วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 51 ประตูหอคัมภีร์เปิดรับเจ้า
บทที่ 51 ประตูหอคัมภีร์เปิดรับเจ้า
วันรุ่งขึ้น เมิ่งฝานพกป้ายคำสั่งของผู้อาวุโสหลินมุ่งหน้าไปยังหอคัมภีร์
ผู้อาวุโสหลินเอ่ยกำชับไว้ว่าได้แจ้งแก่ ‘ผู้เฒ่าหวัง’ แห่งหอคัมภีร์ไว้แล้ว เพียงยื่นป้ายคำสั่งนี้ออกไป เส้นทางในหอคัมภีร์ย่อมราบรื่นไร้สิ่งกีดขวาง ขอเพียงอย่าริอ่านขึ้นไปบนชั้นที่ห้าก็พอ
และเหตุการณ์ก็เป็นเช่นนั้นจริง หลังจากเมิ่งฝานแสดงป้ายคำสั่งที่ทางเข้า ก็ไม่มีผู้ใดก้าวเข้ามาขัดขวางการศึกษาคัมภีร์ของเขาอีกเลย
เมิ่งฝานด่ำดิ่งลงสู่มหาสมุทรแห่งสรรพวิชา เขาขลุกตัวอยู่เพียงชั้นแรกของหอคัมภีร์ตลอดทั้งวัน
การซึมซับเจตจำนงจากหินจารึกเทพกระบี่นั้น แท้จริงแล้วคือการรับสืบทอดมรดกของผู้อื่น ทว่าการศึกษากระบี่ในหอคัมภีร์แห่งนี้ เมิ่งฝานกำลังเรียนรู้และขัดเกลาสิ่งที่เป็นของตนเองอย่างแท้จริง
แม้หอคัมภีร์แห่งสำนักกระบี่ซู่ซันจะมีวิชากระบี่มากมายมหาศาลปานใด แต่เมิ่งฝานกลับมิได้มีใจนึกอยากจะฝึกฝนตามตำราเล่มไหนเลยแม้แต่เล่มเดียว
เขาเพียงต้องการศึกษาพื้นฐานและแก่นแท้จากวิชาเหล่านี้ เพื่อสร้างสรรค์วิชา ‘หมื่นกระบี่คืนสำนัก’ ในแบบฉบับของตนเองขึ้นมา
เมิ่งฝานบ่มเพาะความคิดนี้มาเนิ่นนาน ยิ่งได้รับความลึกลับจากมหาวิถี ‘หยวนซื่อ’ มาเกื้อหนุนด้วยแล้ว การตัดสินใจครั้งนี้ของเขาย่อมถูกชะตากำหนดให้ลงแรงเพียงครึ่งแต่ได้ผลลัพธ์ทวีคูณ
สำหรับศิษย์ทั่วไป วันหนึ่งอาจทำความเข้าใจวิชากระบี่ได้เพียงไม่กี่เล่ม ทว่าเมิ่งฝานอาศัยความได้เปรียบจากการเข้าถึง ‘สภาวะวิถีกระบี่บรรลุเทพ’ วิชากระบี่ทุกเล่มที่ผ่านสายตา เพียงพลิกดูเพียงครั้งเดียวเขาก็สามารถจดจำได้ขึ้นใจ
ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่จำเป็นต้องฝึกฝนจนแตกฉานในทันที เพียงอ่านผ่านตาให้พอเห็นเค้าโครงและรากฐานก็เพียงพอแล้ว สิ่งสำคัญคือการสั่งสมความรู้เล็กน้อยเพื่อหลอมรวมเป็นมหาศาล!
เพียงวันเดียว เมิ่งฝานพลิกอ่านวิชากระบี่ไปมากกว่าร้อยเล่ม
ณ มุมหนึ่งของชั้นแรก มีชายชราผู้หนึ่งคอยลอบสังเกตการณ์เมิ่งฝานอยู่เงียบ ๆ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เขาเดินเข้ามา
ผู้นั้นคือ ผู้เฒ่าหวัง ที่ผู้อาวุโสหลินกล่าวถึงนั่นเอง
ผู้เฒ่าหวังมีสถานะในหอคัมภีร์ทัดเทียมกับผู้อาวุโสหลินในหอศาสตรา ทั้งคู่เป็นสหายสนิทที่รู้ใจกันมานานหลายปี ทว่าช่วงหลังมานี้ ตาแก่หลินเปียนหยุนกลับเอาแต่คุยโวโอ้อวดเรื่องที่ได้รับศิษย์เอกผู้เปี่ยมพรสวรรค์มาคนหนึ่งให้เขาฟังอยู่ทุกวัน
ดังนั้นเมื่อเมิ่งฝานมาปรากฏตัว ผู้เฒ่าหวังย่อมเกิดความอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมดา!
เขาอยากจะเห็นกับตาว่าศิษย์ที่ทำให้ตาแก่หลินคุยฟุ้งจนลืมตัวนั้น จะมีดีสักแค่ไหน
ทว่าหลังจากเฝ้ามองเมิ่งฝานมาตลอดทั้งวัน ผู้เฒ่าหวังกลับรู้สึกผิดหวังอยู่ลึก ๆ เพราะเจ้าเด็กคนนี้เอาแต่พลิกตำรากระบี่ไปมาอย่างรวดเร็ว กวาดสายตาผ่าน ๆ อย่างไม่ใส่ใจ ดุจการกลืนคำโตโดยไม่เคี้ยวให้ละเอียด ซึ่งดูสะเปะสะปะไร้ทิศทางยิ่งนัก
การอ่านตำราแบบผ่านตาเช่นนี้ย่อมไร้ประโยชน์สิ้นดี มิใช่การเสียเวลาเปล่าหรอกหรือ? หรือว่าเจ้าหนุ่มนี่มาที่หอคัมภีร์เพียงเพื่อจะจดจำชื่อวิชาไปคุยอวดเท่านั้น
ผู้อาวุโสหลินผู้ทะนงตน ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร แต่ครั้งนี้กลับยอมลดตัวมาขอร้องตนเพื่อให้เจ้าเด็กนี่เข้าหอคัมภีร์ ทว่าผลที่ได้คือเจ้าเด็กนี่กลับไม่รู้จักหวงแหนโอกาสอันมีค่า ทำให้ผู้เฒ่าหวังเริ่มมีโทสะขึ้นมาบ้างแล้ว
ผู้เฒ่าหวังที่กรุ่นด้วยความไม่พอใจ เดินตรงเข้าไปหาเมิ่งฝานก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“เจ้าหนุ่ม เจ้าพลิกดูวิชากระบี่มั่วซั่วเช่นนี้ จะไปมีประโยชน์อันใด?”
เมิ่งฝานเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาที่ดูงุนงงเล็กน้อย เพราะเขามัวแต่จดจ่ออยู่กับสมาธิจนไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่า มีใครบางคนเดินเข้ามาประชิดตัวแล้ว
“ท่านผู้อาวุโส ศิษย์กำลังศึกษาและวิเคราะห์วิชากระบี่เหล่านี้อย่างตั้งใจ มิได้พลิกดูส่งเดชไปเรื่อยขอรับ!” เมิ่งฝานเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสำรวม
เขาสัมผัสได้ว่าผู้อาวุโสตรงหน้ามีสง่าราศีและตบะที่ล้ำลึก โดดเด่นผิดธรรมดา มิใช่พวกดีแต่เปลือกอย่างศิษย์พี่หลัว สำหรับผู้อาวุโสระดับนี้ เมิ่งฝานย่อมต้องให้ความเคารพยำเกรงเป็นพิเศษ
“ศึกษาอย่างนั้นรึ? หากจะศึกษาก็ควรทำให้จดจ่อกว่านี้! เจ้าเล่นพลิกตำราอย่างบ้าคลั่ง อ่านสิบบรรทัดในปราดเดียวเช่นนี้จะไปเรียนรู้อะไรได้ เจ้าจำได้สักตัวอักษรหนึ่งหรือไม่?”
“เจ้ารู้อยู่เต็มอกว่าอาจารย์ของเจ้าต้องสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจไปเท่าใด กว่าจะคว้าโอกาสให้เจ้าเข้ามาศึกษาในหอคัมภีร์แห่งนี้ได้!”
“แต่เจ้ากลับมาปล่อยเวลาให้สูญเปล่า ใจลอยไร้สมาธิ ช่างทำลายความปรารถนาดีของผู้อื่นโดยแท้!”
เมื่อได้ยินถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยโทสะและแฝงความห่วงใยเช่นนั้น เมิ่งฝานก็ตระหนักได้ทันทีว่า ชายชราผู้นี้คงเป็น ‘ท่านผู้เฒ่าหวัง’ ที่ท่านอาจารย์หลินเคยเอ่ยถึงนั่นเอง
“ผู้อาวุโสหวัง โปรดระงับโทสะก่อนขอรับ” เมิ่งฝานกล่าวพลางส่งยิ้มขมขื่นอย่างจนใจ
“ระงับโทสะรึ? ข้าจะไปโกรธเจ้าด้วยเหตุอันใด ในเมื่อเจ้ามิใช่ศิษย์ของข้า!” ผู้เฒ่าหวังแค่นเสียงตอบ พลางจ้องมองเมิ่งฝานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระอา
เมิ่งฝานยิ้มบาง ๆ เขาเข้าใจดีว่าเหตุใดผู้เฒ่าหวังถึงได้ขุ่นเคืองเช่นนี้ เรื่องนี้จะโทษใครได้ คงต้องโทษที่ตัวเขาเองนั้น ‘เหนือชั้น’ เกินไปหน่อย!
“ผู้อาวุโสท่านคงคิดว่าหลานไม่ได้ตั้งใจศึกษาวิชากระบี่เหล่านี้ และกำลังปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ค่าใช่หรือไม่ขอรับ?”
“หากมิใช่เช่นนั้น แล้วจะเป็นอันใดได้เล่า!”
“ถ้าเช่นนั้น ผู้อาวุโสหวังลองทดสอบศิษย์ดูก็ได้ขอรับ วิชากระบี่บนชั้นหนังสือนั้น ศิษย์เพิ่งจะอ่านผ่านตามาจนหมดสิ้นแล้ว ท่านจะเลือกเล่มใดมาถามก็ได้ตามแต่ใจท่านต้องการเลยขอรับ”
“เหอะ! ยังจะดื้อรั้นปากแข็งอยู่อีกรึ!”
ผู้เฒ่าหวังแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะหยิบตำราวิชากระบี่ออกมาจากชั้นหนึ่งเล่มโดยการสุ่ม
กระบี่วิถีแห่งเมิ่งฝาน
“ข้าขอถามเจ้า วิชากระบี่จินหยวน เล่มนี้…”
…
ผ่านไปชั่วครู่ ผู้เฒ่าหวังทำได้เพียงจ้องมองเมิ่งฝานด้วยความตะลึงงัน ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดในร่างมนุษย์
เขาหยิบตำราวิชากระบี่มาทดสอบเมิ่งฝานนับสิบเล่ม ทว่าเด็กหนุ่มคนนี้กลับสามารถสาธยายรายละเอียดของวิชากระบี่ทุกสำนักได้อย่างแม่นยำไร้ที่ติ
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ เมื่อเด็กหนุ่มผู้นี้ถกเถียงวิถีกระบี่กับเขา ยิ่งสนทนาก็ยิ่งลึกซึ้งพิสดารขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับว่าเขาเพียงแค่พลิกตำราผ่านตาครั้งเดียว แต่กลับสามารถเข้าถึงแก่นแท้และประยุกต์ใช้วิชานั้นได้อย่างแตกฉานถ่องแท้!
นี่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง!
หากเป็นเพียงวิชากระบี่เดียว ผู้เฒ่าหวังยังพอจะปลอบใจตัวเองได้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญ หรือเมิ่งฝานอาจเคยฝึกฝนมาก่อน แต่นี่กลับต่อเนื่องกันกว่าสิบวิชา
สิ่งนี้พิสูจน์ได้เพียงอย่างเดียว เด็กหนุ่มคนนี้คืออัจฉริยะปีศาจ เป็นอัจฉริยะที่อยู่เหนือสามัญสำนึกอย่างที่สุด!
มิน่าเล่า เจ้าแก่น่าตาย หลินเปียนหยุนถึงได้เที่ยวป่าวประกาศอวดอ้างศิษย์คนนี้อย่างออกหน้าออกตา หากเขามีศิษย์เช่นนี้บ้าง หางก็คงจะชี้ฟ้าไม่ต่างกัน
น่าเสียดาย… ข้ามาช้าไปเพียงก้าวเดียว!
วินาทีนั้นผู้เฒ่าหวังถึงขั้นขบคิดหาวิธีที่จะช่วงชิงเมิ่งฝานมาเป็นศิษย์ของตน ทว่าคิดอยู่นานครึ่งค่อนวันก็ต้องจำใจยอมแพ้ เพราะเขารู้ดีว่าตนเองสู้หลินเปียนหยุนไม่ได้! หากสู้ไหว เขาคงทิ้งศักดิ์ศรีแล้วไปแย่งชิงตัวมาตรง ๆ นานแล้ว
“หอคัมภีร์ปิดแล้ว เจ้ากลับไปได้” ผู้เฒ่าหวังเอ่ยขึ้นอย่างฉับพลัน
“หา อะไรนะขอรับ?” เมิ่งฝานมองผู้เฒ่าหวังด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ผู้อาวุโสหวัง ท่านอาจารย์บอกว่าข้าสามารถอยู่ที่นี่เพื่อศึกษาคัมภีร์ได้สิบวันสิบคืน แม้แต่ยามวิกาลก็ยังพักอยู่ที่นี่ได้มิใช่หรือขอรับ?”
“สิบวันสิบคืนโดยไม่หลับไม่นอนรึ? ขืนทำเช่นนั้นเจ้าจะมีสมาธิอ่านตำราได้อย่างไร!”
ผู้เฒ่าหวังตะคอกเบา ๆ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าอยากมาหอคัมภีร์เมื่อใดก็มาได้ตามใจปรารถนา ไม่ต้องมีข้อจำกัดเรื่องสิบวันสิบคืนอีกต่อไป ต่อให้เจ้าจะฝังตัวอยู่ที่นี่เป็นเดือน ข้าก็จะไม่ไล่เจ้าออกไปแม้แต่ก้าวเดียว!”
“กลับไปพักผ่อนให้หายเหนื่อยเสียก่อนเถิด แล้วค่อยกลับมาอ่านตำราใหม่ด้วยจิตใจที่สดชื่น”
คำพูดของผู้เฒ่าหวังทำให้เมิ่งฝานถึงกับมึนงง เดิมทีเขาคิดว่าการได้อยู่ในหอคัมภีร์สิบวันสิบคืนก็นับเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่แล้ว แต่ไฉนตอนนี้เขากลับได้รับสิทธิ์เข้าออกโดยไม่มีเงื่อนไข
ประตูหอคัมภีร์จะเปิดต้อนรับเขาตลอดเวลาหลังจากนี้เชียวรึ
เมิ่งฝานจ้องมองผู้เฒ่าหวังด้วยสายตาที่ยังคงตกตะลึง ในใจนึกสงสัยว่าตาเฒ่าผู้นี้เหตุใดถึงได้ใจดีปานนี้? แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เขาชอบใจยิ่งนัก
เมื่อได้สติ เมิ่งฝานรีบก้มศีรษะขอบคุณด้วยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความปิติยินดี
“ขอบพระคุณผู้อาวุโสหวังเป็นอย่างยิ่งขอรับ!!”
หลังจากนั้นไม่นาน ผู้เฒ่าหวังมองตามแผ่นหลังของเมิ่งฝานที่ค่อย ๆ ลับหายไปจากหอคัมภีร์ ก่อนจะทอดถอนใจออกมาอย่างแผ่วเบา
ทำไมเขาถึงไม่พบกับอัจฉริยะปีศาจคนนี้ให้เร็วกว่านี้ ปล่อยให้เจ้าแก่หลินเปียนหยุนชิงตัดหน้าไปเสียได้
แม้เมิ่งฝานจะไม่ใช่ศิษย์ในนามของเขา แต่ผู้เฒ่าหวังกลับรู้สึกหวงแหนในความสามารถอันล้ำเลิศนี้อย่างแท้จริง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างหอคัมภีร์ ย่อมควรเปิดรับผู้ที่เปรียบเสมือนบุตรแห่งฟ้าดินเช่นนี้อย่างเต็มกำลัง
เพราะเขามั่นใจว่า ในภายภาคหน้าเมิ่งฝานย่อมถูกกำหนดให้เป็นเสาหลักที่ค้ำยันสำนักกระบี่ซู่ซันอย่างแน่นอน! หากอัจฉริยะเช่นนี้ต้องหยุดชะงักเพียงเพราะไม่มีสิทธิ์อ่านตำรา นั่นคงเป็นความอัปยศอดสูที่สุดของสำนักกระบี่ซู่ซันแล้ว!