วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 245 ข้าก็อยากเหลือปากคำ แต่ความสามารถไม่อำนวย
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 245 ข้าก็อยากเหลือปากคำ แต่ความสามารถไม่อำนวย
บทที่ 245 ข้าก็อยากเหลือปากคำ แต่ความสามารถไม่อำนวย
ในวินาทีที่เห็นห่อผ้านี้ คิ้วของเมิ่งฝานก็ขมวดเข้าหากันทันที
ความจริงไม่ใช่แค่เมิ่งฝาน แต่หลี่เสวี่ยโหรวและเย่ชิงหยูก็สายตาคมปลาบขึ้นมาเช่นกัน
สิ่งที่ห่ออยู่ในผ้าผืนนี้เห็นชัดว่าคือศีรษะคน!
ไม่จำเป็นต้องใช้จิตสำนึกสำรวจตรวจสอบ ก็รู้สึกได้เลย
ภายในห้องของเมิ่งฝาน อู๋เทียนโยนห่อผ้าลงบนโต๊ะ ทันใดนั้นก็มีรอยเลือดซึมลงบนเนื้อไม้
“ครั้งนี้โชคดีที่มีข้า ไม่อย่างนั้นนะ เจ้าพวกแซ่หลิวสองคนนี้คงได้ไปเฝ้ายมบาลกันหมดแล้ว” อู๋เทียนกล่าวด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
เบื้องหลังอู๋เทียน สีหน้าของหลิวเยี่ยหานและหลิวฉางหยวนดูค่อนข้างกระอักกระอ่วน แววตายังคงแฝงไปด้วยความหวาดผวา
“ในห่อผ้านั่น ศีรษะของใคร?” เมิ่งฝานเอ่ยปากถามตรง ๆ
“ศิษย์พี่เมิ่งก็คือศิษย์พี่เมิ่งจริง ๆ ยังไม่ทันเปิดก็รู้แล้วว่าข้างในคือหัวคน” อู๋เทียนหัวเราะฮิ ๆ
“ข้าแค่อยากรู้ว่า หัวคนในนั้นเป็นของคนที่อยู่ในพรรคมารอินทรีสวรรค์หรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ ตามข้อตกลง เมื่อข้ากลับไปก็จะบอกท่านผู้เฒ่าหลินแน่นอน!”เมิ่งฝานเหลือบมองอู๋เทียนแวบหนึ่ง
สีหน้ายิ้มร่าของอู๋เทียนชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยังเถียงอย่างข้าง ๆ คู ๆ ว่า “ถึงหัวนี่จะไม่ใช่คนของพรรคมารอินทรีสวรรค์ แต่มันก็สมควรตายจริง ๆ ข้าฆ่ามันไม่ผิดสักนิด
“ศิษย์น้องหลิว เจ้าลองเล่ามาสิว่าเกิดอะไรขึ้น?” เมิ่งฝานไม่ฟังอู๋เทียน แต่หันไปถามหลิวฉางหยวนแทน
อู๋เทียนถลึงตาใส่หลิวฉางหยวน เป็นการข่มขู่ต่อหน้าต่อตาว่าถ้าเจ้ากล้าพูดจาเลอะเทอะล่ะก็ ได้เจอดีแน่!
หลิวฉางหยวนยิ้มขมขื่นอย่างจนปัญญา “ศิษย์พี่เมิ่ง เรื่องเป็นอย่างนี้ หลังจากเราออกจากโรงเตี๊ยมไป ไม่นานนักเราก็สืบพบที่กบดานของพรรคมารอินทรีสวรรค์ได้สำเร็จ มันราบรื่นจนเกินคาด แต่ทว่าก่อนที่เราจะไปถึงที่นั่น เรากลับถูกซุ่มโจมตี!”
“คนที่ซุ่มโจมตีเราไม่ใช่พรรคมารอินทรีสวรรค์ แต่เป็นคนของสำนักกระบี่อู๋จี๋ ดังนั้นเราจึงสงสัยว่า คนของสำนักกระบี่อู๋จี๋อาจจะสมรู้ร่วมคิดกับพรรคมารอินทรีสวรรค์ แม้แต่เรื่องที่พวกเราสืบหาที่กบดานของพรรคมารได้ง่ายขนาดนั้น ก็น่าจะเป็นเพราะสำนักกระบี่อู๋จี๋จงใจปล่อยข่าวให้”
คำพูดของหลิ่วฉางหยวนทำให้เย่ชิงหยูและหลี่เสวี่ยโหรวสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
สำนักกระบี่อู๋จี๋และสำนักกระบี่คุนหลุน ถูกขนานนามในแดนเหนือว่ามีชื่อเสียงทัดเทียมกับสำนักกระบี่ซู่ซัน ศิษย์ของสำนักกระบี่อู๋จี๋ผู้ยิ่งใหญ่ จะไปทำเรื่องสมรู้ร่วมคิดกับพรรคมารได้อย่างไร?
โดยเฉพาะหลี่เสวี่ยโหรวกำหมัดแน่นขึ้นมาทันที
ก่อนหน้านี้นางเชื่อใจหลินเฟยหลงอย่างที่สุด รู้สึกว่าหลินเฟยหลงมีชะตากรรมที่น่าสงสารเหมือนกับนาง
ตั้งแต่เมื่อวานที่รู้ว่าหลินเฟยหลงฝึกเจตจำนงกระบี่ไท่ซั่งไร้รัก นางก็ผิดหวังมากพออยู่แล้ว มาวันนี้คนพวกนี้ยังน่าสงสัยว่าสมรู้ร่วมคิดกับพรรคมารอินทรีสวรรค์อีก นี่เป็นเรื่องที่ทำให้นางโกรธจนเกินจะระงับได้
ใครจะสมรู้ร่วมคิดกับพรรคมารอินทรีสวรรค์ก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่หลินเฟยหลง… หรือเขาจะลืมไปแล้วว่าคนทั้งหมู่บ้านต้องตายอย่างอนาถได้อย่างไร?
คิดถึงตรงนี้ หลี่เสวี่ยโหรวก็โกรธจนไหล่สั่นเทา
เมิ่งฝานยื่นมือออกไปวางบนไหล่ของหลี่เสวี่ยโหรวแล้วตบเบา ๆ “อย่าเพิ่งโกรธไป บางทีเป้าหมายของหลินเฟยหลงตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้อาจจะไม่เคยเปลี่ยนไปเลย เขาก็แค่ยังอยากแทรกซึมเข้าไปในพรรคมารอินทรีสวรรค์เท่านั้น”
เมื่อได้ยินคำปลอบของเมิ่งฝาน หลี่เสวี่ยโหรวก็ได้แต่ยิ้มขื่นแล้วส่ายหน้า
ไม่ว่าความคิดของหลินเฟยหลงจะเป็นอย่างไร แต่ในเมื่อเขาเริ่มวางแผนล่อลวงนางมาที่นี่ เขาก็ย่อมเป็นศัตรูไม่ใช่สหายอีกต่อไป หลี่เสวี่ยโหรวไม่ใช่พวกแม่พระจนต้องไปหาข้ออ้างให้หลินเฟยหลง
“ไม่ว่าเขาจะมีจุดประสงค์อะไร ในเมื่อเขาเลือกจะลงมือกับพวกเรา ข้าก็จะไม่ละเว้น พี่ ถ้าเจอเขาอีกครั้ง ข้าจะฆ่าเขาด้วยมือของข้าเอง!”
เมิ่งฝานลูบหัวหลี่เสวี่ยโหรวแล้วยิ้ม “วางใจเถอะ พี่ไม่แย่งหรอก หมอนั่นไม่คู่ควรให้พี่ลงมือด้วยซ้ำ”
เขาไม่ได้พูดจาเสแสร้งว่าเรื่องฆ่าคนให้เป็นหน้าที่ตนเอง ในเมื่อหลี่เสวี่ยโหรวมีความแค้นฝังลึกอยู่ในใจ นางก็ถูกลิขิตมาให้มือต้องเปื้อนเลือด
หากนางไม่ฆ่าคน นางก็จะถูกคนฆ่า!
“หลิ่วเยี่ยหาน เจ้าแน่ใจนะว่าคนที่ซุ่มโจมตีพวกเจ้าคือคนของสำนักกระบี่อู๋จี๋?” เมิ่งฝานหันไปถามหลิวเยี่ยหานที่อยู่หลังสุด (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
อู๋เทียนกับหลิ่วฉางหยวนพูดไปแล้ว เขาจึงอยากถามหลิวเยี่ยหานอีกคน
“ถูกต้อง เป็นคนของสำนักกระบี่อู๋จี๋จริง ๆ ทั้งหมดหกคน เป็นคนที่เจอที่โรงเตี๊ยมเมื่อวานนี้ ข้าจำคนแม่นมาก ไม่มีทางจำผิดแน่!” หลิวเยี่ยหานกล่าวด้วยความมั่นใจ
เมิ่งฝานพยักหน้าแล้วเปิดห่อผ้าบนโต๊ะออก
ศีรษะที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงวางอย่างเงียบงันอยู่บนโต๊ะ ดูแปลกตาแต่ก็คุ้นหน้าอยู่บ้าง เป็นคนของสำนักกระบี่อู๋จี๋ที่เคยเห็นในโรงเตี๊ยมเมื่อวานจริง ๆ
ถ้าเมิ่งฝานจำไม่ผิด เจ้านี่อยู่ขั้นเทียนหยวนระดับเก้า
เป็นคนของสำนักกระบี่อู๋จี๋ที่พบเห็นกันที่โรงเตี๊ยมเมื่อวานนั่นเอง
กลุ่มหกคน มีผู้บำเพ็ญขั้นเทียนหยวนระดับเก้าอยู่ด้วย ถ้าอู๋เทียนไม่ลงมือ หลิวเยี่ยหานกับหลิวฉางหยวนย่อมต้านทานไม่ไหวแน่นอน!
“ไม่มีใครรอดชีวิตเลยหรือ? น่าจะจับมาสอบถามสักหน่อยว่าทำไมพวกเขาถึงต้องร่วมมือกับพรรคมารอินทรีสวรรค์มาจัดการเรา?” เมิ่งฝานถาม
เมื่อได้ยินคำถามของเมิ่งฝาน อู๋เทียนก็ก้มหน้าลงมองปลายเท้าตัวเองทันที หลิวฉางหยวนเหลือบมองอู๋เทียนแล้วไม่กล้าพูดอะไร
หลิวเยี่ยหานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เอ่ยปากว่า “ศิษย์พี่อู๋ลงมือหนักไปหน่อย ไม่มีใครรอดเลย!”
เมิ่งฝานหันมามองอู๋เทียนในทันที
อู๋เทียนเมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของเมิ่งฝานก็เงยหน้าขึ้นอย่างจนใจแล้วพูดอย่างอาย ๆ ว่า “นี่ไม่ใช่ความผิดข้านะ เจ้าพวกเวรสำนักอู๋จี๋มันลงมือก่อน ข้าลงมือไปแล้วจะไปควบคุมได้ยังไงล่ะ? เรื่องนี้ช่วยไม่ได้จริง ๆ ก็เพราะข้ามันเก่งเกินไป ข้าก็อยากจะเหลือคนรอดไว้สักคนนะ แต่ความสามารถมันไม่เอื้ออำนวยจริง ๆ!”
ตอนอยู่ที่หอศาสตรา เมิ่งฝานแค่รู้จากปากท่านผู้เฒ่าหลินว่าอู๋เทียนมีจิตสังหารรุนแรง และตอนประลองกัน เมิ่งฝานก็เป็นฝ่ายอัดอู๋เทียนอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอด ดังนั้นเมิ่งฝานจึงไม่เคยสัมผัสถึงจิตสังหารของอู๋เทียนได้จริง ๆ
แต่พอผ่านเรื่องนี้ไป เมิ่งฝานก็พอจะสัมผัสได้บ้างแล้ว แต่เนื่องจากไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ความรู้สึกจึงยังไม่ลึกซึ้งนัก!
“ไม่มีคนรอดชีวิต ก็น่าเสียดายไปหน่อย” เย่ชิงหยูกล่าวอย่างจนใจ
เมิ่งฝานเหลือบมองนางแล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “น่าเสียดายอะไรกัน ก็แค่ไปจับมาเพิ่มอีกคนก็สิ้นเรื่อง!”
เมื่อได้ยินคำพูดของเมิ่งฝาน คนอื่นยังไม่ทันมีปฏิกิริยา แต่อู๋เทียนตาเป็นประกายขึ้นมาก่อน
เห็นได้ชัดว่าเขากำลังตื่นเต้น
นี่มันจังหวะจะได้ไปหาเรื่องตีกันอีกรอบชัด ๆ!
เมิ่งฝานจ้องอู๋เทียนแล้วพูดอย่างขัดใจ “ครั้งนี้ไม่ต้องให้เจ้าไป”
อู๋เทียนรีบพูดขึ้นว่า “อย่านะ พวกกุ้งแห้งปูเค็มพวกนั้น ขาดข้าไม่ได้หรอก เกิดไปตายยกคณะขึ้นมาจะทำยังไง!”
“ข้าจะไปเอง!” เมิ่งฝานเหลือบมองอู๋เทียน
เรื่องนี้…
อู๋เทียนถึงกับใบ้กิน ไปต่อไม่เป็นเลยทีเดียว เพราะเมิ่งฝานเก่งกว่าเขาจริง ๆ
เขาแอบสาบานในใจว่า ลงเขามาคราวนี้ต้องหาหินวิญญาณให้ได้เยอะ ๆ กลับไปจะตั้งใจหยั่งรู้ศิลาจารึกเทพกระบี่ต่อ เพื่อก้าวข้ามเจ้าบ้านี่ให้ได้
ถึงตอนนั้น เขาจะให้เมิ่งฝานคุกเข่าลงเรียกเขาว่าศิษย์พี่!
ในตอนนั้นเอง หลิวฉางหยวนที่อยู่ตรงข้ามเมิ่งฝานก็มีท่าทางเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างออกมา
“เจ้ามีความคิดอะไร?” เมิ่งฝานถามหลิ่วฉางหยวน
หลิ่วฉางหยวนเอ่ยด้วยความกังวลว่า “ศิษย์พี่เมิ่ง แม้ครั้งนี้ศิษย์สำนักอู๋จี๋จะซุ่มโจมตีพวกเรา แต่พวกเราก็ไม่ได้รับบาดเจ็บและปลอดภัยดี ทว่าฝ่ายสำนักอู๋จี๋กลับตายไปถึงหกคน! หากมีการตรวจสอบขึ้นมา บางทีคนที่ลำบากจะเป็นฝ่ายเราเสียเอง ข้าคิดว่าเราไม่ควรไปหาเรื่องสำนักอู๋จี๋ต่อ แต่ควรจะรายงานเรื่องนี้กลับไปยังสำนักกระบี่ซู่ซันเสียก่อน”