วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 246 ว่าด้วยความสำคัญของการมีอาจารย์ที่ดี
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 246 ว่าด้วยความสำคัญของการมีอาจารย์ที่ดี
บทที่ 246 ว่าด้วยความสำคัญของการมีอาจารย์ที่ดี
อันที่จริงสิ่งที่หลิวฉางหยวนพูดมานั้นไม่มีอะไรผิด
มันคือความจริงที่ว่าพวกเขานั้นไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่นิดเดียว ในขณะที่คนของสำนักกระบี่อู๋จี๋กลับตายไปถึงหกคน!
หากเรื่องนี้มีการหยิบยกมาถกเถียงกัน ในตอนท้ายคนที่เสียเปรียบก็น่าจะเป็นฝ่ายพวกเขาเสียเอง เพราะอีกฝ่ายตายไปแล้ว ย่อมไม่มีพยานมายืนยันความบริสุทธิ์ได้!
การรีบแจ้งเรื่องนี้ให้สำนักกระบี่ซู่ซันทราบเพื่อให้ทางสำนักออกหน้าจัดการ ย่อมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าแน่นอน
แน่นอนว่าความคิดนี้ก็ดีอยู่หรอก แต่มันช่างขี้ขลาดเกินไปสักหน่อย ด้วยอุปนิสัยของเมิ่งฝาน เขาไม่มีทางยอมกลืนความอยุติธรรมนี้แน่
เอ่อ… จะว่าไปเขาก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไรนะ
ตามทฤษฎีแล้ว รวมถึงความเป็นจริง คนที่เสียเปรียบคือคนของสำนักกระบี่อู๋จี๋ต่างหาก!
แต่เมิ่งฝานนั้น มีนิสัยว่า หากผู้อื่นไม่ยุ่งกับข้า ข้าก็ไม่ยุ่งกับผู้อื่น
แต่ถ้าผู้อื่นมาก่อเรื่องกับข้า ก็อย่าหวังจะเจรจากันได้
ว่าแต่ว่า คนของสำนักกระบี่อู๋จี๋เหล่านี้ทำไมถึงวางแผนลับหลัง ทำไมถึงต้องมายุ่งกับพวกเขา?
เรื่องเหล่านี้เมิ่งฝานต้องหาคำตอบให้ได้ ในเมื่อมีคนวางแผนดักซุ่มโจมตีตัวเอง จะทนปล่อยผ่านไปได้อย่างไร?
แน่นอนว่าทำไม่ได้!
เมิ่งฝานจึงมองหลิ่วฉางหยวนแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ศิษย์น้องหลิว ข้าคิดว่าสิ่งที่เจ้าพูดมานั้นมีเหตุผลมาก! ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ภารกิจสำคัญนี้ข้ามอบหมายให้เจ้าก็แล้วกัน เจ้าจงรีบกลับไปแจ้งสำนัก เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ให้ชัดเจน อ้อ มีอีกเรื่องที่ห้ามลืมเด็ดขาด เจ้าต้องแจ้งเรื่องนี้ให้ท่านผู้เฒ่าหลินแห่งหอศาสตราทราบด้วย!”
พูดจบแล้ว เขาก็ส่งหลิวฉางหยวนเดินทางกลับสำนักกระบี่ซู่ซันอย่างเร่งด่วน
เจ้าหนุ่มหลิวฉางหยวนคนนี้ ในเมื่อขี้ขลาดขนาดนี้ รั้งอยู่ที่นี่ไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้ส่งเขาไปทำงานที่เขาสามารถทำได้จะดีกว่า
เป็นการเตรียมการไว้สองทาง!
ฆ่าลูกศิษย์ของสำนักกระบี่อู๋จี๋ไปแล้วหลายคน แล้วยังจะกลัวว่าสำนักกระบี่อู๋จี๋จะกลับมาใส่ร้ายอีกหรือ?
กลัวอะไรกัน…
ให้หลิ่วฉางหยวนกลับไปแจ้งสำนักกระบี่ซู่ซันก่อน ต่อให้สำนักกระบี่ซู่ซันไม่ยอมหนุนหลังพวกเขา แต่ก็ยังมีท่านผู้เฒ่าหลินอยู่
ขอเพียงข่าวไปถึงท่านผู้เฒ่าหลิน ท่านก็จะต้องออกหน้าช่วยเหลืออย่างแน่นอน
ในสถานการณ์เช่นนี้ เมิ่งฝานรู้สึกว่าแม้จะสังหารศิษย์สำนักกระบี่อู๋จี๋เพิ่มอีกสักกี่คน ก็ยังรับมือได้!
‘ว่าด้วยความสำคัญของการมีอาจารย์ที่ดี’
“พี่ แล้วตอนนี้เราจะทำยังไงกันดี? ต้องรออีกแล้วหรือ? รอให้ศิษย์พี่หลิวแจ้งข่าวกลับสำนักกระบี่ซู่ซัน แล้วรอการตอบกลับจากสำนักหรือ?” หลี่เสวี่ยโหรวถามอย่างจนใจ
ต้องยอมรับเลยว่าแม่นางน้อยคนนี้มีมารยาทจริง ๆ
ในขณะที่ทุกคนที่นี่เรียกหลิ่วฉางหยวนว่าศิษย์น้อง มีเพียงนางคนเดียวที่เรียกเขาว่าศิษย์พี่
เมิ่งฝานส่ายหน้า “รอรึ? จะรอไปถึงเมื่อไหร่ ป่านนี้คนคงหนีไปหมดแล้ว! พวกเราออกเดินทางกันเดี๋ยวนี้ ไปพบพวกสำนักกระบี่อู๋จี๋นั่นสักหน่อย เดิมทีมาที่นี่ตั้งใจจะฆ่าศิษย์พรรคมารอินทรีสวรรค์ นึกไม่ถึงว่ายังไม่ได้ฆ่าคนของพรรคมารสักคน กลับได้ลงมือกับคนของสำนักอู๋จี๋ก่อนเสียแล้ว”
เมิ่งฝานลุกขึ้นเดินออกจากห้อง
จะฆ่าก็ฆ่าไปเถอะ!
ถือโอกาสใช้คนของสำนักอู๋จี๋เหล่านี้เป็นหุ่นฝึกกระบี่ให้บรรดา “ศิษย์” ของเขาไปเลย
เพราะพวกพรรคมารอินทรีสวรรค์เหล่านั้นไม่ได้ฝึกวิชากระบี่ จะไปเก่งสู้ “เครื่องมือ” จากสำนักอู๋จี๋ได้อย่างไร?
เมิ่งฝานเดินพ้นประตูห้อง หลิวเยี่ยหานและเย่ชิงหยูก็เดินตามออกมา อู๋เทียนก็ก้าวตามมาด้วย แต่เมิ่งฝานหันกลับไปถลึงตาใส่ “เจ้าอยู่เฝ้าบ้าน!”
“ศิษย์พี่เมิ่ง โรงเตี๊ยมเล็ก ๆ นี่นับเป็นบ้านที่ไหนกัน? ต่อให้ถูกคนถล่มราบเป็นหน้ากลองมันก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราสักหน่อย มีอะไรต้องเฝ้า?” อู๋เทียนพูดอย่างไม่ใส่ใจ
ฟังดูแล้วก็มีเหตุผลอยู่บ้าง! (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
เมิ่งฝานคิดทบทวนดู สุดท้ายก็ยอมให้อู๋เทียนตามมาด้วย
เขาเป็นคนติดนิสัยระมัดระวัง ในสถานการณ์เช่นนี้ มีกำลังเพิ่มขึ้นมาอีกส่วนย่อมดีกว่ามีน้อยกว่าส่วนหนึ่ง
ทั้งห้าคนเดินออกจากโรงเตี๊ยมเยว่ไหล
“ศิษย์พี่เมิ่ง ก่อนหน้านี้เราสืบทราบมาว่า พวกสำนักกระบี่อู๋จี๋พักอยู่ที่โรงเตี๊ยมโหยวเจียน”
หลิวเยี่ยหานกล่าวกับเมิ่งฝาน เมิ่งฝานไม่มีเวลามานั่งล้อเลียนชื่อโรงเตี๊ยม “โหยวเจียน” (ที่มีอยู่)
เขาพาทั้งสี่มุ่งตรงไปยังที่นั่นทันที ทว่ายามนี้กลับว่างเปล่าไร้ร่องรอยคน พวกสำนักอู๋จี๋ไม่อยู่ที่นี่แล้ว
“ไอ้พวกสวะพวกนี้ ขี้ขลาด ตาขาว หนีไปซ่อนตัวหมดแล้ว! สงสัยคงจะถูกหลวงพี่อย่างข้าขู่จนขวัญหนีดีฝ่อล่ะสิ ฮ่าฮ่า!” อู๋เทียนหัวเราะอย่างลำพองใจ
เมิ่งฝานปรายตามองอู๋เทียนทีหนึ่ง อดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบน
เจ้าหมอนี่ตอน ‘สร้างตัวละคร’ สงสัยจะใส่แต้มพรสวรรค์เยอะไปหน่อย จนรู้สึกว่าแต้มสติปัญญาจะไม่พอใช้ เลยทำมาส่งเดชให้มันครบ ๆ ไปอย่างนั้น
“แมลงสาบที่อยู่กลางแสงแดดนั้นไม่น่ากลัวหรอก แต่พวกเหลือบไรที่ซ่อนอยู่ในมุมมืดต่างหากที่น่ารังเกียจ เจ้าเองก็อย่าคลายความระมัดระวังล่ะ เมื่อวานในกลุ่มสำนักอู๋จี๋มีคนขั้นหลอมแก่นพลังอยู่ด้วย เจ้าอาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาก็ได้!” เมิ่งฝานกล่าวเตือนอู๋เทียน
อู๋เทียนพลันโกรธจัด “ผาย… พูดจาเลอะเทอะ เมื่อก่อนข้าก็เคยสู้ตายกับผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นพลังมาแล้วโดยไม่เพลี่ยงพล้ำ ตอนนี้ความแข็งแกร่งข้าก้าวหน้าไปตั้งขนาดนี้ กระบี่เดียวข้าก็ฟันขั้นหลอมแก่นพลังขาดกระจุยได้แล้ว เดี๋ยวถ้าเจอไอ้เด็กนั่น เจ้าห้ามมาแย่งข้านะ คอยดูเถอะว่าข้าจะฟันมันให้ตายในกระบี่เดียวได้อย่างไร!!!”
ก็แค่ขั้นหลอมแก่นพลัง เมื่อก่อนเขาก็ไม่กลัว ตอนนี้ยิ่งไม่อยู่ในสายตา
“ถ้าเจ้ารับมือได้ก็ดี” เมิ่งฝานตอบปัดไปอย่างรำคาญ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
อู๋เทียนจะฟันขั้นหลอมแก่นพลัง หลี่เสวี่ยโหรวจะฟันหลินเฟยหลง ส่วนพวกเบี้ยล่างที่เหลือก็ยกให้เย่ชิงหยูกับหลิวเยี่ยหานจัดการ
พอดีเลย เขาจะได้ไม่ต้องลงมือเอง!
จะว่าไป ความรู้สึกแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน เหมือนลูกพี่ใหญ่ที่พาลูกน้องออกไป ลูกพี่แค่โบกมือนิดหน่อยพวกลูกน้องก็เคลียร์ปัญหาให้หมด ไม่จำเป็นต้องให้ลูกพี่ใหญ่ออกโรงเลยสักนิด
“ศิษย์พี่เมิ่ง ในเมื่อพวกเขาหนีไปแล้ว เรายังต้องตามหาต่อไหม?” หลิวเยี่ยหานถามอย่างลังเล
เมิ่งฝานพยักหน้า “ตราบใดที่พวกเขายังอยู่ในตำบลอวี้อวิ๋น ก็ต้องลากตัวออกมาให้ได้ แต่ถ้าพวกเขาหนีกลับสำนักอู๋จี๋ไปแล้ว ก็ช่างเถอะ”
หากคนพวกนี้ยังรั้งอยู่ในตำบลอวี้อวิ๋น ย่อมพิสูจน์ได้ว่าพวกมันยังไม่สิ้นฤทธิ์ และยังคิดจะวางแผนเล่นงานพวกเมิ่งฝานอยู่
เรื่องนี้เมิ่งฝานย่อมทนไม่ได้!
หากเป็นศัตรู ก็ต้องใช้มาตรการสายฟ้าฟาดสยบให้สิ้นซาก อย่าเปิดโอกาสให้พวกมันได้เล่นตุกติก
“อู๋เทียน ในเมื่อเจ้าอยากฟันนักพรตขั้นหลอมแก่นพลังของสำนักอู๋จี๋คนนั้น เช่นนั้นหน้าที่ตามหาตัวเขาก็ยกให้เจ้าก็แล้วกัน พอดีสัมผัสเทวะของเจ้าค่อนข้างแข็งแกร่ง หาคนได้สะดวกกว่า” เมิ่งฝานบอกอู๋เทียน
อู๋เทียนได้ยินดังนั้นก็รีบส่ายหน้าทันที “นั่นไม่ได้หรอก ฆ่าคนข้าก็ทำ ตามหาคนข้าก็ต้องทำอีก แบบนี้ข้าก็กลายเป็นแรงงานเปล่า ๆ น่ะสิ?”
เรื่องตีกันหรือฆ่าคนเขาเต็มใจทำ เพราะมันคือสิ่งที่เขาชอบ แต่เรื่องตามหาคน ทำไมต้องให้เขาไปทำด้วย?
เมิ่งฝานมองอู๋เทียนแล้วยิ้มกล่าวว่า “ขั้นหลอมแก่นพลังของสำนักอู๋จี๋คนนั้น ดูท่าทางจะเป็นคนมีระดับ คนประเภทนี้ ย่อมมีทรัพย์สินติดตัวไม่น้อย! ถ้าเจ้าหาเขาเจอแล้วฆ่าเขาได้ หินวิญญาณและสมบัติบนตัวเขาก็จะเป็นของเจ้าทั้งหมด ข้าไม่แย่ง!”
อู๋เทียนได้ยินดังนั้น ดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นมาทันที
ตอนนี้เขาขาดแคลนหินวิญญาณจริง ๆ!
คิดได้ดังนั้น เขาก็ไม่เกี่ยงงอนเรื่องตามหาคนอีกต่อไป ตราบใดที่มีหินวิญญาณ จะให้ทำอะไรเขาก็ยอมหมด
มุมปากของเมิ่งฝานยกโค้งลึกขึ้นเห็นได้ชัด เขาไม่ได้หลอกอู๋เทียน
ฆ่าได้ หินวิญญาณและสมบัติก็เป็นของเจ้าจริง ๆ นั่นแหละ แต่ถ้าเจ้าฆ่าเขาไม่ได้ นั่นก็ช่วยไม่ได้แล้ว!
ด้วยเหตุนี้ เมิ่งฝานจึงพาเย่ชิงหยู หลี่เสวี่ยโหรว และหลิวเยี่ยหาน มานั่งลงที่โรงเตี๊ยมโหยวเจียน สั่งกับแกล้มและสุรามาเล็กน้อย
นั่งกินดื่มไปพลาง ๆ รอคอยข่าวการสืบสวนจาก “แรงงานเปล่า” อย่างอู๋เทียนอย่างใจเย็น