วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 57 การชี้แนะ หลิวเยียนผิงฝึกฝนจนบรรลุพลังจิตกระบี่
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 57 การชี้แนะ หลิวเยียนผิงฝึกฝนจนบรรลุพลังจิตกระบี่
บทที่ 57 การชี้แนะ หลิวเยียนผิงฝึกฝนจนบรรลุพลังจิตกระบี่
เมื่อได้ยินคำประกาศกร้าวของเมิ่งฝาน หลิวเยียนผิงถึงกับยืนตะลึงลาน จ้องมองเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าจนพูดไม่ออก
นับตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามาในหอคัมภีร์แห่งนี้จวบจนบัดนี้ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ทว่านางกลับมิรู้ว่าตนเองเผลอแสดงท่าทางตื่นตะลึงจนเสียกิริยาไปแล้วกี่ครั้งกี่หน
สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกราวกับว่าตนเองกลายเป็นคนเขลาผู้ไร้ความรู้ความสามารถไปเสียอย่างนั้น ช่างน่าอับอายเหลือเกิน!
ทว่านางก็มิอาจหักห้ามใจได้จริง ๆ เพราะสิ่งที่เมิ่งฝานเพิ่งลั่นวาจาออกมานั้น มันช่างสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นเกินกว่าที่สามัญสำนึกของมนุษย์จะรับไหว
เมื่อครู่นี้เขาพูดว่ากระไรนะ?
เขาบอกว่าคืนนี้หลังจากกลับไป เขาจะฝึกฝนจนบรรลุ ‘พลังจิตกระบี่’ ของวิชากระบี่วารีคลั่งให้สำเร็จเสียก่อน
การจะบรรลุพลังจิตกระบี่ในหนึ่งกระบวนท่า เขากลับเอ่ยออกมาได้อย่างง่ายดายราวกับเพียงแค่หยิบน่องไก่ขึ้นมาเคี้ยวสักชิ้น
นั่นมันพลังจิตกระบี่เชียวนะ
พลังจิตกระบี่เชียวรึ
เขารู้ตัวหรือไม่ว่าพลังจิตกระบี่นั้นมีความหมายยิ่งใหญ่เพียงใด?
มันคือการเคี่ยวกรำฝึกฝนวรยุทธ์กระบี่บทหนึ่งจนถึงขีดสุด บรรลุถึงระดับสูงสุดอันไร้ที่ติและสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง
ของล้ำลึกเช่นนี้… เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การทำให้สำเร็จได้เพียงชั่วข้ามคืนงั้นรึ?
หลิวเยียนผิงจ้องมองเมิ่งฝานด้วยความรู้สึกมึนงงจนสิ้นคำจะเอ่ย ในใจพร่ำบ่นว่า เจ้าช่วยทำตัวให้เหมือนคนปกติสามัญบ้างได้หรือไม่?
หากเจ้ายังขยันสร้างปาฏิหาริย์เช่นนี้ พวกข้าที่เป็นคนธรรมดามิกลายเป็นหมูเป็นหมาไปหมดทั้งสำนักหรอกรึ!
“น้องเมิ่งฝาน เจ้ามิได้ล้อข้าเล่นใช่ไหม?” เนิ่นนานผ่านไป หลิวเยียนผิงจึงพอจะรวบรวมสติที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมาได้ นางถามพลางส่งยิ้มขมขื่น
“ข้าเคยล้อเล่นกับท่านตั้งแต่เมื่อใดกันขอรับ?” เมิ่งฝานตอบกลับด้วยสีหน้าที่จริงจังยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
หลิวเยียนผิงส่ายหัวอย่างจนปัญญา
ต้องยอมรับว่าเจ้าหนุ่มเมิ่งฝานผู้นี้ มักจะลั่นวาจาที่ฟังดูเพ้อฝันราวกับเรื่องตลกออกมามากมายจริง ๆ ทว่าท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าเรื่องนั้นจะดูเป็นไปไม่ได้เพียงใด เขาก็กลับบันดาลให้มันกลายเป็นความจริงได้ทุกคราไป!
เมื่อหวนระลึกได้เช่นนั้น ความกังขาในใจของนางก็พลันมลายหายไปสิ้น
หากเป็นผู้อื่นเอ่ยคำคุยโตเช่นนี้ นางคงตราหน้าว่าคนผู้นั้นเป็นคนบ้าเสียสติไปแล้ว ทว่าเมื่อคำพูดเหล่านี้หลุดออกมาจากปากของเมิ่งฝาน หลังจากที่นางสงบจิตสงบใจลงได้ นางกลับรู้สึกว่ามันช่างเป็นเรื่องธรรมดาสามัญเสียเหลือเกิน
เพราะสำหรับอัจฉริยะประหลาดที่ก้าวข้ามกฎเกณฑ์ฟ้าดินอย่างเมิ่งฝาน การจะบรรลุพลังจิตกระบี่ได้ภายในคืนเดียว ก็ดูมิใช่เรื่องที่เกินจริงไปแม้แต่น้อย
ก็จริงอยู่… หากเมิ่งฝานมิได้เก่งกาจถึงขั้นวิปริตเช่นนี้ นางก็คงมิถ่อมาขอความช่วยเหลือจากเขาสองครั้งสองคราเช่นนี้หรอก!
“ดีมาก! เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะมาหาเจ้าอีกครา”
คล้อยหลังหลิวเยียนผิงที่เดินจากไปด้วยความหวัง เมิ่งฝานก็ค่อย ๆ วางคัมภีร์กระบี่ในมือลงอย่างแช่มช้า
เขาเริ่มโคจรนิมิตฝึกซ้อมวิชา ‘กระบี่วารีคลั่ง’ ขึ้นภายในห้วงความคิดทันที
แท้จริงแล้ว เมิ่งฝานคุ้นเคยกับกระบี่วารีคลั่งมานานแล้ว ตั้งแต่ยามที่เขาชี้แนะหลิวเยียนผิงในครั้งแรก ๆ กระบวนท่านี้ก็นับเป็นวิชาแรก ๆ ที่เขาเกือบจะบรรลุถึงขั้นพลังจิตกระบี่ได้สำเร็จ ทว่าในตอนนั้นเมิ่งฝานกลับมองว่ากระบวนท่านี้พื้น ๆ เกินไป มิคู่ควรแก่การเสียเวลาขัดเกลา จึงได้ละทิ้งมันไปกลางคัน
ทว่าด้วยรากฐานวิถีกระบี่อันหยั่งรากลึกของเมิ่งฝานในยามนี้ การจะบรรลุพลังจิตกระบี่วารีคลั่งนั้น กลับกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือเสียอีก
อันที่จริง… มิต้องรอให้ถึงชั่วข้ามคืนด้วยซ้ำ!
หลังจากหลิวเยียนผิงจากไป เมิ่งฝานเพียงแค่นั่งขบคิดนิ่ง ๆ อยู่ในหอคัมภีร์จวบจนอาทิตย์อัสดง ยามที่เขาก้าวเท้าออกจากหอคัมภีร์เพื่อกลับสู่หอศาสตรา พลังจิตกระบี่วารีคลั่งก็ได้ถูกบรรลุจนสมบูรณ์แบบไปตั้งแต่นาทีนั้นแล้ว
มิต้องแปลกใจไป เพราะความเข้าใจในวิถีกระบี่ของเมิ่งฝานยามนี้น่าพรั่นพรึงเกินกว่าใครจะจินตนาการได้ แม้แต่ ‘กระบี่สายฟ้าปลาบ’ อันทรงอานุภาพที่ผู้อาวุโสหลินยกให้เป็นวิชาไม้ตาย เมิ่งฝานก็ยังบรรลุถึงขั้นพลังจิตกระบี่มาแล้ว นับประสาอะไรกับกระบี่วารีคลั่งอันแสนสามัญเช่นนี้
เมื่อกลับถึงหอศาสตรา เขาก็เข้าสู่การบำเพ็ญเพียรยามค่ำคืนตามกิจวัตร ด้วยการเกื้อหนุนจาก ‘ต้นกำเนิดกระบี่’ แห่งกระบี่ปราบอสูรที่ยังคงไหลเวียนอยู่ในกาย ทำให้ความเร็วในการฝึกฝนของเขารุดหน้าอย่างรวดเร็วยิ่งนัก
เขามั่นใจว่าอีกเพียงมินาน เขาจะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับวรยุทธ์แท้จริงขั้นที่สามได้อย่างแน่นอน ส่วนต้นกำเนิดกระบี่ที่เหลืออยู่นั้นจะเพียงพอให้ไปถึงขั้นที่สี่หรือไม่ เมิ่งฝานก็มิอาจรับรองได้
ทว่าหากมันมอดดับไปก็หาใช่ปัญหาใหญ่… เพราะสิ่งที่หอศาสตรามิเคยขาดแคลนเลยก็คือ ‘กระบี่’ นั่นเอง
วันรุ่งขึ้น เมิ่งฝานยังคงมาหาความรู้ที่หอคัมภีร์ตามปกติ จนกระทั่งหลิวเยียนผิงปรากฏตัวขึ้น เขาจึงพานางออกไปยังลานฝึกยุทธ์ที่กว้างขวางและลับตาคน เพื่อความสะดวกในการถ่ายทอดวิชา
“ท่านฝึกฝนจนเข้าถึงแก่นแท้ของกระบี่วารีคลั่งมานานแล้ว ในแง่ของกระบวนท่าย่อมถือว่าบรรลุถึงขีดสุด ทว่าหากปรารถนาจะก้าวไปให้ถึงขั้นพลังจิตกระบี่ ท่านยังขาดการ ‘รู้แจ้ง’ อีกไม่น้อยเลยทีเดียว” เมิ่งฝานกล่าวแนะนำด้วยท่าทีสุขุม
ทว่าหลิวเยียนผิงหาได้สนใจคำอธิบายอันเรียบง่ายนั้นไม่ นางกลับหลุดถามออกมาด้วยความสงสัยค้างคาใจว่า
“เจ้าบรรลุพลังจิตกระบี่วารีคลั่งได้แล้วจริง ๆ รึ?”
เมิ่งฝานมิเอ่ยคำให้มากความ เขาเพียงสะบัดมือเบา ๆ ปลดปล่อยกลิ่นอายพลังกระบี่วารีคลั่งออกมาสายหนึ่ง พลังนั้นลุ่มลึกแต่อัดแน่นไปด้วยมวลน้ำมหาศาลที่พร้อมจะโหมกระหน่ำ
เวลาผ่านไปอึดใจหนึ่ง หลิวเยียนผิงเห็นเมิ่งฝานยืนนิ่งสนิทมิขยับเขยื้อน จึงเอ่ยถามด้วยความฉงน
“เป็นอันใดไปรึ? หรือว่าเจ้ายังบรรลุไม่ได้กันแน่?”
เมิ่งฝานถอนหายใจยาวพลางสลายพลังกระบี่สายนั้นทิ้งไปในทันที
ช่างมิต่างอะไรกับการบรรเลงพิณให้วัวฟังเสียจริง…
นั่นเป็นเพราะหลิวเยียนผิงมิอาจสัมผัสถึงความลึกล้ำของพลังกระบี่ที่เขาปล่อยออกมาได้เลยแม้แต่นิดเดียว ช่องว่างแห่งความเข้าใจระหว่างเขากับนางยามนี้ มันช่างกว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่าที่นางจะจินตนาการถึงได้แล้ว!
“บรรลุแล้วขอรับ ข้าเพิ่งปลดปล่อยพลังกระบี่วารีคลั่งเข้าใส่ท่านไปเมื่อครู่นี้เอง ทว่าน่าเสียดายที่ท่านยังอ่อนด้อยเกินไป จึงมิอาจสัมผัสถึงกลิ่นอายพลังกระบี่นั้นได้เลย” เมิ่งฝานเอ่ยวิจารณ์หลิวเยียนผิงอย่างตรงไปตรงมาชนิดมิไว้หน้า
หลิวเยียนผิงหาได้รู้สึกอับอายไม่ นางย้อนกลับอย่างหน้าตาเฉยว่า “ก็ข้ามีความสามารถเพียงเท่านี้ เจ้าก็ช่วยหยุดสอนอะไรที่มันเกินหลักสูตรไปไกลโขเช่นนั้นเสียทีเถิด!”
เมิ่งฝานถอนหายใจออกมาอย่างจำใจ
เขาจำต้องชักกระบี่หงชี่ออกมากระชับมั่น แล้วเริ่มร่ายรำกระบี่วารีคลั่งช้า ๆ พร้อมอธิบายกลเม็ดเคล็ดลับของพลังกระบี่ให้หลิวเยียนผิงฟังทีละขั้นตอนอย่างละเอียด
ตั้งแต่พื้นฐานการวางท่าร่าง จังหวะการสอดประสานของกระบี่ ไปจนถึงการควบแน่นก่อร่างเป็นพลังกระบี่
เขาสอนสั่งนางอย่างใจเย็นทีละน้อย! เปรียบได้ว่าหากพลังกระบี่วารีคลั่งคือเลข 9 เมิ่งฝานก็ยอมสกัดมันออกเป็น 1+1 ไปเรื่อย ๆ จนครบเก้าส่วน เขาบรรจงเคี้ยวแก่นแท้วิชาจนละเอียดถี่ถ้วนก่อนจะป้อนเข้าปากหลิวเยียนผิงโดยตรง
วันแล้ววันเล่าผ่านไป…
สิบวัน…
ยี่สิบวัน!
จวบจนเวลาล่วงเลยไปครบยี่สิบวัน เมิ่งฝานก็ได้ทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับวรยุทธ์แท้จริงขั้นที่สามได้สำเร็จ ส่วนแม่นางน้อยหลิวเยียนผิงนั้น ในที่สุดนางก็สามารถบรรลุพลังจิตกระบี่วารีคลั่งได้สมใจนึก
วิถีปฏิบัติของเศรษฐินีนั้นมักจะเถรตรงและฉับไวเสมอ ทันทีที่นางสัมผัสถึงความสำเร็จ นางก็มิพูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา รีบหยิบหินวิญญาณออกมาสองร้อยก้อนแล้วยัดใส่มือเมิ่งฝานทันที
เมิ่งฝานรับมาอย่างมิเกรงใจ ก่อนจะเก็บพวกมันเข้าสู่แหวนมิติของตนอย่างรวดเร็ว
“เจ้ามีแหวนมิติใช้แล้วรึ?” หลิวเยียนผิงจ้องมองเมิ่งฝานด้วยความประหลาดใจ เพราะในความทรงจำของนาง เมิ่งฝานนั้นช่างยากจนข้นแค้น มิเช่นนั้นนางคงมิอาจใช้หินวิญญาณเข้าบีบบังคับเขาได้บ่อยครั้งปานนี้
“ผู้อาวุโสหลินมอบให้ข้าขอรับ เป็นเพียงแหวนมิติระดับต่ำสุดเท่านั้น” เมิ่งฝานตอบเรียบ ๆ ทว่าสำหรับเขาที่เคยลำบากมา แหวนวงนี้ถือเป็นของล้ำค่าที่เขาหวงแหนยิ่งนัก
ทว่าเมื่อหลิวเยียนผิงได้ยินเช่นนั้น นางกลับมิได้แยแสแม้แต่น้อย ของระดับต่ำชั้นเลวเช่นนั้น มิอยู่ในสายตาของนางเลยสักนิด!
“เมิ่งฝาน ข้าขอบใจเจ้ามาก พูดตามตรงก่อนหน้านี้ข้ามิกล้าเชื่อเลยว่าตนเองจะสามารถฝึกฝนกระบี่วารีคลั่งได้จนบรรลุถึงขั้นนี้ เจ้าช่างเป็นคนที่สร้างปาฏิหาริย์ได้จริง ๆ” หลิวเยียนผิงเอ่ยกับเขาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสประปราย
ต้องยอมรับจากใจจริงว่ายามนี้ นางยอมสยบให้แก่เมิ่งฝานอย่างหมดรูปแล้ว!
เมิ่งฝานยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอ่ยเตือน “แม้ท่านจะบรรลุพลังกระบี่วารีคลั่งแล้ว ทว่าข้าก็มิแนะนำให้ท่านพุ่งไปล้างแค้นศิษย์สำนักอู๋จี๋ผู้นั้นในทันที อย่างน้อยควรจะรอให้ท่านทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับวรยุทธ์แท้จริงขั้นที่สามเสียก่อน ซึ่งข้าดูแล้ว… ท่านเองก็คงใกล้จะถึงจุดนั้นเต็มทีแล้วขอรับ”
“ได้เลย! ข้าจะเชื่อเจ้า” หลิวเยียนผิงตอบรับโดยอัตโนมัติ
การบรรลุวิชากระบี่วารีคลั่งในครั้งนี้ส่งผลดีต่อนางรอบด้าน นางรู้สึกได้เลยว่ากำแพงสู่ขั้นที่สามกำลังสั่นคลอนและพร้อมจะพังทลายลงทุกเมื่อ ซึ่งนับว่าเกินความคาดหมายของนางไปมาก เพราะนางเพิ่งจะเลื่อนระดับมาได้เพียงเดือนเดียวเท่านั้น
ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าหินวิญญาณสองร้อยก้อนในครั้งนี้ ช่างคุ้มค่าเสียยิ่งกว่าคุ้ม!
สำหรับนางแล้ว เมิ่งฝานมิใช่เพียงตัวนำโชคธรรมดา แต่เขาคือดาวมงคลดวงใหญ่ที่คอยเกื้อหนุนนางอย่างแท้จริง!