักหนึ่งพันหินวิญญาณก็พอ”
หนึ่งหมื่นหินวิญญาณนั้น เขาไม่กล้าพูดออกมาหรอก
เพราะไอ้กระจอกนั่นน่ะหรือ จะมีค่าตัวถึงหนึ่งหมื่นหินวิญญาณ!
เมื่อเห็นเมิ่งฝานไม่ตอบ อู๋เทียนก็รบเร้าต่อ “ห้าร้อยก็ได้ ขอแค่ห้าร้อยหินวิญญาณ ข้าก็ไปฆ่ามันให้ท่านได้แล้ว!”
ในตอนนี้ ไม่ใช่แค่เมิ่งฝานที่ขาดแคลนหินวิญญาณ แต่อู๋เทียนเองก็ขัดสนเช่นกัน
เจ้าเด็กนี่ยังคงฝังใจกับศิลาจารึกเทพกระบี่ อยากจะไปหยั่งรู้วิชาอีกครั้ง แต่น่าเสียดายที่มันแพงหูฉี่จริง ๆ!
นอกจากเมิ่งฝานแล้ว อีกสี่คนที่เหลือต่างมองอู๋เทียนด้วยความตกตะลึง
รู้สึกเหลือเชื่อเหลือเกินว่าหลวงจีนน้อยรูปนี้ เหตุใดถึงได้เอ่ยปากเรื่องฆ่าฟันได้หน้าตาเฉย?
เขามักพูดกันว่าพระพุทธองค์เปี่ยมด้วยเมตตา แต่พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าหลวงจีนรูปนี้ดูจะไม่ค่อย ‘ปกติ’ เท่าไหร่
แน่นอนว่าความรู้สึกนี้ไม่ผิด อู๋เทียนคนนี้ไม่ใช่แค่ไม่ปกติ แต่ห่างไกลคำว่าสงบเสงี่ยมไปไกลโข!
“อู๋เทียน ในเมื่อเจ้ามาแล้ว ข้าก็จะไม่ไล่เจ้ากลับไป แต่เจ้าต้องจำไว้ให้ดี อยู่ที่นี่ห้ามฆ่าผู้บริสุทธิ์เด็ดขาด!” เมิ่งฝานจ้องมองอู๋เทียนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“หากเจ้าฆ่าคนมั่วซั่วแม้แต่คนเดียว ข้าจะกลับไปฟ้องท่านผู้เฒ่าหลิน ผลลัพธ์ที่จะตามมาเจ้าคงรู้ดีแก่ใจ!”
อู๋เทียนถูกส่งตัวมาที่หอศาสตราก็เพราะเขามีจิตสังหารรุนแรงเกินไป
บิดาของอู๋เทียนจงใจฝากฝังให้ท่านผู้เฒ่าหลินช่วยขัดเกลาและ ‘กอบกู้’ อู๋เทียนในด้านนี้!
หากท่านผู้เฒ่าหลินรู้ว่าอู๋เทียนยังเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ผลที่ตามมาย่อมรุนแรงแน่นอน!
“เมิ่งฝาน เจ้าใช่ลูกผู้ชายหรือเปล่า? ไอ้การฟ้องอาจารย์เนี่ยมันน่าอับอายขายหน้าที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่บุรุษเขาทำกันเลยนะ อีกอย่าง พวกเจ้าลงเขามาก็เพื่อฆ่าคนไม่ใช่หรือไง? อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ!”
อู๋เทียนบ่นอุบด้วยความไม่พอใจ
พูดตามตรง เขาไม่ได้ฆ่าคนมานานแล้ว มือมันเริ่มสั่นอยากจะลงมือจริง ๆ
โดยเฉพาะวิชากระบี่ที่เขาเพิ่งคิดค้นขึ้นใหม่ เขาอยากจะหาคนมาสังเวยกระบี่ใจจะขาด
เมิ่งฝานจ้องอู๋เทียนด้วยสายตาจริงจัง น้ำเสียงหนักแน่น “พวกเรามาที่นี่เพื่อฆ่าคนของพรรคมารอินทรีสวรรค์! หากเจ้าฆ่าคนของพรรคมารอินทรีสวรรค์ ข้าจะไม่ก้าวก่าย และจะไม่บอกท่านผู้เฒ่าหลินด้วย”
อู๋เทียนได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกทันที “ดี! งั้นข้าจะไปฆ่าคนของพรรคมารอินทรีสวรรค์!”
ที่จริงแล้ว ทางเลือกที่ดีที่สุดคือไม่ให้อู๋เทียนฆ่าคน เพราะท้ายที่สุดบิดาของเขาส่งเขามาที่หอศาสตราก็เพื่อขัดเกลาจิตสังหารของเขา
แต่ในเมื่อเจ้านี่มาถึงที่แล้ว หากให้เขายืนดูเมิ่งฝานและคนอื่นฆ่าคนโดยที่ตัวเองไม่ได้ลงมือ เมิ่งฝานสังหรณ์ใจว่าอาจเกิดเรื่องที่เลวร้ายยิ่งกว่าขึ้นได้ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
การอุดย่อมไม่ดีเท่าการระบาย…
พวกขยะของพรรคมารอินทรีสวรรค์เหล่านั้น จะฆ่าก็ฆ่าไปเถอะ
นี่คือการปราบมารกำจัดปีศาจ
เย่ชิงหยู หลี่เสวี่ยโหรว หลิวฉางหยวน และหลิวเยี่ยหานทั้งสี่คน หลังจากได้ยินบทสนทนาระหว่างเมิ่งฝานและอู๋เทียน ต่างก็งงงวยอยู่ชั่วครู่
รู้สึกว่าชายที่ชื่ออู๋เทียนคนนี้ไม่ใช่คนในพุทธศาสนา แต่เป็นจอมมารที่กระหายเลือดเสียมากกว่า!
แม้พวกเขาจะเพิ่งรู้จักอู๋เทียนเป็นครั้งแรก แต่ลึก ๆ กลับรู้สึกครั่นคร้ามเจ้าคนนี้อย่างบอกไม่ถูก
“พี่ เขาคือใคร?” หลี่เสวี่ยโหรวขมวดคิ้วถามเมิ่งฝาน
เมิ่งฝานแนะนำขึ้นมาสั้น ๆ ว่า “เขาชื่ออู๋เทียน ถือว่าเป็นศิษย์ใหม่ของหอศาสตรา พวกเจ้าเรียกเขาว่าศิษย์น้องอู๋ก็ได้!”
ทว่าประโยคนี้กลับทำให้อู๋เทียนของขึ้นทันที
เขาแผดเสียงด่า “ผายลมเถอะ! จะเรียกข้าว่าศิษย์น้อง ต้องชนะข้าให้ได้ก่อนถึงจะมีสิทธิ์! ใครอยากเรียกข้าว่าศิษย์น้อง มาลองรับกระบี่ในมือข้าดูสักกระบวนท่าก่อน!”
หลี่เสวี่ยโหรวได้ยินดังนั้นก็ไม่สนใจอู๋เทียน เลือกที่จะเพิกเฉย
หลิวฉางหยวนมองอู๋เทียนที่มีสีหน้าดุร้ายน่ากลัวแล้วก็ไม่พูดอะไร เขารับรู้ได้ว่าอู๋เทียนนั้นอยู่ในระดับชั้นเทียนหยวนชั้นที่หกเหมือนกับตน
แต่เขารู้สึกครั่นคร้ามอยู่บ้าง ตระหนักดีว่าตนเองคงไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของอู๋เทียนได้
ส่วนเย่ชิงหยูและหลิวเยี่ยหานนั้นต่างมองอู๋เทียนด้วยสายตาไม่พอใจ รู้สึกว่าเจ้าหนุ่มคนนี้ยโสโอหังเกินไป!
อย่างไรก็ตามเย่ชิงหยูเป็นคนเย็นชา นางจึงขี้เกียจจะถือสาอู๋เทียน จะมีก็เพียงหลิ่วเยี่ยหานที่ไม่ยอมคน
“ตกลง ข้าจะประลองกับเจ้าสักกระบวนท่า หากเจ้าชนะข้าได้ ข้าจะเรียกเจ้าว่าศิษย์พี่”
อู๋เทียนรีบสวนกลับทันที “ข้าพูดคำไหนคำนั้น หากเจ้าชนะ ข้าก็จะเรียกเจ้าว่าศิษย์พี่เหมือนกัน!”
ความปรารถนาที่จะเอาชนะระหว่างบุรุษมักจะเกิดขึ้นในเรื่องแปลก ๆ เสมอ ซึ่งในสายตาของเย่ชิงหยูและหลี่เสวี่ยโหรวแล้ว มันดูค่อนข้างไร้เดียงสา
อู๋เทียนและหลิ่วเยี่ยหานออกมาที่ลานโล่งหน้าโรงเตี๊ยม ทั้งคู่ชักกระบี่ออกมาประจันหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร
“ตั้งแต่ข้าฝึกกระบี่ปราบมารที่คิดค้นเองสำเร็จ ก็มัวแต่กลุ้มใจว่าไม่มีคู่มือที่เหมาะสม ไอ้เจ้าเมิ่งฝานนั่นเก่งเกินไป ช่วงนี้ข้าหาเรื่องไปประลองกับเขาก็มีแต่หาที่อับอายใส่ตัว พอดีเลย… ข้าจะได้หาความมั่นใจคืนมาจากเจ้านี่แหละ!”
หลิวเยี่ยหานได้ยินดังนั้นก็โกรธจัดในใจ
เขาคือผู้ฝึกตนขั้นเทียนหยวนระดับเก้า อีกเพียงก้าวเดียวก็จะก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมแก่นพลังได้แล้ว กลับถูกมองเป็นเพียง “เครื่องมือ” สร้างความมั่นใจงั้นหรือ?
ฟังจากคำพูดของอู๋เทียน ดูเหมือนว่าอู๋เทียนเคยพ่ายแพ้ต่อเมิ่งฝานมาก่อน
เขายอมรับว่าสู้เมิ่งฝานไม่ได้ แต่เขายังจะสู้คนที่แพ้เมิ่งฝานไม่ได้อีกหรือ?
แสงกระบี่สองสายระเบิดออกหน้าโรงเตี๊ยม
หลิ่วเยี่ยหานผู้มีระดับเทียนหยวนระดับเก้า กลับถูกอู๋เทียนที่อยู่เพียงเทียนหยวนระดับหกสยบลงในพริบตา
หากอู๋เทียนไม่ออมมือเพียงกระบี่เดียวเขาก็สามารถฟันศีรษะหลิ่วเยี่ยหานให้หลุดจากบ่าได้แล้ว
“ฝีมือแค่นี้ยังอยากจะเรียกหลวงพี่อย่างข้าว่าศิษย์น้อง? เหอะ ๆ เจ้าเด็กน้อย เรียกหลวงพี่ว่าศิษย์พี่อู๋เสียดี ๆ เถอะ!” อู๋เทียนมองหลิ่วเยี่ยหานอย่างผู้ชนะ วางท่าทางยโสโอหังอย่างยิ่ง
ต้องบอกว่าหลังจากลงเขามา เจ้าเด็กนี่ ‘พองลม’ จนตัวลอยจริง ๆ
ตอนอยู่ที่หอศาสตรา เขาเป็นเพียงน้องเล็ก แม้แต่ศิษย์พี่หลัวเขาก็ไม่กล้ารังแก พอลงเขามาถึงที่นี่ กลับเรียกแทนตัวเองว่าหลวงพี่คำหนึ่ง หลวงพี่คำสอง พองตัวจนกู่ไม่กลับแล้ว!
เมิ่งฝานจ้องมองดูเหตุการณ์นั้นอย่างเงียบสงบ โดยมิได้พูดอะไรออกมาสักคำ
เพราะอู๋เทียนไม่กล้าเรียกตัวเองว่าหลวงพี่ต่อหน้าเขา อย่างมากก็แค่รังแกหลิวเยี่ยหาน อีกอย่างอู๋เทียนก็นับว่าเป็นคนของหอศาสตรา เขาไม่มีความจำเป็นต้องไปเข้าข้างคนนอก
“พี่ชาย คนรอบข้างของพี่นี่ ทำไมถึงมีแต่พวกสัตว์ประหลาดเหนือมนุษย์เพิ่มขึ้นมาทีละคนแบบนี้ล่ะ” หลี่เสวี่ยโหรวถามด้วยความอึ้งงันหลังจากเห็นกระบี่นั้นของอู๋เทียน
ยอดฝีมือเทียนหยวนระดับเก้าอย่างหลิ่วเยี่ยหานและเย่ชิงหยูมาเดินตามเมิ่งฝานก็ว่าไปอย่าง แต่นี่จู่ ๆ ก็มีตัวประหลาดขั้นเทียนหยวนระดับหกที่มีฝีมือทัดเทียมขั้นหลอมแก่นพลังโผล่ออกมาอีก...
หรือว่าคนประเภทเดียวกันมักจะดึงดูดเข้าหากันจริง ๆ?