วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 58 การประลองกระบี่แห่งซู่ซัน
บทที่ 58 การประลองกระบี่แห่งซู่ซัน
หลังจากที่หลิวเยียนผิงจากไปแล้ว คาดว่าในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ นางคงมิกลับมารบกวนเมิ่งฝานอีก
ตลอดระยะเวลากว่ายี่สิบวันที่ผ่านมา เมิ่งฝานแทบจะสละเวลากลางวันทั้งหมดไปกับการชี้แนะแก่นแท้แห่งวิชากระบี่วารีคลั่งให้แก่นาง จนการฝึกฝนส่วนตัวของเขาต้องพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
แม้ในช่วงเวลาดังกล่าว ระดับวรยุทธ์ของเขาจะรุดหน้าจนทะลวงเข้าสู่ระดับวรยุทธ์แท้จริงขั้นที่สามได้สำเร็จ ทว่าความก้าวหน้าในด้านอื่น ๆ กลับคืบหน้าไปเพียงน้อยนิด โดยเฉพาะเป้าหมายหลักที่จะอ่านคัมภีร์กระบี่ในชั้นแรกของหอคัมภีร์ให้จบสิ้นนั้น กลับต้องล่าช้าออกไปโดยสิ้นเชิง
ในวันต่อ ๆ มา เมิ่งฝานจึงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะกลับไปจดจ่อกับการอ่านตำราอย่างเต็มกำลัง มุ่งหมายจะศึกษามหาสมุทรแห่งวิชากระบี่ในชั้นแรกให้ครบถ้วนโดยเร็วที่สุด
ส่วนหินวิญญาณสองร้อยเม็ดที่ได้รับมาจากมหาเศรษฐินีหลิวเยียนผิงนั้น เมิ่งฝานมิได้รีบร้อนจะนำออกมาใช้ แม้หินวิญญาณจำนวนนี้จะเพียงพอให้เขาไปนั่งสมาธิซึมซับความรู้จากศิลาจารึกเทพกระบี่ได้นานถึงสองยาม แต่ยามนี้เขามิได้รู้สึกโหยหาการไปที่นั่นเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว
นั่นเป็นเพราะก่อนหน้านี้ ผู้อาวุโสหลินได้มอบรางวัลพิเศษให้เขาสามารถเข้าถึงศิลาจารึกเทพกระบี่ได้เป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ทว่าเมิ่งฝานกลับตัดสินใจรอให้ตนเองอ่านคัมภีร์กระบี่ในชั้นแรกให้จบเสียก่อน เพื่อสร้างรากฐานให้แน่นแฟ้นที่สุด เมื่อถึงยามที่ไปนั่งสมาธิหน้าศิลาจารึก เขาจึงจะได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง!
ด้วยเหตุนี้ เมิ่งฝานจึงยังคงใช้เวลาทุกวันจมดิ่งอยู่ในหอคัมภีร์ด้วยจิตใจที่สงบนิ่งและมั่นคง
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปเพียงชั่วพริบตา บัดนี้ย่างเข้าสู่เดือนที่หกแล้วนับตั้งแต่เมิ่งฝานกราบตัวเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสหลิน
ครึ่งปีที่ผ่านมานั้นช่างรวดเร็วราวกับสายลมพัดผ่าน
เมิ่งฝานในยามนี้ได้ก้าวขึ้นสู่ระดับ วรยุทธ์แท้จริงขั้นที่ห้า เป็นที่เรียบร้อยแล้ว!
ศิษย์พี่หลัวเฝ้ามองดูความก้าวหน้าอันน่าพรั่นพรึงของเมิ่งฝานในทุกเมื่อเชื่อวัน จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจ ‘ยอมแพ้’ ต่อสัญญาประลองหนึ่งปีที่เคยตกลงกันไว้โดยดุษฎี
เมื่อครึ่งปีก่อน เมิ่งฝานยังเป็นเพียงศิษย์ระดับฝึกปรือขั้นที่สาม ในขณะที่ตัวเขาอยู่ในระดับวรยุทธ์แท้จริงขั้นที่แปด ทว่าเพียงเวลาหกเดือนผ่านไป เมิ่งฝานกลับพุ่งทะยานขึ้นมาถึงขั้นที่ห้า ในขณะที่ตัวศิษย์พี่หลัวเองยังคงย่ำอยู่ ณ ขั้นที่แปดเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
เขาสามารถจินตนาการได้เลยว่า เมื่อครบกำหนดหนึ่งปี อย่างมากเขาก็คงไปได้ถึงเพียงขั้นที่เก้า และมิอาจก้าวข้ามสู่ระดับเทียนหยวนได้ทันเวลา ทว่าในตอนนั้น ระดับพลังของเมิ่งฝานคงตามทันเขาจนทันกัน หรืออาจจะทะลวงผ่านสู่ระดับเทียนหยวนแซงหน้าเขาไปก่อนเสียด้วยซ้ำ!
ยิ่งเมื่อนึกถึงความสามารถในการต่อสู้ข้ามระดับอย่างน่าอัศจรรย์ของศิษย์น้องผู้นี้แล้ว ศิษย์พี่หลัวก็ได้แต่ถามตนเองในใจว่า แล้วข้าจะเอาอะไรไปสู้กับเจ้าเด็กปีศาจคนนี้ได้อีก?
“ศิษย์น้องเมิ่งฝาน เจ้าขลุกตัวอยู่ในหอคัมภีร์ทุกวี่ทุกวันมาหลายเดือนแล้วนะ เจ้าวางแผนจะ ‘จำศีล’ อยู่ในนั้นไปถึงเมื่อไหร่กันรึ?” ศิษย์พี่หลัวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอันยากจะบรรยาย
ทุกวันนี้เมิ่งฝานใช้เวลากลางวันทั้งหมดสิงสถิตอยู่ในหอคัมภีร์ จะกลับมาที่หอศาสตราก็ต่อเมื่อยามราตรีมาเยือน จนดูเหมือนว่าเขาจะเป็นศิษย์ของหอคัมภีร์มากกว่าศิษย์หอศาสตราไปเสียแล้ว
เมื่อได้ยินคำตอบที่ได้รับ ศิษย์พี่หลัวถึงกับยืนตะลึงงันด้วยความตกตะลึงในความทุ่มเทอันบ้าคลั่งของศิษย์น้องผู้นี้อย่างที่สุด
“ศิษย์พี่หลัว อีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ ข้าก็น่าจะอ่านคัมภีร์กระบี่ชั้นแรกของหอคัมภีร์ได้ครบถ้วนทุกเล่มแล้ว หลังจากนั้นข้าคงจะมาที่นี่น้อยลงขอรับ” เมิ่งฝานกล่าวพลางคลี่ยิ้มบาง
หอคัมภีร์นั้นยิ่งใหญ่เพียงใด และคัมภีร์กระบี่มีมหาศาลเพียงไหน ทุกคนในซู่ซันต่างรู้ดี ทว่าเมิ่งฝานกลับตั้งปณิธานจะอ่านให้ครบทุกเล่ม และที่สำคัญคือเขามิได้เพียงแค่คิด แต่นี่เขากำลังจะทำมันให้สำเร็จจริง ๆ! นี่คือสิ่งที่เกินกว่าสามัญสำนึกของคนธรรมดาจะจินตนาการไปถึงได้
“การที่มีศิษย์น้องเช่นเจ้า คงเพียงพอให้ข้าเอาไปคุยโวได้ตราบจนบั้นปลายชีวิตเลยเชียวล่ะ” ศิษย์พี่หลัวเอ่ยด้วยสีหน้าอัศจรรย์ใจ
“ศิษย์พี่หลัว ท่านก็ยกยอข้าเกินไปแล้วขอรับ!” เมิ่งฝานส่ายหัวพลางยิ้มขมขื่น
เช้าวันต่อมา เมิ่งฝานเดินทางมายังหอคัมภีร์ตามปกติ ทว่าเขากลับพบความผิดปกติบางอย่าง เมื่อผู้คนภายในหอวันนี้ดูเบาบางตาอย่างประหลาด
“ศิษย์พี่จิน เหตุใดวันนี้หอคัมภีร์ถึงเงียบเหงาปานนี้เล่าขอรับ?” เมิ่งฝานเอ่ยถามศิษย์พี่จินด้วยความสงสัย เพราะโดยปกติหอคัมภีร์มักจะเนืองแน่นไปด้วยศิษย์ที่มาแสวงหาความรู้อยู่เสมอ
ศิษย์พี่จินผู้นี้ เดิมทีเป็นคนเงียบขรึมมิตระหนกต่อโลกและพูดน้อยยิ่งนัก ทว่านั่นเป็นเพียงเปลือกนอกที่แสดงออกต่อคนแปลกหน้าเท่านั้น หลังจากที่เมิ่งฝานมาขลุกอยู่ที่นี่จนสนิทสนมกัน เขาก็พบว่าแท้จริงแล้วศิษย์พี่จินเป็นคนช่างเจรจามิใช่น้อย เพียงแต่ดูเหมือนจะเป็นโรคกลัวสังคมและไม่ชอบคบหากับคนที่ไม่คุ้นเคยเท่านั้นเอง
“วันนี้เป็นวัน ‘ประลองกระบี่ซู่ซัน’ อย่างไรเล่า ทุกคนต่างพากันไปรุมล้อมชมความคึกคักกันหมดแล้ว” ศิษย์พี่จินเอ่ยตอบ
การประลองกระบี่ซู่ซันรึ?
เมิ่งฝานเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสนใจ เขาเคยได้ยินชื่อเสียงของงานนี้มาบ้าง แต่ยังมิเคยได้เห็นด้วยตาตนเองสักครั้ง นั่นเป็นเพราะการประลองกระบี่ซู่ซันจะจัดขึ้นเพียงครั้งเดียวในทุก ๆ สามปี เมื่อสามปีก่อนเขายังเป็นเพียงศิษย์รับใช้ตัวจ้อย งานการในมือยังล้นตัวจนแทบจะมิมีเวลากินนอน ไยจะมีวาสนาได้ไปร่วมชมงานใหญ่เช่นนี้ได้เล่า
การประลองกระบี่ซู่ซัน มิใช่การประลองภายในของคนกันเอง ทว่าเป็นการประชันฝีมือระหว่างสามสำนักกระบี่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ได้แก่ สำนักกระบี่คุนหลุน สำนักกระบี่อู๋จี๋ และสำนักกระบี่ซู่ซัน หากสำนักใดคว้าชัยชนะไปได้ การประลองในครั้งถัดไปในอีกสามปีข้างหน้าก็จะถูกจัดขึ้นที่สำนักนั้น และใช้ชื่อสำนักผู้ชนะนำหน้างาน
เช่นเดียวกับการประลองในครั้งนี้ หากสำนักกระบี่คุนหลุนเป็นฝ่ายชนะ สามปีต่อจากนี้ชื่อของงาน ‘ประลองกระบี่ซู่ซัน’ ก็จะมลายหายไป และถูกแทนที่ด้วยชื่อ ‘ประลองกระบี่คุนหลุน’ แทน
“ศึกประลองสามสำนักคราที่แล้ว ซู่ซันเราเป็นฝ่ายชนะเลิศ มิรู้ว่าครานี้ผลจะออกมาเป็นเช่นไรนะขอรับ” เมิ่งฝานพึมพำกับตนเองเบา ๆ
“ครานี้ สำนักกระบี่ซู่ซันของพวกเรา คงแทบมิมีโอกาสคว้าชัยอีกแล้วล่ะ!” ศิษย์พี่จินเอ่ยแทรกขึ้นมา
“เหตุใดถึงกล่าวเช่นนั้นเล่าขอรับ?” เมิ่งฝานมองศิษย์พี่จินด้วยความประหลาดใจ มิตระหนักว่าเหตุใดเขาถึงได้ยกย่องคนนอกและกดสำนักของตนเองเช่นนี้
“นั่นเป็นเพราะการประลองครั้งก่อน เรามีอัจฉริยะอย่าง กวงเทียนโหย่ว อยู่ แต่ครั้งนี้ซู่ซันไร้ซึ่งเงาของเขาแล้ว ในขณะที่สำนักกระบี่คุนหลุนกลับมี เจียงผ่อเยว่ ผงาดขึ้นมาท้าทายฟ้าดิน ในหมู่คนรุ่นเยาว์ยามนี้ หาผู้ที่จะต้านทานเขาได้ยากยิ่งนัก!” ศิษย์พี่จินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความหมดหวัง ดูท่าเขาจะปักใจเชื่อไปแล้วว่าคุนหลุนจะคว้าชัยในครั้งนี้แน่นอน
ศิษย์พี่กวงเทียนโหย่วรึ
เมื่อสามปีก่อนยามที่เมิ่งฝานเพิ่งก้าวเข้าสู่รั้วซู่ซัน ชื่อของกวงเทียนโหย่วนั้นเปรียบเสมือนดวงตะวันอันโชติช่วงที่สุดของสำนัก ทว่ามินานหลังจากนั้น เขาก็พลันหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ประดุจดาวตกที่ดับแสงลงกลางคัน
“ศิษย์พี่กวง ข้าเคยได้ยินมาว่าท่านออกไปฝึกฝนวิชาภายนอกแล้วประสบเคราะห์ร้ายจนสิ้นชีพ ช่างน่ายกย่องและน่าเสียดายยิ่งนักขอรับ!”
“เหอะ! ท่านผู้นั้นน่ะหรือจะตาย? เขายังมีชีวิตอยู่อย่างเสวยสุขสำราญกายสบายใจเสียด้วยซ้ำ!”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของศิษย์พี่จิน โดยเฉพาะเมื่อสังเกตเห็นกระแสอารมณ์อันแปลกประหลาดที่เจืออยู่ในน้ำเสียง เมิ่งฝานก็อดมิได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจเป็นล้นพ้น
“ศิษย์พี่จิน ท่านกวงยังมีชีวิตอยู่งั้นรึ? แล้วเหตุใดเขาจึงมิยอมกลับคืนสู่สำนักกระบี่ซู่ซันเล่าขอรับ?”
ขณะที่เอ่ยถาม เมิ่งฝานสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเรื่องอื้อฉาวอันเข้มข้นที่กำลังจะถูกเปิดเผย
“ก็เพราะเขา ‘สุขจนลืมบ้าน’ อย่างไรเล่า!” ศิษย์พี่จินเอ่ยพลางเหยียดเบะมุมปากด้วยความเยาะหยัน
คำว่า ‘สุขจนลืมบ้าน’ นี้ ช่างฟังดูประชดประชันได้อย่างแสบสันยิ่งนัก เมื่อบ้านที่ว่านั้นหมายถึงสำนักกระบี่ซู่ซันอันยิ่งใหญ่!
“ศิษย์พี่จิน พอจะช่วยคลายข้อสงสัยให้ศิษย์น้องผู้นี้หายข้องใจหน่อยได้ไหมขอรับ?” เมิ่งฝานถามด้วยความอยากรู้เต็มกำลัง
“กวงเทียนโหย่วผู้นั้น เขาไปหลงรักศิษย์สตรีแห่งนิกายมารเมฆาคลั่ง ถูกนางใช้เสน่ห์มารล่อลวงจนหลงจนปักใจ มัวเมาจนจิตวิญญาณกระเจิดกระเจิง ถึงขั้นยอมทิ้งเกียรติยศแล้วติดตามนางกลับไปพำนักอยู่ในรังมาร!”
“อดีตศิษย์รักผู้เป็นความหวังแห่งซู่ซัน กลับยอม ‘แต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง’ ในนิกายมาร นี่มิใช่ความอัปยศอดสูครั้งใหญ่ที่สุดของสำนักเราหรอกรึ?”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ สีหน้าของศิษย์พี่จินก็เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม มุมปากของเขาสั่นระริกด้วยความโกรธาที่ข่มไว้ไม่อยู่
เมิ่งฝานลอบสังเกตปฏิกิริยาของศิษย์พี่จินแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ พลางเดาในใจว่า
“ศิษย์พี่จิน ท่านกับกวงเทียนโหย่วผู้นี้ เคยมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันมาก่อนใช่หรือไม่ขอรับ?”
เพราะหากมิได้มีความผูกพันเป็นพิเศษ คงมิมีทางที่เวลาจะล่วงเลยมานานปานนี้ ทว่าเขายังคงรู้สึก ‘แค้นเคืองที่อีกฝ่ายมิรักดี’ ได้อย่างฝังจิตฝังใจเช่นนี้
“คนพรรค์นั้นน่ะรึ มีค่าพอให้ข้าใส่ใจปานนั้นเชียว?” ศิษย์พี่จินแค่นหัวเราะเย็นชา
เมิ่งฝานเห็นดังนั้นก็มิเอ่ยความต่อ หากยังคงซักไซ้ไล่เลียงก็คงจะเป็นคนไม่รู้จักกาลเทศะเสียแล้ว เขาจึงรีบเปลี่ยนประเด็นสนทนาทันที
“ศิษย์พี่จิน เช่นนั้นเราไปชมการประลองกระบี่ซู่ซันด้วยกันดีไหมขอรับ?”
“ข้ามิชอบที่ที่มีคนพลุกพล่าน เจ้าไปเถิด” ศิษย์พี่จินตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
อา… สุดท้ายศิษย์พี่ผู้นี้ก็ยังคงเป็นคนรักสันโดษและกลัวการเข้าสังคมเหมือนเดิมสินะ
เมิ่งฝานตัดใจล้มเลิกความคิดที่จะชวนศิษย์พี่จิน แล้วจึงก้าวเดินออกจากหอคัมภีร์เพียงลำพัง
การประลองกระบี่แห่งซู่ซันในครานี้ เช่นเดียวกับทุกครั้งที่ผ่านมา ผู้ที่มีสิทธิ์ลงสนามประชันฝีมือได้มีเพียงเหล่า ‘ศิษย์แกนหลัก’ จากทั้งสามสำนักเท่านั้น ศิษย์ประตูนอกและศิษย์ประตูในมิได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม แม้แต่ผู้อาวุโสฝ่ายบริหารทั่วไปก็มิมีสิทธิ์เข้าก้าวก่าย
“ดูเหมือนน้องสาวหลี่เสวี่ยโหรวเพิ่งจะได้รับเลื่อนขั้นเป็นศิษย์แกนหลักเมื่อไม่กี่วันก่อน มิรู้ว่านางจะต้องเข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ด้วยหรือไม่”
เมิ่งฝานพึมพำกับตนเอง ขณะที่สองเท้าก้าวเดินมุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดเขาซู่ซันอันเป็นสถานที่จัดงาน
ก่อนหน้านี้หลี่เสวี่ยโหรวได้ลั่นวาจาไว้อย่างมั่นใจว่าจะบรรลุระดับเทียนหยวนให้ได้ภายในสองเดือน และในที่สุดนางก็ทำได้สำเร็จตามสัญญา จนได้รับการเลื่อนฐานะเป็นศิษย์แกนหลักอย่างสมเกียรติ
ทว่าในฐานะศิษย์แกนหลักหน้าใหม่ นางจะถูกส่งลงสนามประลองครั้งยิ่งใหญ่นี้เลยหรือไม่นั้น เมิ่งฝานเองก็มิอาจทราบได้
แต่อย่างไรก็ตาม ต่อให้หลี่เสวี่ยโหรวมิได้ลงแข่ง เมิ่งฝานก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะมิยอมพลาดงานนี้เป็นอันขาด เพราะนี่คือโอกาสทองที่จะได้ยลโฉมวิชากระบี่ชั้นยอด มิเพียงแค่ของศิษย์พี่ศิษย์น้องในซู่ซันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกระบวนท่าลึกลับจากสำนักกระบี่คุนหลุนและสำนักกระบี่อู๋จี๋อีกด้วย!
โอกาสทองเช่นนี้มีค่ายิ่งกว่าการนั่งตีความตัวอักษรอยู่ในหอคัมภีร์เป็นไหน ๆ
สถานที่จัดงานประลองกระบี่แห่งซู่ซันในครานี้คือ ‘แท่นทงเทียน’ บนยอดสูงสุดของเขาซู่ซัน มินานนักเมิ่งฝานก็ฝ่าไอร้อนมาถึงบริเวณโดยรอบ แม้ชื่อจะเรียกว่าแท่น ทว่าพื้นที่จริง ๆ กลับกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ประหนึ่งลานประลองยุทธ์อันโอ่อ่าที่สลักเสลาขึ้นจากขุนเขา
ยามนี้ยอดเขาซู่ซันคลาคล่ำไปด้วยศิษย์สำนักนับไม่ถ้วนที่มาห้อมล้อมกันแน่นขนัดจนแทบมิมีช่องว่างให้ลมพัดผ่าน เมิ่งฝานต้องออกแรงเบียดเสียดฝูงชนด้วยความยากลำบาก จนในที่สุดก็สามารถแทรกตัวเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กับลานประลอง เพื่อจะได้เห็นวิชากระบี่ของยอดฝีมือแต่ละสำนักได้อย่างถนัดตา
บนแท่นทงเทียนถูกแบ่งออกเป็นสามเขตอย่างชัดเจน ได้แก่ สำนักกระบี่ซู่ซัน, สำนักกระบี่อู๋จี๋ และ สำนักกระบี่คุนหลุน เหล่าศิษย์แกนหลักจากสามขั้วอำนาจต่างมารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้ นับเป็นการชุมนุมของยอดเยาวชนผู้จะเป็นกำลังสำคัญของแผ่นดินในอนาคต
เมิ่งฝานกวาดสายตาไปจนพบหลี่เสวี่ยโหรวในเขตพื้นที่ของซู่ซัน นางมีสีหน้าตื่นเต้น แววตามุ่งมั่นเปี่ยมไปด้วยพลังอย่างเห็นได้ชัด ดูท่าการประลองครานี้นางคงมีชื่อเข้าร่วมด้วยเป็นแน่ ทว่าในสายตาของเมิ่งฝาน ด้วยฐานะและพลังที่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับศิษย์แกนหลักได้มินาน ผลลัพธ์ที่ได้คงมิพ้นการเป็น ‘หมากใช้แล้วทิ้ง’ เพื่อหยั่งเชิงคู่ต่อสู้เท่านั้น
หากพูดตามตรง มิเข้าร่วมเสียยังจะดีกว่า ทว่าการสะสมประสบการณ์สนามจริงเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก
เขาได้ยินเสียงสนทนารอบข้างจนทราบว่า ผู้ที่สวมชุดขาวสะอาดตานั้นคือศิษย์สำนักคุนหลุน ส่วนผู้ที่สวมชุดดำทะมึนคือศิษย์สำนักอู๋จี๋ ขณะที่สำนักซู่ซันของเขายังคงเอกลักษณ์ในชุดสีเขียวมรกตมาโดยตลอด
ณ ขณะนั้น บนแท่นประลองกำลังมีการปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างศิษย์แกนหลักของซู่ซันและคุนหลุน ศิษย์ฝ่ายซู่ซันวาดกระบี่ด้วยท่วงท่า ‘กระบี่อัสนีวายุ’ ซึ่งเมิ่งฝานเคยผ่านตาในหอคัมภีร์หอศาสตรามาบ้างแล้ว เมื่อได้เห็นการร่ายรำจากยอดฝีมือระดับแกนหลักเช่นนี้ ความเข้าใจในท่วงท่าของเขาก็ยิ่งลึกซึ้งแตกฉานขึ้นเป็นทวีคูณ นี่คือเหตุผลที่เมิ่งฝานมักจะชอบไปแฝงตัวอยู่ตามลานฝึกยุทธ์เพื่อแอบดูผู้อื่นฝึกกระบี่นั่นเอง
ส่วนกระบวนท่าที่ศิษย์คุนหลุนใช้นั้น เมิ่งฝานมิเคยเห็นมาก่อน ทว่าเพียงแค่จับจ้องการวาดกระบี่มิกี่กระบวนท่า เขาก็สามารถมองทะลุเห็นจุดเด่นและช่องโหว่ของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างรวดเร็ว… มิน่าเชื่อว่าจะมีใครในโลกหล้าที่เพียงแค่ยืนชมการประลองเพียงครั้งเดียว ก็สามารถชำแหละความลับในวิชากระบี่ของผู้อื่นได้ละเอียดยิบเช่นเมิ่งฝานผู้นี้
ชั่วครู่ต่อมา ศิษย์ซู่ซันเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะไปได้ ทว่ามิทันได้พักหายใจ ศิษย์สำนักอู๋จี๋ก็พุ่งทะยานขึ้นสู่เวทีเพื่อท้าประลองกับผู้ชนะทันที นี่คือการต่อสู้แบบ ‘รักษาฐาน’ ซึ่งหาความยุติธรรมได้ยากยิ่ง เพราะผู้ที่ขึ้นเวทีทีหลังย่อมได้เปรียบเรื่องกำลังกายที่ยังเต็มเปี่ยม ส่วนผู้ที่อยู่บนเวทีนานเข้าย่อมถึงขีดจำกัดและเพลี่ยงพล้ำในที่สุด ดังนั้นแต่ละสำนักย่อมเก็บ ‘ไพ่ตาย’ ที่เก่งกาจที่สุดไว้ลงสนามในช่วงท้ายเป็นธรรมดา
“เมิ่งฝาน! ข้าเห็นเงาคนไกล ๆ นึกว่าใครที่ไหน พอเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ กลับเป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย!”
เสียงใสแว่วหวานดังขึ้นข้างหู เรียกให้เมิ่งฝานต้องละสายตาจากสนามประลอง