วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 64 ราตรีนิรันดร์ สายลมมารแรก
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 64 ราตรีนิรันดร์ สายลมมารแรก
บทที่ 64 ราตรีนิรันดร์ สายลมมารแรก
นิมิตความทรงจำมอดดับลง
เมิ่งฝานลืมตาขึ้นช้า ๆ พลางฉุกคิดขึ้นมาว่า หากตัวเขาตกอยู่ในสถานะเดียวกับจางไป๋หยวน เขาจะเลือกเส้นทางใด? จะยอมสู้ตายถวายหัวไปพร้อมกับเป่ยหมิง หรือจะเลือกหนีเอาตัวรอดกลับสู่โลกมนุษย์เพื่อใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างอดสู?
แม้เหตุผลจะคอยตอกย้ำว่าจางไป๋หยวนมิได้ทำผิดหลักการ ทว่าความรู้สึกส่วนลึกกลับบอกเขาว่า การมีชีวิตอยู่โดยปล่อยให้สตรีที่รักเผชิญความตายเพียงลำพังนั้น มิต่างจากการดำรงอยู่ด้วยความอัปยศ
“หากเป็นข้า ข้าจะไม่ยอมให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้บังเกิดขึ้นเป็นอันขาด!” แววตาของเมิ่งฝานทอประกายเด็ดเดี่ยว
ความผิดพลาดที่แท้จริงของจางไป๋หยวน หาใช่การตัดสินใจว่าจะอยู่หรือไป ทว่ามันคือการที่เขา ‘อ่อนแอ’ เกินไปต่างหาก! หากเขามีพลังอำนาจที่เหนือล้ำ สิ่งเลวร้ายเหล่านี้ย่อมมิล่วงพ้นจนกลายเป็นความสูญเสีย
จิตใจของเมิ่งฝานในยามนี้มั่นคงดุจศิลาแลง บทเรียนเดียวที่เขาได้รับจากความทรงจำนี้คือ… ต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น! เพราะโลกใบนี้คือสังเวียนของผู้ชนะ ผู้อ่อนแอหากมิสิ้นชีพ ก็ต้องอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรี
“เฮ้อ…” เมิ่งฝานผ่อนลมหายใจยาว สลัดเรื่องราววุ่นวายออกไปจากหัว
ในนิมิตนี้ ประสบการณ์รันทดของทั้งคู่หาใช่ประเด็นหลัก ทว่าสิ่งที่ล้ำค่าคือการที่เขาได้ล่วงรู้กระบวนท่าและวิชาเคลื่อนไหวของเผ่ามาร ซึ่งแม้ส่วนใหญ่จะเป็นวิชาพื้นฐาน ทว่ากลับมีอยู่หนึ่งกระบวนท่าที่ทำให้เขาต้องสั่นสะท้าน
‘ราตรีนิรันดร์’
กระบวนกระบี่ที่พิสดารและร้ายกาจถึงขีดสุด! ทันทีที่กระบี่ถูกวาดออก ประสาทสัมผัสทั้งห้าของศัตรูจะถูกตัดขาด ราวกับถูกฉุดกระชากดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของความมืดมิดอันว่างเปล่า มิอาจมองเห็น มิอาจสัมผัส และมิอาจรับรู้ ในสภาวะเช่นนั้น การปลิดชีพคู่ต่อสู้จึงง่ายดายเพียงการพลิกฝ่ามือ โดยเฉพาะการลอบสังหารที่ไร้ร่องรอย แม้ยอดฝีมือก็ยากจะดิ้นรนพ้นความตาย
ทว่าด้วยพรสวรรค์ที่เหนือชั้น เมิ่งฝานกลับสามารถทำความเข้าใจและซึมซับแก่นแท้ของกระบวนท่านี้มาได้สำเร็จ
“ช่างเป็นวิชาที่ทรงพลังจนน่าขนลุก” เมิ่งฝานพึมพำในใจ
ด้วยประสบการณ์ที่อ่านคัมภีร์มานับหมื่นในหอตำรา เขายังอดมิได้ที่จะทึ่งในอานุภาพของ ‘ราตรีนิรันดร์’ ที่หลอมรวมศาสตร์แห่งการฆ่าและจิตวิญญาณแห่งกระบี่เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ขีดจำกัดของมันสูงล้ำจนการจะบรรลุถึงขั้นวิญญาณกระบี่มิใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม
เมิ่งฝานตัดสินใจชักกระบี่เป่ยหมิงออกจากฝัก เพื่อดูดซับต้นกำเนิดกระบี่เข้าสู่ร่างกาย
ทว่าทันทีที่พลังสายนั้นไหลเวียนเข้าสู่เส้นชีพจร สีหน้าของเมิ่งฝานก็แปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน!
“ย่ำแย่แล้ว!” เขารีบวางกระบี่คืนสู่ชั้นไม้ แล้วทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิเพื่อปรับสมดุลลมปราณอย่างเร่งด่วน
ร่างวิญญาณของหงชี่ลอยละล่องออกมาด้วยความกระวนกระวายใจ “นายท่าน! เกิดสิ่งใดขึ้นกับท่านรึเจ้าคะ?”
นางสัมผัสได้ชัดเจนว่าสภาวะของเมิ่งฝานในยามนี้เข้าขั้นวิกฤต ซึ่งต้นเหตุก็มาจากต้นกำเนิดของกระบี่เป่ยหมิงอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งที่ผ่านมาเมิ่งฝานดูดซับพลังมานับครั้งมิถ้วนและมิเคยเกิดปัญหา เหตุใดครานี้จึงผิดแปลกไปถึงเพียงนี้?
เมิ่งฝานมิอาจเจียดเวลามาตอบคำถามนางได้ เขากำลังใช้สมาธิและพลังทั้งหมดที่มีเข้าฟาดฟันกับต้นกำเนิดกระบี่สายนี้อยู่ เพราะต้นกำเนิดของกระบี่เป่ยหมิงช่างต่างจากที่เขาเคยพบมาอย่างสิ้นเชิง มันดุร้าย คลุ้มคลั่ง และเปี่ยมไปด้วยเจตนาที่จะทำลายล้างทุกสรรพสิ่งในร่างกายของเขามิให้เหลือซาก!
ที่ผ่านมา ต้นกำเนิดกระบี่ทุกสายที่เมิ่งฝานเคยดูดซับมา มิเว้นแม้แต่พลังอันแกร่งกร้าวจากกระบี่ปราบอสูร ก็หามีสายใดที่สร้างความผิดปกติให้แก่เขาเลย ทว่าเหตุใดต้นกำเนิดกระบี่จาก ‘เป่ยหมิง’ เล่มนี้กลับสร้างปัญหาใหญ่หลวงถึงเพียงนี้?
เมิ่งฝานตกอยู่ในสภาวะงุนงงสับสนอย่างหนัก คิ้วของเขาขมวดปมจนแทบจะชนกัน เขาพยายามอย่างสุดกำลังที่จะขับไล่ขุมพลังอันคลุ้มคลั่งนี้ออกไปจากร่าง ทว่ากลับไร้ผลโดยสิ้นเชิง
โดยปกติแล้ว ยามที่ต้นกำเนิดกระบี่ถูกดูดซับเข้ามา มันจะนอนนิ่งสงบอยู่ในจุดตันเถียนอย่างว่าง่าย รอให้เขาเรียกใช้เพื่อเคี่ยวกรำเป็นตบะบารมี ที่ผ่านมาเมิ่งฝานจึงมิเคยต้องรู้วิธีการขับไล่พวกมันออกจากร่างกายเลยแม้แต่ครั้งเดียว และสิ่งนี้เองที่เริ่มทำให้เขาเย็นสันหลังวาบด้วยความพรั่นพรึง เพราะหากปล่อยให้ต้นกำเนิดกระบี่สายนี้อาละวาดฟาดฟันอยู่ภายใน ร่างกายของเขาคงมิวายต้องพังทลายลงในมิช้าเป็นแน่!
เมื่อขับไล่มิได้ ก็มีเพียงทางเดียว คือต้องหลอมรวมมันให้จงได้!
การถลุงพลังงานเพื่อเปลี่ยนเป็นตบะในกายนั้นคืองานถนัดของเขา ทว่าครานี้มิว่าจะเป็น ‘เคล็ดวิชาลมหวนลี้ลับ’ หรือ ‘คัมภีร์แปรสายฟ้าบริสุทธิ์หยาง’ ที่ทรงอานุภาพเพียงใด ก็มิอาจสะกดหรือย่อยสลายต้นกำเนิดกระบี่สายนี้ได้เลยแม้แต่น้อย
จิตใจของเมิ่งฝานว้าวุ่นสับสนจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ เขาดูดซับต้นกำเนิดกระบี่มาครึ่งค่อนปีมิเคยมีปัญหาสักครา แล้วไฉนวันนี้โชคชะตาจึงเล่นตลกถึงเพียงนี้ กระบี่เป่ยหมิงเล่มนี้มีสิ่งใดที่ผิดแผกไปจากเล่มอื่นกันแน่
คำตอบหนึ่งพลันผุดขึ้นมาในมโนสำนึก สิ่งที่พิเศษที่สุดของมัน คือความจริงที่ว่ามันมิได้ถือกำเนิดในมหาพิภพเทียนหยวน แต่มันข้ามภพมาจาก ‘แดนมาร’! นี่คือ ‘กระบี่มาร’ อย่างแท้จริง!
เมิ่งฝานเริ่มประจักษ์แจ้งถึงต้นตอของหายนะอย่างรางเลือน ร่างกายของเขาที่เป็นมนุษย์คงมิอาจรองรับพลังจากแดนมารได้โดยตรง ต้นกำเนิดกระบี่สายนี้อาจเป็นสิ่งที่มีเพียงผู้มีสายเลือดแห่งเผ่ามารเท่านั้นที่จะถลุงได้ ทว่าในเมื่อมันมุดเข้าไปฝังรากลึกอยู่ในร่างและมิยอมจากไปเช่นนี้ เขาควรจะทำอย่างไรดีเล่า?
ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินหัวใจของเมิ่งฝานอย่างที่มิเคยเป็นมาก่อน ในเวลานี้ แม้แต่การตะโกนขอความช่วยเหลือจากผู้ใดก็หามีประโยชน์ไม่! เพราะ ‘ต้นกำเนิดกระบี่’ เป็นสิ่งลี้ลับที่มิมีผู้ใดสัมผัสได้นอกจากตัวเขาเอง แม้แต่ยอดฝีมือผู้ทรงตบะอย่างท่านผู้เฒ่าหลินก็ยังมิอาจรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน มีเพียงตัวเขาที่มีพรสวรรค์ ‘วิถีกระบี่บรรลุเทพ’ เท่านั้นที่มองเห็นความเคลื่อนไหวของมัน
และยังมีอีกผู้หนึ่ง… หงชี่!!
เพราะหงชี่คือจิตวิญญาณแห่งกระบี่ นางย่อมต้องสัมผัสถึงความวิปริตของพลังสายนี้ได้แน่!
เมิ่งฝานเร่งเอ่ยถามหงชี่ด้วยน้ำเสียงร้อนรน “หงชี่! ต้นกำเนิดกระบี่ที่ข้าดูดซับในครานี้มีปัญหาใหญ่หลวงนัก เจ้าพอจะรับรู้ถึงกระแสพลังของมันภายในร่างข้าหรือไม่? พอจะมีวิธีใดที่จะชักนำมันออกไปให้พ้นจากกายข้าได้บ้าง?”
หงชี่เองก็มีสีหน้ากระวนกระวายมิแพ้กัน แต่นางกลับตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “นายท่าน ข้ามิอาจทำได้เลยเจ้าค่ะ แม้แต่ต้นกำเนิดกระบี่ของกระบี่หงชี่ที่ท่านดูดซับไปก่อนหน้า ข้ายังมิอาจส่งอิทธิพลใด ๆ ต่อมันได้เลย แล้วจะนับประสาอันใดกับต้นกำเนิดของกระบี่เล่มอื่น!”
เมื่อพึ่งพาผู้ใดมิได้ เมิ่งฝานย่อมต้องพึ่งตนเอง เขาหยุดฟุ้งซ่านและรวบรวมสมาธิทั้งหมดเพื่อเค้นหาหนทางรอด
ต้นกำเนิดกระบี่แห่งเผ่ามาร ข้าจะมีวิธีใดที่จะสยบและแปรเปลี่ยนมันได้บ้าง?
ทันใดนั้น ดวงตาของเมิ่งฝานก็ทอประกายวาบขึ้นราวกับสายฟ้าตัดผ่านความมืด!
‘คัมภีร์กระบี่ราตรีนิรันดร์’
นี่คือวิชากระบี่ของเป่ยหมิง เป็นศาสตร์แห่งกระบี่ที่ถือกำเนิดจากแดนมาร ทว่าสิ่งที่เขาต้องการในยามนี้หาใช่กระบวนท่าโจมตี แต่เป็น ‘คัมภีร์ฝึกปรือพลัง’ ต่างหาก! ก่อนหน้านี้ในห้วงนิมิตความทรงจำของกระบี่เป่ยหมิง เมิ่งฝานเคยได้สัมผัสผ่านตากับวิชาการบ่มเพาะของเผ่ามารมาบ้าง ทว่าวิชาเหล่านั้นมิใช่ศาสตร์แห่งกระบี่ พรสวรรค์ ‘วิถีกระบี่บรรลุเทพ’ จึงมิอาจสำแดงผลให้เขาบรรลุได้ในทันที
ในที่สุด เมิ่งฝานก็ฉุกนึกถึงวิชาแรกเริ่มที่เป่ยหมิงได้ฝึกฝนมาตั้งแต่เยาว์วัย มันเป็นเพียงวิชาพื้นฐานที่เรียบง่ายที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้นบ่มเพาะ ซึ่งเขายังพอจะจดจำเคล็ดความได้บ้าง
‘วิชาฝึกพลังมารขั้นพื้นฐาน’
ใช่แล้ว ชื่อของมันช่างเรียบง่ายทว่าตรงตัวยิ่งนัก สิ่งนี้มิต่างจาก ‘วิชาน้อมนำพลัง’ ของสำนักซู่ซันที่มีไว้เพื่อสร้างปราณแท้เส้นแรกในร่างกายเท่านั้น เมื่อสำเร็จผลแล้วมันย่อมไร้ความหมาย และต้องเปลี่ยนไปฝึกวิชาที่สูงส่งกว่า
“มีแต่ต้องลองเสี่ยงดูเท่านั้น!” เมิ่งฝานพึมพำขณะที่ร่างกายกำลังถูกต้นกำเนิดกระบี่มารทิ่มแทงจนแทบจะทนมิไหว เขาเริ่มโคจรพลังตามเคล็ดวิชาของแดนมารทันทีโดยมิรั้งรอ
ต้นกำเนิดกระบี่นั้นมีคุณสมบัติในการเร่งความเร็วของการฝึกฝนอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อเขานำมันมาขับเคลื่อนวิชาของเผ่ามาร ผลลัพธ์จึงบังเกิดอย่างรวดเร็วเกินคาด!
หนึ่งชั่วยามผ่านไป… เมิ่งฝานก็สามารถกลืนกินและหลอมรวมต้นกำเนิดกระบี่มารสายนั้นได้จนสำเร็จ ในขณะเดียวกัน ภายในจุดตันเถียนของเขา นอกจากปราณแท้ธาตุลมและธาตุสายฟ้าแล้ว กลับปรากฏกระแสพลังสายที่สามขึ้นมาอย่างลึกลับ พลังสายนี้มีความหม่นมัวและเยือกเย็นจนยากจะระบุธาตุที่ชัดเจน เมิ่งฝานจึงตัดสินใจเรียกมันอย่างง่าย ๆ ว่า ‘พลังมาร’
อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของวิชาพื้นฐานนี้สิ้นสุดลงเพียงการก่อกำเนิดพลังมารเส้นแรกเท่านั้น มันมิอาจส่งเสริมให้พลังสายนี้กล้าแกร่งขึ้นได้อีก หากเขาปรารถนาจะเพิ่มพูนมัน ย่อมต้องเสาะแสวงหาคัมภีร์ลับแห่งแดนมารมาฝึกฝนเพิ่มเติม
ทว่าอีกใจหนึ่ง เขาก็แอบคิดที่จะสลายพลังมารนี้ทิ้งเสีย หรือใช้ปราณแท้ธาตุสายฟ้าอันศักดิ์สิทธิ์เข้ากลืนกินมัน เพราะการเก็บพลังมารไว้ในร่างผู้บำเพ็ญฝ่ายธรรมะเช่นเขานั้น มิต่างจากการพกพาหายนะติดตัว หากผู้ใดล่วงรู้เข้า เคราะห์ร้ายย่อมมาเยือนจนถึงแก่ชีวิตได้
“นายท่าน ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?” ร่างจิตของหงชี่ลอยเข้ามาใกล้พลางจ้องมองเขาด้วยแววตาที่เป็นกังวลยิ่งนัก
“วางใจเถิด ข้ามิเป็นไรแล้ว” เมิ่งฝานคลี่ยิ้มบาง ๆ ให้หงชี่เพื่อคลายความกังวล
เมื่อสิ้นคำ เมิ่งฝานก็หมดสิ้นอารมณ์ที่จะปรนนิบัติเช็ดถูกระบี่ต่อ เห็นว่าแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้าแล้ว เขาจึงตัดสินใจกลับเข้าห้องหับเพื่อพักผ่อนเอาแรงสักครู่ ทว่าในห้วงความคิดยังคงวนเวียนอยู่กับคำถามที่ว่า ควรจะสลายพลังมารเส้นนั้นทิ้งไปเสียดีหรือไม่?
หากกล่าวตามสัตย์จริง พลังมารสายนี้เปรียบดั่งวาสนาที่หล่นทับโดยมิได้ตั้งใจ โดยปกติแล้ว มนุษย์ปุถุชนแทบจะมิมีทางฝึกปรือพลังมารขึ้นมาได้เลย โอกาสวาสนาเช่นนี้หาได้ยากยิ่งนัก หากปล่อยให้มันสลายไปตามยถากรรม ในภายหน้าหากคิดจะรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ย่อมมิใช่เรื่องง่าย เว้นเสียแต่เขาจะได้พบกับ ‘กระบี่มาร’ จากต่างภพและดูดซับต้นกำเนิดของมันได้อีกครั้ง
ทว่าอาวุธจากแดนมารนั้นจะมีโอกาสตกทอดมาสู่โลกมนุษย์ได้สักกี่มากน้อย? แม้แต่ในหอศาสตราอันยิ่งใหญ่ของซู่ซัน ก็เห็นจะมีเพียงกระบี่เป่ยหมิงเล่มเดียวเท่านั้นที่ข้ามภพมา
หลังจากชั่งใจอยู่นาน ในที่สุดเมิ่งฝานก็ตัดสินใจเก็บรักษาพลังมารสายนั้นไว้ ท้ายที่สุดแล้ว วิถีกระบี่หลักที่เขาเลือกเดินคือ ‘หยวนซื่อ’ ซึ่งเน้นการเปิดรับโอบอุ้มสรรพสิ่งและหลอมรวมทุกสรรพธาตุให้เป็นหนึ่งเดียว พลังมารย่อมสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีปฐมกำเนิดของเขาได้เช่นกัน!
เมิ่งฝานมิเพียงมิคิดจะกำจัดมันทิ้ง ทว่าเขายังเริ่มวางแผนที่จะเสาะแสวงหาคัมภีร์มารมาเพื่อขัดเกลาพลังสายนี้ให้แกร่งกล้าขึ้น ในเมื่อมันคือหนทางที่นำไปสู่ความแข็งแกร่ง เขาก็มิมีความจำเป็นต้องลังเลหรือเกรงใจขนบธรรมเนียมใด ๆ อีกต่อไป
“ตำราในชั้นที่หนึ่งของหอพระคัมภีร์ ข้ากวาดสายตาผ่านมาเกือบหมดแล้ว ทว่ากลับมิเห็นคัมภีร์วิชามารแม้เพียงเล่มเดียว มิล่วงรู้เลยว่าในชั้นที่สองจะมีเก็บรักษาไว้บ้างหรือไม่” เมิ่งฝานพึมพำอย่างจนใจ
สำนักกระบี่ซู่ซันขึ้นชื่อว่าเป็นตักศิลาฝ่ายธรรมะ ย่อมมิมีทางเชิดชูหรือเก็บรักษาตำราอัปมงคลของเผ่ามารไว้โดยเปิดเผย ทว่าด้วยสิทธิ์พิเศษที่เขาสามารถเข้าออกหอพระคัมภีร์ได้ถึงชั้นที่สี่ ในอนาคตหากมีเวลา เขาคงต้องลองไปสำรวจดูสักครา หากพบพานก็นับเป็นโชคดี หากมิพบก็มิคิดจะฝืนวาสนา
วันรุ่งขึ้น เมิ่งฝานมุ่งหน้าสู่แท่นทงเทียนบนยอดเขาซู่ซันอีกครั้ง
แม้ในใจจะมิได้ปรารถนาจะลงสนามประชันคมกระบี่กับเจียงผั่วเยว่ ทว่านั่นก็หาได้เป็นอุปสรรคต่อการมาชมการประลองไม่ โอกาสที่จะได้ศึกษาวิชาฝีมือของผู้กล้าจากทั่วสารทิศเช่นนี้ เมิ่งฝานย่อมมิยอมปล่อยให้หลุดมือไปเด็ดขาด
จากการเฝ้าสังเกตศึกชิงเจ้ากระบี่แห่งซู่ซันครั้งก่อน เมิ่งฝานได้รับความรู้แจ้งในวิถีกระบี่สายใหม่ ๆ มากมาย ซึ่งเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่มิอาจสัมผัสได้จากการนั่งอ่านคัมภีร์อยู่ในหอตำราเพียงลำพัง ยิ่งยามนี้ เขารู้สึกว่าตนเองเริ่มเข้าถึงแก่นแท้ของท่าที่สองในวิชา ‘หมื่นกระบี่คืนสำนัก’ ได้รางเลือนทว่าชัดเจนขึ้นทุกขณะ แม้แต่ท่าแรกอย่าง ‘กระบี่มา’ ก็ได้รับการขัดเกลาจนเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเดิม
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ยิ่งเขาสั่งสมความเข้าใจในวิถีกระบี่ไว้มากเพียงใด คราหน้าที่ได้สัมผัสกับ ‘แผ่นจารึกเทพกระบี่’ เขาย่อมจะได้รับผลตอบแทนที่มหาศาลขึ้นเพียงนั้น ซึ่งในคราต่อไป เขาได้รับอนุญาตจากท่านผู้เฒ่าหลินให้สื่อจิตกับแผ่นจารึกได้ยาวนานถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ๆ เลยทีเดียว!