วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 248 ข้าไม่ใช่จอมมารที่ฆ่าคนไม่กะพริบตาเสียหน่อย
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 248 ข้าไม่ใช่จอมมารที่ฆ่าคนไม่กะพริบตาเสียหน่อย
บทที่ 248 ข้าไม่ใช่จอมมารที่ฆ่าคนไม่กะพริบตาเสียหน่อย
ในที่สุด ทั้งห้าคนก็ได้ออกจากโรงเตี๊ยมเพื่อไปตามหาผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นพลังคนสุดท้ายของสำนักกระบี่อู๋จี๋
ครั้งนี้จำเป็นต้องจับเป็นให้ได้
การจับเป็นผู้ที่อยู่ขั้นหลอมแก่นพลังนั้น ยากกว่าการฆ่าทิ้งหลายเท่าตัวนัก
เวลาเหลือน้อย แต่ภารกิจกลับหนักอึ้ง
เมิ่งฝานต้องสืบให้รู้ความจริงให้ได้ว่า ทำไมคนของสำนักกระบี่อู๋จี๋ถึงได้จ้องเล่นงานหลี่เสวี่ยโหรว? มิฉะนั้น ในใจเขาก็คงไม่อาจสงบลงได้เลย
หลังจากออกจากโรงเตี๊ยม เมิ่งฝานเรียกหงชี่ออกมาเพื่อให้ช่วยหาคน
พูดตามตรง ขนาดอู๋เทียนยังหาไม่เจอ โอกาสที่เขาจะหาเจอเองก็น้อยเต็มที
ส่วนหลิวเยี่ยหานและคนอื่น ๆ ที่เหลือ ยิ่งไม่ต้องไปหวังพึ่งพาเลย
ในยามนี้ คนที่พึ่งพาได้จริง ๆ กลับกลายเป็นหงชี่เสียแล้ว!
ต้องยอมรับว่า หลายต่อหลายครั้งหงชี่นั้นเชื่อถือได้ยิ่งกว่าใคร
แน่นอน ยกเว้นท่านผู้เฒ่าหลินเสียคนเดียว เพราะหากพูดถึงความน่าเชื่อถือสูงสุด ก็ยังต้องเป็นท่านผู้เฒ่าหลินอยู่ดี!
ผ่านไปสองชั่วยาม จนท้องฟ้าใกล้จะมืดมิด กลุ่มของเมิ่งฝานก็ยังคงคว้าน้ำเหลว
การที่ยอดฝีมือขั้นหลอมแก่นพลังตั้งใจจะซ่อนตัวนั้น หาตัวยากจริง ๆ
ไม่นานนัก หงชี่ก็กลับมาพร้อมกับส่ายหน้าให้เมิ่งฝาน
“ช่างเถอะ หาไม่เจอก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาอีก ไม่ว่าสำนักกระบี่อู๋จี๋จะมีแผนชั่วอะไร หลังจากเรากำจัดพวกศิษย์พรรคมารอินทรีสวรรค์ที่กบดานอยู่ในตำบลอวี้อวิ๋นจนสิ้นซากแล้ว เราจะกลับซู่ซันทันที ขอเพียงกลับไปถึงสำนักกระบี่ซู่ซัน ไม่ว่าจะเป็นเล่ห์กลหรือแผนชั่วใด ๆ ก็ไม่อาจทำอันตรายพวกเราได้แม้แต่ปลายก้อย!”
เมิ่งฝานมีความมั่นใจในสำนักกระบี่ซู่ซันอย่างเปี่ยมล้น คนอื่น ๆ ก็เช่นกัน
แม้สำนักกระบี่อู๋จี๋จะระดมกำลังทั้งสำนักเพื่อโจมตีซู่ซัน ก็ไม่มีทางสู้กับสำนักกระบี่ซู่ซันได้อยู่ดี
แม้ว่าในนามแล้วสำนักกระบี่อู๋จี๋จะมีชื่อเทียบเคียงกับสำนักกระบี่ซู่ซันและสำนักกระบี่คุนหลุน แต่หากวัดกันที่รากฐานที่แท้จริง ก็ยังคงด้อยกว่าสำนักกระบี่ซู่ซันอยู่มาก!
“ไม่หาแล้วรึ? งั้นตอนนี้พวกเราจะทำอะไรต่อ?” อู๋เทียนเอ่ยถามเมิ่งฝาน
เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนใจร้อนและอยู่ไม่สุข
อันที่จริงเขายังอยากจะหาต่อ เพราะถ้าหาไอ้หมอนั่นไม่เจอ ไม่ได้ฆ่าให้ตาย เขาก็รู้สึกไม่ยินยอมอยู่ลึก ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น บนตัวเจ้านั่นต้องมีหินวิญญาณและสมบัติอยู่เพียบแน่ ๆ และเมิ่งฝานก็บอกไว้แล้วว่าจะไม่แย่งเขา การปล่อยให้มันหนีไปแบบนี้ เขารู้สึกเหมือนทำเงินหล่นหายไปเป็นร้อยล้าน!
เมิ่งฝานไม่สนใจว่าอู๋เทียนจะคิดเล็กคิดน้อยอย่างไร เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า “ตอนนี้ไปที่กบดานของศิษย์พรรคมารอินทรีสวรรค์ หลังจาก ‘กวาดล้าง’ พวกมันเสร็จแล้ว เราจะเร่งเดินทางกลับซู่ซันในคืนนี้ทันที!”
เขาใช้คำว่า ‘กวาดล้าง’ เพราะในจิตสำนึกของเขา ศิษย์พรรคมารอินทรีสวรรค์ที่คอยเข่นฆ่าระรานชาวบ้านเหล่านั้นเป็นเพียงขยะ
และขยะ… ก็มีไว้เพื่อกวาดล้างเท่านั้น!
เมื่อเมิ่งฝานพูดเช่นนี้ คนที่เหลืออยู่ก็ไม่มีใครคัดค้าน
ความจริงตั้งแต่ลงเขามา เมิ่งฝานก็ได้กลายเป็นเสาหลักของคนกลุ่มนี้ไปแล้ว
พูดให้ถูกต้องกว่านั้น ตอนอยู่ที่สำนักกระบี่ซู่ซันก็เช่นกัน!
ฐานที่มั่นของสาวกพรรคมารอินทรีสวรรค์นั้น ตามคำบอกเล่าของอู๋เทียนและพวก น่าจะเป็นข้อมูลที่คนของสำนักกระบี่อู๋จี๋แกล้งปล่อยออกมา
แต่ในตอนนี้ จะจริงหรือเท็จก็ไม่สำคัญแล้ว
คราวก่อนพวกอู๋เทียนมาแล้วถูกซุ่มโจมตี คราวนี้ถ้ามีการซุ่มโจมตีอีกก็ยิ่งดี จะได้กวาดล้างให้สิ้นซากในคราวเดียว
เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งก้านธูป กลุ่มของเมิ่งฝานทั้งห้าคนก็มาถึงเขตบ้านไร่แห่งหนึ่งในแถบชานเมืองตำบลอวี้อวิ๋น
ที่นี่คือฐานที่มั่นของสาวกพรรคมารอินทรีสวรรค์ตามที่ข่าวระบุไว้
เมิ่งฝานหันกลับมาจ้องอู๋เทียนแล้วสั่งว่า “ก่อนจะแน่ใจว่าคนพวกนี้คือคนของพรรคมารอินทรีสวรรค์จริง ๆ เจ้าต้องอยู่เฉย ๆ ห้ามลงมือเด็ดขาด!”
ตามนิสัยของอู๋เทียน เข้าไปถึงคงเปิดฉากสังหารหมู่ทันที
ถ้าหากเข้าใจผิดแล้วไปฆ่าผู้บริสุทธิ์เข้า เรื่องมันจะยุ่งยากใหญ่โต!
อันที่จริง มันก็ไม่เชิงว่ายุ่งยากหรอก แต่นั่นมันคือวิถีของจอมมาร (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
อู๋เทียนเกลือกตามองบน พลางบ่นอุบว่า “พูดเข้า ข้าไม่ใช่จอมมารที่ฆ่าคนไม่กะพริบตาเสียหน่อย ข้าฆ่าเฉพาะคนที่สมควรตายเสมอแหละ!”
เมิ่งฝานถลึงตาจ้องอู๋เทียนเขม็ง
ตอนนี้เขาพอจะตามจังหวะความคิดของเจ้านี่ได้บ้างแล้ว ในสายตาของอู๋เทียน ตราบใดที่เป็นคนที่ไม่ถูกชะตา ก็สามารถนับเป็น “คนที่สมควรตาย” ได้หมดนั่นแหละ
มิน่าเล่าบิดาของอู๋เทียนถึงส่งเขามาที่หอศาสตรา เมิ่งฝานรู้สึกว่าส่งมาหอศาสตรานี่ยังเบาไป น่าจะส่งไปขัดเกลาในเจดีย์สยบมารเสียให้เข็ด!
“ศิษย์น้องหลิว เจ้าลงมือก่อน แอบเข้าไปจับเป็นมาคนหนึ่งเพื่อสอบสวนดู” เมิ่งฝานบอกหลิวเยี่ยหาน เรื่องแบบนี้เขาย่อมไม่มีทางมอบหมายให้อู๋เทียนเด็ดขาด
เพราะในพจนานุกรมของอู๋เทียน ดูเหมือนจะไม่มีคำว่า “จับเป็น” อยู่เลย!
“ตกลง!” หลิวเยี่ยหานไม่พูดพร่ำทำเพลง เขารีบเร้นกายเข้าไปข้างในทันที
ครู่ต่อมา เขาก็ลากร่างของชายหนุ่มชุดเทาที่ถูกตีจนสลบเหมือดกลับมา
ชายหนุ่มผู้นี้มีระดับปราณแท้ชั้นที่แปด ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ชาวนาธรรมดาสามัญ
ชาวนาในระดับระดับฝึกปรือ ขั้นรวบรวมลมปราณนั้นแทบจะไม่มีอยู่ได้เลย แล้วจะกล่าวไปใยถึงระดับวรยุทธ์แท้จริงเล่า!
“ศิษย์พี่เมิ่ง ในไร่นานี้ทุกคนมีตบะหมดเลย อย่างต่ำที่สุดก็คือขั้นวรยุทธ์แท้จริง ที่นี่ไม่ใช่ไร่นาธรรมดาแน่นอน!” หลิวเยี่ยหานกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เมิ่งฝานส่ายหน้าแล้วบอกว่า “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ไร่นาน่ะคือไร่นาจริง ๆ เพียงแต่คนในไร่นาไม่ใช่ชาวนาจริง ๆ ต่างหาก!”
หลี่เสวี่ยโหรวฟาดฝ่ามือใส่หน้าชายหนุ่มชุดเทาคนนั้นทีหนึ่งจนเขาสะดุ้งตื่นขึ้นมา
“พวกเจ้าเป็นใคร?” ชายหนุ่มชุดเทาตื่นขึ้นพร้อมกับมองกลุ่มเมิ่งฝานด้วยความสับสนปนโกรธแค้น
เขารู้ดีว่าตนเองถูกลอบโจมตีจนสลบและถูกจับตัวมา
และผู้ที่สามารถทำให้เขาหมดสติได้นั้น ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่!
“ประโยคนั้น ข้าควรจะเป็นคนถามเจ้าต่างหาก เจ้าเป็นใคร?” เมิ่งฝานจ้องมองชายหนุ่มชุดเทาอย่างเยือกเย็น
ชายหนุ่มชุดเทาหน้าเย็นชา กล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “พวกเจ้าแม้แต่ไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร ก็ยังกล้ามาลงมือกับข้า? ข้าแนะนำให้พวกเจ้าปล่อยข้าไปเสียดีกว่า ข้าเป็นศิษย์แห่งพรรคมารอินทรีสวรรค์ ผู้ใดที่กล้าล่วงเกินพรรคมารอินทรีสวรรค์ไม่เพียงแต่จะต้องตาย แม้แต่ญาติมิตรของพวกเจ้า สืบย้อนไปถึงเก้าชั่วโคตร ก็จะต้องตายทั้งหมด!”
“เป็นคนของพรรคมารอินทรีสวรรค์จริง ๆ ด้วย พวกเจ้าร่วมมือกับสำนักกระบี่อู๋จี๋ คิดจะทำอะไรกันแน่?” เมิ่งฝานจ้องตาชายคนนั้นแล้วถามเสียงเข้ม
เขาไม่ได้หวังว่าเจ้าลูกกระจ๊อกนี่จะบอกคำตอบจริง ๆ หรอก
ที่ถามไปก็แค่ต้องการดูปฏิกิริยาเพื่อประเมินบางอย่างเท่านั้น
ผลปรากฏว่า ชายหนุ่มชุดเทากลับมีสีหน้างุนงงแล้วกล่าวว่า “สำนักกระบี่อู๋จี๋? เจ้าพูดไร้สาระอะไร? ข้าในนามพรรคมารอินทรีสวรรค์อันยิ่งใหญ่ จะไปสมคบกับพวกคนหน้าซื่อใจคดจากสำนักกระบี่อู๋จี๋ได้อย่างไร?”
ฝ่ายธรรมะมองว่าฝ่ายอธรรมคือมารร้าย
ฝ่ายอธรรมก็มองว่าฝ่ายธรรมะคือวิญญูชนจอมปลอม
มองในมุมของแต่ละฝ่าย... ก็ถือว่าไม่ผิดทั้งคู่!
“เสวี่ยโหรว ฆ่าเขาซะ” เมิ่งฝานไม่พูดอะไรกับชายหนุ่มชุดเทาอีกต่อไป กลับหันไปพูดกับหลี่เสวี่ยโหรวแทน
ไม่ใช่ว่าเขาใจคอโหดเหี้ยม แต่ในเมื่อหลี่เสวี่ยโหรวตั้งมั่นจะแก้แค้น หากแม้แต่คนพรรคมารยังไม่กล้าฆ่า เมิ่งฝานก็คิดว่าเขาควรจะห้ามนางไม่ให้ไปแก้แค้นเสียดีกว่า
ถ้าไม่กล้าฆ่าศัตรู จะเรียกว่าแก้แค้นได้อย่างไร?
นั่นเขาเรียกว่าไปรนหาที่ตายชัด ๆ!
แน่นอนว่าเมิ่งฝานไม่มีทางปล่อยให้น้องสาวไปรนหาที่ตาย
และความเป็นจริงก็พิสูจน์แล้วว่า เมิ่งฝานกังวลเกินไป
เมื่อหลี่เสวี่ยโหรวได้ยินดังนั้น นางก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ชักกระบี่ยาวข้างกายออกมาทันที
นางสะบัดมือเพียงครั้งเดียว กระบี่ก็แทงทะลุหัวใจของชายชุดเทาคนนั้นอย่างแม่นยำ รวดเร็วปานสายฟ้า แม่นยำไร้ที่ติ และเหี้ยมเกรียมไร้ความปรานี
ทั้งเร็ว ทั้งแม่น ทั้งโหด!
จากนั้นนางก็เช็ดคราบเลือดบนกระบี่เงียบ ๆ แล้วเก็บเข้าฝัก
ตั้งแต่ต้นจนจบ สีหน้านางยังคงเย็นชาไร้ความรู้สึก
ที่สำคัญที่สุดคือ… ลมหายใจของนางยังคงสม่ำเสมอเป็นปกติ!