วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 67 ก่อนออกศึก ลับคมกระบี่สักครั้ง
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 67 ก่อนออกศึก ลับคมกระบี่สักครั้ง
บทที่ 67 ก่อนออกศึก ลับคมกระบี่สักครั้ง
แม้ภายในใจของเมิ่งฝานจะประจักษ์แจ้งในวิถีกระบี่เพียงใด ทว่าเขาก็ยังคงข่มความปรารถนาที่จะก้าวขึ้นสู่เวทีนั้นไว้ด้วยความระมัดระวัง
หากจะกล่าวตามสัตย์จริง การที่เหอหยิ่งพ่ายแพ้ต่อเจียงผั่วเยว่ในครานี้ อาจนับเป็นโชคดีในคราบคราวเคราะห์ก็เป็นได้ เพราะยามนี้สายตาจากสำนักอู๋จี๋และคุนหลุนต่างจับจ้องมาที่ซู่ซันมิวางตา เมื่อคนมากปากก็มาก ข่าวสารย่อมรั่วไหลออกไปอย่างไร้มิอาจกั้น
ในสถานการณ์เช่นนี้ หากเหอหยิ่งสำแดงความไร้เทียมทานออกมาจนเกินงาม ย่อมกลายเป็นเป้านิ่งให้ศัตรูของสำนักจ้องทำลายล้าง หอกจากเบื้องหน้านั้นพอจะหลบเลี่ยงได้ ทว่าศรลับจากเบื้องหลังนั้นยากจะป้องกัน แม้จะกบดานอยู่ภายในซู่ซัน ทว่าใครจะรับประกันได้ว่ามิมีไส้ศึกแฝงกายอยู่ในเงา?
โชคดีที่เจ้าหมอนั่นปราชัยลง
แม้ฝีมือจะโดดเด่นจนน่าจับตา ทว่าก็ยังมิถึงขั้นเป็น ‘ภัยคุกคาม’ ที่ต้องกำจัดทิ้งโดยเร่งด่วน หากเป็นเมิ่งฝานที่ก้าวขึ้นไปโค่นเจียงผั่วเยว่ลงได้ สถานการณ์ย่อมพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาคงถูกขึ้นบัญชี ‘สังหารล้างบาง’ จากสำนักคู่อริเป็นแน่
เพียงเพื่อความโอ่อ่าชั่วครู่ยาม แต่ต้องแลกมาด้วยมหันตภัยที่ตามรังควานเช่นนี้… คุ้มค่าแล้วรึ?
มิคุ้มเสียเลยสักนิด!
แม้สิ่งที่โหมกระหน่ำอยู่ในความคิดอาจเป็นเพียงการคาดคะเนของเมิ่งฝาน ทว่าในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรอันโหดร้าย ความเป็นไปได้เช่นนี้หาได้ต่ำต้อยไม่ การซุ่มซ่อนคมฝักและสะสมทรัพย์อย่างเงียบเชียบต่างหาก คือวิถีที่สอดคล้องกับตัวเขาที่สุด
เขามิมีความจำเป็นต้องป่าวประกาศความเก่งกาจ หรือร้องขอทรัพยากรล้ำค่าจากสำนักมาประโคมกาย เพียงมีท่านผู้เฒ่าหลินคอยเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรอยู่ในหอศาสตรา และมีแผ่นจารึกเทพกระบี่เป็นครูชี้แนะ ก็นับว่าเพียงพอที่จะทำให้เขา ‘ทะยานสู่สรวงสวรรค์’ ได้ในวันใดวันหนึ่งแล้ว
“ศิษย์พี่หลิว ท่านมิคิดจะก้าวขึ้นไปทดสอบคมกระบี่ของตนเองดูบ้างรึขอรับ?” เมิ่งฝานเอ่ยถามหยั่งเชิง
“ข้าขึ้นไปก็มิวายต้องพ่ายแพ้อยู่ดี จะไปให้เสียหน้าทำไมกัน?” หลิวเยียนผิงตอบอย่างเจียมตัว นางรู้ซึ้งถึงขีดจำกัดของตนเองเป็นอย่างดี
เมิ่งฝานนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเผยความลับที่ได้รับมาจากท่านผู้เฒ่าหลินให้นางฟัง ในสำนักซู่ซันอันกว้างใหญ่ เขาหามีมิตรสหายมากนัก และหลิวเยียนผิงก็นับเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เขาไว้วางใจ ข่าวสารล้ำค่าเช่นนี้เขาจึงมิรังเกียจที่จะแบ่งปัน
“ดินแดนมารเร้นลับเข้าได้เฉพาะผู้ที่ตบะต่ำกว่าขั้นหลอมดาน มิหนำซ้ำพลังศักดิ์สิทธิ์ยังถูกผนึกไว้รึ? มีสถานที่ที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้อยู่ด้วยรึนี่!” หลิวเยียนผิงเริ่มทอประกายความสนใจออกมาในแววตา
เมิ่งฝานยิ้มขื่นพลางเอ่ยย้ำ
“ประเด็นสำคัญมิได้อยู่ที่สถานที่หรอกขอรับ ทว่าหากท่านสามารถสำแดงปฏิภาณเชิงกระบี่ให้ประจักษ์แจ้งในยามนี้ได้ ทางสำนักย่อมต้องให้ความสำคัญและทุ่มเททรัพยากรเพื่อบ่มเพาะท่านให้ยิ่งใหญ่กว่าที่เป็นอยู่!”
ส่วนเรื่องจะเสี่ยงตายเข้าไปในดินแดนมารหรือไม่นั้น เมิ่งฝานปล่อยให้หลิวเยียนผิงเป็นผู้ตัดสินใจเอง เพราะสถานที่แห่งนั้นย่อมเต็มไปด้วยภยันตรายที่ยากจะคาดเดา ทว่าในเมื่อทั้งสามสำนักใหญ่เห็นพ้องที่จะส่งคนเข้าไปสำรวจ ย่อมแสดงว่าอันตรายเหล่านั้นยังพอจะมีหนทางควบคุมได้บ้าง
“ข่าวลึกระดับนี้ แม้แต่ท่านปู่ของข้ายังมิล่วงรู้เลย นึกมิถึงว่าจะมีวันที่เจ้ารู้ความเคลื่อนไหวได้ว่องไวกว่าข้า!” หลิวเยียนผิงเอ่ยขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ปกติแล้วนางมักจะวางตัวเป็นผู้รอบรู้คอยชี้แนะเมิ่งฝานอยู่เป็นนิจ มิคาดว่าวันนี้บทบาทกลับสลับตาลปัตรเสียได้
“เมื่อวานข้าก็เป็นคนบอกท่านมิใช่หรือว่า เจียงผั่วเยว่จากคุนหลุนผู้นั้นจะกลายเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด” เมิ่งฝานกล่าวทวงความดีความชอบพลางทำสีหน้าเรียบเฉย
“นั่นมันข้อมูลที่เจ้าไปดักฟังมาจาก ‘ศิษย์พี่จิน’ แห่งหอพระคัมภีร์ต่างหากเล่า!” หลิวเยียนผิงเม้มปากเอ่ยอย่างมียอมลดละ
เมิ่งฝานทำเพียงกลอกตาเบา ๆ ด้วยความคร้านจะต่อความยาวสาวความยืดกับเรื่องไร้สาระนี้ ทันใดนั้น เขาก็เห็นหลิวเยียนผิงตั้งท่าจะพุ่งตัวมุ่งหน้าไปยังแท่นทงเทียน
“ช้าก่อน!” เมิ่งฝานรีบคว้าต้นแขนของนางไว้ทันควัน
“อะไรของเจ้าอีกล่ะ? มิใช่เจ้าเองรึที่ยุให้ข้าขึ้นไปลองกระบี่ดูบ้าง?” หลิวเยียนผิงหันมาถามอย่างฉงน
“จะรีบไปไยขอรับ ข้าเพียงจะช่วย ‘ลับคม’ อาวุธให้ท่านก่อนออกศึกเสียหน่อย”
จากนั้น เมิ่งฝานก็เริ่มถ่ายทอดเคล็ดลับอย่างรวบรัด เขาชี้จุดอ่อนที่ซ่อนเร้นและช่องโหว่ในเพลงกระบี่ของเฉิงเฟยอวี้ให้นางฟังอย่างละเอียด เพียงชั่วครู่ถัดมา หลิวเยียนผิงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจก็ก้าวขึ้นสู่แท่นทงเทียน ยืนประจันหน้ากับเฉิงเฟยอวี้อย่างสง่างาม
ในฐานะศิษย์สายใน การที่นางมาท้าดวลกับเฉิงเฟยอวี้มิใช่เรื่องแปลกพิสดาร เพราะในขณะที่ศิษย์แกนหลักมุ่งเป้าไปที่เจียงผั่วเยว่ สนามของเฉิงเฟยอวี้จึงกลายเป็นพื้นที่ประลองของเหล่าศิษย์สายใน และศิษย์สายนอกบางคนที่หาญกล้า ซึ่งแน่นอนว่าที่ผ่านมามิวายถูกสยบลงในกระบวนท่าเดียวอย่างไร้ปาฏิหาริย์
ยามที่หลิวเยียนผิงปรากฏกายบนเวที นางมิได้ดึงดูดสายตาผู้คนมากมายนัก ด้วยตบะเพียงขั้นเจินอู่ระดับสอง ใครต่อใครต่างมองว่านางมิใช่คู่มือที่คู่ควรของเฉิงเฟยอวี้ อัจฉริยะที่ฟ้าประทานอย่างเหอหยิ่งนั้นหาได้ยากยิ่งในหมู่คนนับหมื่น มิมีทางที่จะโผล่มาพร้อมกันถึงสองคนเป็นแน่
แม้แต่เฉิงเฟยอวี้เองก็จ้องมองนางด้วยสายตาที่สงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ในใจเขาปรามาสไปแล้วว่า หลิวเยียนผิงก็คงเป็นเพียงอีกหนึ่งคนที่จะถูกเขาสยบลงภายใต้คมกระบี่เพียงหนึ่งเดียว
ทว่า… ทันทีที่หลิวเยียนผิงชักกระบี่ออกและแทงเข้าหาเขาในท่วงท่าเดียว สีหน้าของเฉิงเฟยอวี้ก็พลันเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง!
กระแสพลังกระบี่!
มันคือพลังอันเกรี้ยวกราดของ ‘วิถีกระบี่วารีคลั่ง’!
ผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่เพียงขั้นเจินอู่ระดับสอง ทว่ากลับสามารถขัดเกลาท่วงท่าจนถึงขีดสุด ก่อเกิดเป็น ‘จิตวิญญาณกระบี่’ และปลุกเร้า ‘กระแสพลังกระบี่’ ออกมาได้นั้น นับเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนขวัญยิ่งนัก แม้แต่ยอดฝีมือในขั้นเจินอู่ระดับห้าหรือหก หลายคนยังมิอาจสัมผัสถึงขอบเขตนีได้เลยด้วยซ้ำ!
เพียงความสำเร็จในจุดนี้ประการเดียว ก็เพียงพอแล้วที่จะดึงดูดความสนใจของเฉิงเฟยอวี้ให้หันมาจดจ่ออย่างเคร่งครัด เขาตวัดกระบี่ฟาดฟันออกไปหนึ่งที ปลดปล่อยกระแสพลังกระบี่เข้าปะทะกันอย่างรุนแรง
ยามที่พลังกระบี่สองสายเข้าปะทะกันโดยไร้ซึ่งปราณแท้เข้าพัวพัน มันกลับส่งกลิ่นอายอันแหลมคมจนผู้คนโดยรอบต้องหันมามองเป็นตาเดียว หลายคนที่รู้จักหลิวเยียนผิงดีต่างอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด!
แม่นางน้อยผู้นี้ เดิมทีก็มีชื่อเสียงโด่งดังมิน้อยในฐานะ ‘เศรษฐินีอันดับหนึ่ง’ แห่งมวลหมู่ศิษย์สายใน ทว่าสิ่งที่ผู้คนจดจำนางกลับเป็นเพียงความมั่งคั่งมหาศาล หาได้มีใครคาดคิดไม่ว่า เพลงกระบี่ของนางจะแหลมคมถึงเพียงนี้!
โชคดีที่ก่อนหน้านี้มีเหอหยิ่งเป็นดั่งผู้นำร่องสำแดงอภินิหารไว้ก่อนแล้ว ทำให้แม้ฝูงชนจะตกตะลึง ทว่าก็ยังพอจะมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง มิได้ถึงขั้นขวัญผวาจนเกินกู้ ท้ายที่สุดแล้วในโลกแห่งวิทยายุทธ์ สิ่งใดที่บังเกิดเป็นคราแรกย่อมตราตรึงมิรู้ลืม ทว่าคราที่สองผู้คนมักจะเริ่มเคยชิน นั่นคือสัจธรรมที่ว่าเหตุใดจึงมิวัดกันที่อันดับสอง
ทว่า “กระแสพลังกระบี่” ที่พวยพุ่งนั้น เป็นเพียงโหมโรงเริ่มต้นเท่านั้น!
เมื่อหลิวเยียนผิงวาดกระบี่ครั้งที่สอง ทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง แววตาที่จ้องมองมานั้นสั่นสะท้านมิต่างจากยามที่เหอหยิ่งแสดงเดชแม้แต่น้อย เพราะกระบี่ที่สองของนางกลับสามารถควบแน่นจนก่อเกิดเป็น ‘เจตนารมณ์กระบี่’ ได้อย่างสมบูรณ์!
ตบะเพียงขั้นเจินอู่ระดับสอง ทว่ากลับบรรลุถึงขั้น ‘เจตนารมณ์กระบี่’
คราสุดท้ายที่ปาฏิหาริย์เช่นนี้ปรากฏขึ้น ดูเหมือนจะเป็นเมื่อชั่วระยะเวลาธูปหมดดอกก่อนหน้านี้เพียงดอกเดียว แถมครานั้นยังเป็นเพียงระดับหนึ่งแห่งเจินอู่อีกต่างหาก! ทว่าถึงจะซ้ำรอยเดิม ความสนใจของมหาชนก็ยังถูกดึงดูดไปที่นางจนหมดสิ้น
ในชั่วขณะนั้น การประลองฝั่งเจียงผั่วเยว่กลับกลายเป็นเพียงฉากหลังที่มิมีใครชายตาแล ทุกผู้ทุกนามต่างจดจ่ออยู่ที่หลิวเยียนผิงเป็นจุดเดียว มนุษย์เรามิอาจแยกโสตประสาทเป็นสองทางได้ยามที่พบเห็นสิ่งอัศจรรย์ตรงหน้า
ด้วยการชี้แนะแบบ ‘เร่งรัด’ จากเมิ่งฝานก่อนลงสนาม แม่นางน้อยผู้นี้จึงสามารถเล็งเห็นรอยปริแยกในท่วงท่าของเฉิงเฟยอวี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และเพียงห้ากระบวนท่าเท่านั้น นางก็สยบเฉิงเฟยอวี้ลงได้อย่างราบคาบ! กลายเป็นศิษย์สายในคนที่สองต่อจากเหอหยิ่ง ที่มีคุณสมบัติคู่ควรจะก้าวไปท้าทายเจียงผั่วเยว่
ผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ ทำให้บรรดาผู้อาวุโสแห่งซู่ซันต่างพากันมองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะผู้อาวุโสที่มีความสนิทสนมกับหลิวชิงหยวนแห่งตำหนักหลอมยา ถึงกับลอบพยักหน้าด้วยความพึงพอใจยิ่ง
มิคาดเลยว่า ตาแก่หลิวผู้ที่ฝีมือกระบี่งั้น ๆ จนต้องหันไปซุกตัวอยู่กับเตาหลอมยา จะสามารถบ่มเพาะหลานสาวให้มีวิถีกระบี่ที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้ได้ ช่างเป็นดั่งคลื่นลูกหลังที่ซัดโถมไล่จี้คลื่นลูกหน้าอย่างแท้จริง!
หลังจากคว้าชัยเหนือเฉิงเฟยอวี้ หลิวเยียนผิงก็มุ่งหน้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าเจียงผั่วเยว่ นางประสานมือทำความเคารพตามธรรมเนียม
แม้ยามลับหลังนางจะพร่ำเพ้อเรียกเขาว่า ‘ว่าที่สามี’ ประหนึ่งคุ้นเคยกันมาแสนนาน ทว่าเมื่อต้องมายืนประจันหน้ากับเจียงผั่วเยว่จริง ๆ หัวใจของนางกลับเต้นรัวด้วยความประหม่าอย่างบอกมิถูก ความรู้สึกนี้หาใช่ความเสน่หาฉันชู้สาว หากแต่เป็นแรงกดดันมหาศาลที่เกิดจากความต่างชั้นของพลังอำนาจ
เพียงแค่จ้องตาเจียงผั่วเยว่ นางก็รู้สึกได้ถึงรังสีคุกคามอันล่องหนที่โถมเข้าใส่จนแทบหายใจไม่ออก
นี่มัน… สู้มิได้แน่ ๆ!
“เชิญเจ้าลงมือเถิด” เจียงผั่วเยว่กล่าวกับหลิวเยียนผิงด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
หลิวเยียนผิงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะสะบัดกระบี่ออกจากฝัก พุ่งเข้าจู่โจมเจียงผั่วเยว่ทันทีในชั่วพริบตา ในเมื่ออีกฝ่ายใจกว้างยอมให้ผู้น้อยอย่างนางเปิดฉากก่อน นางก็หาคิดจะออมมือไม่ เพราะนางรู้ซึ้งดีว่าตนเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างมหาศาล หากยังขืนมัวแต่รักษามารยาทรอให้อีกฝ่ายลงมือก่อน ก็นับว่าโง่เขลาเต็มที!
นางรู้ดีว่าฝีมือยังห่างชั้นนัก จึงตัดสินใจเดิมพันด้วยกระบวนท่าที่ทรงพลังที่สุดที่มีวิถีกระบี่วารีคลั่ง!
ทว่า…
เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา กระบี่ยาวในมือของหลิวเยียนผิงก็กระเด็นหลุดลอยไปไกล นางพ่ายแพ้อย่างราบคาบโดยมิอาจต้านทาน เจียงผั่วเยว่ชักกระบี่และเก็บเข้าฝักด้วยท่วงท่าที่ไหลลื่นประหนึ่งสายน้ำต่อเนื่องเพียงจังหวะเดียว เขาหาได้เคลื่อนไหวแม้แต่ก้าวเดียว ยืนตระหง่านอยู่ที่เดิมตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมส่งสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งมาที่นาง
หลิวเยียนผิงก้มลงเก็บกระบี่ขึ้นมาด้วยความจำใจ ก่อนจะเดินลงจากเวทีทงเทียนไปอย่างเงียบเชียบ นางมิได้รู้สึกเสียหน้าหรือท้อแท้แต่อย่างใด เพราะในใจนางมิเคยคิดฝันว่าจะชนะได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว การพ่ายในกระบวนท่าเดียวจึงถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่อยู่ในความคาดหมาย
นางเดินกลับมาหยุดยืนเคียงข้างเมิ่งฝานด้วยจิตใจที่สงบนิ่ง มิได้หวั่นไหวกับความพ่ายแพ้แม้แต่น้อย เมิ่งฝานเห็นดังนั้นจึงเอ่ยเย้าพร้อมรอยยิ้มว่า
“ดูท่า ‘ว่าที่สามี’ ของท่านคนนี้ จะลงมือได้โหดเหี้ยมมิเบาเลยนะขอรับ”
หลิวเยียนผิงเม้มปากแน่น มิยอมใส่ใจคำแซวของเขา เมิ่งฝานจึงเดาะลิ้นเบา ๆ แล้วกล่าวต่อว่า
“เจ้าหมอนั่นยังรู้จักยั้งมือให้เหอหยิ่งบ้าง แต่พอเป็นสตรีอย่างท่าน กลับมิคิดจะปรานีเลยแม้แต่น้อย แหม ช่างเป็นชายชาติทหารที่น่าเลื่อมใสยิ่งนัก!”
“ใครบอกเจ้ากันว่าสตรีต้องอ่อนแอกว่าบุรุษ? แล้วเหตุใดเขาต้องมายั้งมือให้ข้าด้วยเล่า?” หลิวเยียนผิงชำเลืองมองเมิ่งฝานอย่างขุ่นเคือง
“ข้ามีคำแนะนำจะมอบให้ท่านสักหนึ่งข้อ” เมิ่งฝานเอ่ยขึ้นลอย ๆ อย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
“คำแนะนำอะไรของเจ้า?” นางถามด้วยความงงงวย
“ท่านจงอย่าได้คิดให้เจียงผั่วเยว่มาเป็นคู่ครองจริง ๆ เชียว มิเช่นนั้นชีวิตในภายภาคหน้าของท่านคงต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสแน่นอน”
“ข้าก็แค่พูดเล่นสนุกปากไปอย่างนั้นเอง! อีกอย่างยอดคนอย่างเขาจะมาแลมองข้าได้อย่างไร? ว่าแต่ เหตุใดเจ้าถึงพูดจาเป็นลางร้ายเช่นนั้นเล่า?”
เมิ่งฝานโน้มตัวลงไปกระซิบที่ข้างหูของหลิวเยียนผิงเบา ๆ ว่า “เมื่อครู่ยามที่เจียงผั่วเยว่ชักกระบี่ออกมาประลองกับท่าน ในส่วนลึกของแววตาเขามันมีความตื่นเต้นบางอย่างซ่อนอยู่ขอรับ”
“แล้วมันอย่างไรเล่า?” หลิวเยียนผิงถามด้วยความประหลาดใจ มิเข้าใจในสิ่งที่เขาสื่อ
“ก็หมายความว่า ก่อนหน้านี้ตอนที่ข้าเฝ้ามองเขาลงมือกับศิษย์หญิงคนอื่น ๆ แววตาของเขามักจะฉายความตื่นเต้นเป็นพิเศษเสมอ”
“เจ้าต้องการจะสื่ออะไรกันแน่?”
“ยังมิตระหนักอีกรึขอรับ? เจ้าหมอนั่นน่ะ มันมีความสุขเป็นพิเศษทุกครั้งที่ได้ ‘เฆี่ยนตี’ สตรี! นั่นแสดงว่ามันมีสันดานชอบใช้กำลังกับผู้หญิง หากใครได้แต่งงานด้วยคงมิพ้นถูกทำร้ายในบ้านเป็นแน่! เว้นเสียแต่ว่าภรรยาของเขาจะแกร่งกล้ากว่าจนสามารถ ‘ตี’ เขากลับได้เท่านั้นแหละ!”
“จริงรึนั่น?” หลิวเยียนผิงมองเมิ่งฝานด้วยความสงสัยอย่างหนัก ในใจแอบระแวงว่าเขากำลังอิจฉาจนใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นอยู่หรือไม่
“จะเชื่อหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ท่านขอรับ” เมิ่งฝานยักไหล่อย่างมินำพา
ในชาติปางก่อน เขาเคยเป็นทนายความที่พบบรรดาคดีความรุนแรงในครอบครัวมานับมิถ้วน บุรุษที่ชอบใช้กำลังกับคนในบ้านมักจะมีแววตาที่คล้ายคลึงกับเจียงผั่วเยว่ผู้นี้มิผิดเพี้ยน ในเมื่อนับถือหลิวเยียนผิงเป็นมิตร เขาจึงยอมเปิดปากเตือนสติสักคำ
“เอาเถิด มิว่าสิ่งที่เจ้าพูดจะจริงหรือเท็จ มันก็มิได้เกี่ยวข้องกับข้าอยู่แล้ว ข้าก็แค่ล้อเล่นตามประสา มิได้คิดจะไปพัวพันกับเขาจริง ๆ เสียหน่อย” หลิวเยียนผิงเอ่ยตัดบท
ทว่าคำเตือนนั้นกลับทำให้นางเริ่มยับยั้งชั่งใจมากขึ้น มิก้าวล่วงพาดพิงถึงเรื่องคู่ครองอีก ท้ายที่สุดนางก็ประจักษ์แล้วว่าพ่ายแพ้ให้แก่เขาอย่างหมดรูป และนางก็หามีรสนิยมชมชอบความเจ็บปวดไม่
ยามนี้ บนเวทีทงเทียนหามีศิษย์สายในคนใดหาญกล้าขึ้นไปท้าประลองอีก ตั้งแต่เริ่มจนจบ มีเพียงหลิวเยียนผิงและเหอหยิ่งเท่านั้นที่สามารถพิชิตเฉิงเฟยอวี้ขึ้นมาได้ ส่วนเหล่าศิษย์แกนหลักที่เหลือ ก็หามีใครเป็นคู่มือที่คู่ควรของเจียงผั่วเยว่ไม่ มิว่าจะเป็นตบะบารมีหรือวิถีกระบี่ล้วน ๆ เจียงผั่วเยว่ผู้นี้กลับกลายเป็นยอดเขาที่ไร้ซึ่งผู้เทียบเคียงอย่างแท้จริง!