วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 68 ข้าก็นับเป็นรุ่นเดียวกับเจ้า การสังหารต้องทำลายที่จิตใจ
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 68 ข้าก็นับเป็นรุ่นเดียวกับเจ้า การสังหารต้องทำลายที่จิตใจ
บทที่ 68 ข้าก็นับเป็นรุ่นเดียวกับเจ้า การสังหารต้องทำลายที่จิตใจ
ยามนี้เหล่าจอมยุทธ์จากสำนักอู๋จี๋และคุนหลุนต่างยังสงวนตัวมิก้าวขึ้นสู่เวที เพราะตามกำหนดการเดิม หลังจากจบศึกที่นี่แล้ว เจียงผั่วเยว่ยังมีภารกิจต้องเดินทางไปประลองที่สำนักอู๋จี๋และคุนหลุนเป็นลำดับถัดไป ดังนั้น เวทีในวันนี้จึงถูกจัดขึ้นเพื่อลับคมกระบี่กับสำนักซู่ซันโดยเฉพาะ
“ศิษย์สำนักซู่ซันไม่ว่าจะเป็นสายในหรือแกนหลัก ต่างก็ปราชัยไปจนเกือบสิ้นแล้ว… ดูท่าหลังจากนี้คงถึงคราวที่เหล่า ‘ผู้อาวุโสระดับสูง’ ต้องออกโรงเองเสียที” หลิวเยียนผิงกระซิบกับเมิ่งฝานแผ่วเบา
เมิ่งฝานพยักหน้าเห็นพ้อง ทว่าเขากลับเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เหล่าอาวุโสคงไม่กล้าบุ่มบ่ามก้าวออกมาง่าย ๆ หรอกขอรับ เพราะหากพลาดพลั้งพ่ายแพ้ขึ้นมา มันไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่นับเป็นความอัปยศอดสูของสำนักที่ยากจะล้างมลทินได้ เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะมั่นใจในชัยชนะอย่างเด็ดขาดเท่านั้น”
“มันจะรุนแรงถึงเพียงนั้นเชียวรึ? เจียงผั่วเยว่ผู้นี้ต่อให้ร้ายกาจปานใด เขาก็ยังอยู่ในฐานะศิษย์แกนหลักของคุนหลุนเท่านั้น อาวุโสของซู่ซันเราคงมิถึงกับไร้ฝีมือจนสู้เด็กคนเดียวมิได้หรอกมั้ง?”
“ท่านลืมไปแล้วรึ การประลองครานี้วัดกันที่ ‘วิถีกระบี่’ ล้วน ๆ หาได้เกี่ยวพันกับระดับตบะบารมีไม่ อาวุโสหลายท่านอาจมีตบะสูงส่งเทียมฟ้า ทว่านั่นมิได้การันตีว่าเพลงกระบี่ของพวกเขาจะเฉียบคมเหนือใครเสมอไป”
“จริงของเจ้า” หลิวเยียนผิงลอบกลืนน้ำลาย
ในการประลองกระบี่แห่งซู่ซันครานี้ หากเป็นการปะทะกันระหว่างศิษย์ ไม่ว่าใครแพ้ชนะก็นับเป็นเรื่องธรรมดาของวิสัยจอมยุทธ์ ทว่าหากคนระดับ ‘อาวุโส’ ออกโรงเองแล้วยังต้องม้วนเสื่อกลับไป นั่นแหละคือคราวอับปางของเกียรติภูมิสำนักซู่ซันอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ความเงียบจึงเข้าปกคลุมแท่นทงเทียนอยู่นานโข เพราะเดิมพันครั้งนี้สูงเกินกว่าใครจะกล้าแบกรับ
ทว่าในความเงียบสงัดนั้น เจียงผั่วเยว่กลับกวาดสายตามองไปรอบทิศ ก่อนจะประกาศก้องด้วยน้ำเสียงโอหังว่า
“ดูท่าจะไม่มีศิษย์คนใดคิดจะขึ้นมาประลองกับข้าแล้วสินะ ตัวข้าเจียงผั่วเยว่ผู้นี้มีความรู้อันน้อยนิด ไม่ทราบว่าจะมี ‘ท่านอาวุโส’ ท่านใดของสำนักซู่ซัน จะกรุณาให้เกียรติก้าวออกมาชี้แนะข้าบ้างหรือไม่?”
สิ้นคำประกาศของเจียงผั่วเยว่ บรรยากาศรอบข้างพลันเย็นเยือกขึ้นทันควัน เหล่าคนของสำนักซู่ซันต่างเผยสีหน้าโกรธเกรี้ยวและมึนตึงกันถ้วนหน้า
เดิมทีการที่ไม่มีใครก้าวขึ้นไปก็ถือเป็นเรื่องปกติที่เข้าใจได้ ทว่าคำท้าทายอย่างตรงไปตรงมาของเจียงผั่วเยว่ในยามนี้ มิต่างอะไรกับการตบหน้ากลางเยี่ยงยั่วยุ หากยังไม่มีผู้ใดก้าวออกไปรับศึก สำนักซู่ซันคงต้องกลายเป็นตัวตลกให้ผู้คนหัวเราะเยาะไปอีกนาน
เจียงผั่วเยว่ผู้นี้… ช่างโอหังไม่จักกาลเทศะจริง ๆ!
สายตาชิงชังนับร้อยนับพันคู่พุ่งตรงไปยังบุรุษบนเวที ทว่าเจียงผั่วเยว่กลับทำเพียงยืนนิ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้นำพาต่อความโกธรของฝูงชนแต่อย่างใด
หากเป็นคนหนุ่มแล้วไม่กล้าโอหัง จะเรียกว่าเป็นคนหนุ่มได้อย่างไร!
เขามีศักยภาพเพียงพอที่จะยโสเช่นนั้นได้จริง ๆ อีกทั้งเขาหาได้เป็นศิษย์ของสำนักซู่ซันไม่ ต่อให้ต้องผิดใจจนมองหน้ากันมิติด แล้วเขาจะต้องยี่หระไปไย?
อย่างไรก็ตาม อีกไม่นานเขาก็ต้องออกเดินทางติดตามคณะของสำนักคุนหลุนกลับไปแล้ว การได้ประลองกับยอดฝีมือระดับผู้ดูแลของซู่ซัน จึงเป็นแผนการที่เขามุ่งเป้าหมายไว้ในใจตั้งแต่ต้น
ชั่วอึดใจต่อมา บุรุษในชุดผู้ดูแลของสำนักซู่ซันก็ก้าวขึ้นสู่เวทีทงเทียนอย่างมั่นคง เมิ่งฝานมิเคยรู้จักคนผู้นี้มาก่อน และยิ่งไม่อาจหยั่งถึงระดับตบะบารมีของเขาได้ ทว่าในยามนี้ การวัดกันที่ระดับพลังหาใช่ประเด็นหลัก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความลุ่มลึกในวิถีกระบี่ต่างหาก
“ศิษย์พี่ ท่านนี้คือใครรึขอรับ?” เมิ่งฝานหันไปถามหลิวเยียนผิง
หลิวเยียนผิงคลี่ยิ้มอย่างผู้เหนือกว่า ในใจแอบนึกลำพองว่า เจ้าหนูคนนี้ เมื่อครู่ยังเอาข่าววงในมาวางท่าอวดข้าอยู่เลย สุดท้ายก็ต้องมาขอความรู้จากข้าอยู่ดีมิใช่รึ
“เรียกว่า ‘ศิษย์พี่หญิงหลิว’ สิ!”
“ขอรับศิษย์พี่หญิงหลิว ท่านผู้นี้คือใครรึขอรับ?”
“ท่านผู้นี้คือผู้ดูแลแห่งหอคุมกฎสำนักซู่ซันของเรา ข้ารู้เพียงว่าทุกคนเรียกท่านว่า ‘ผู้ดูแลหยาง’ ส่วนนามจริงนั้นข้าก็สุดรู้”
เมิ่งฝานพยักหน้าเงียบ ๆ ไม่ถามความต่อ เขาเองก็ใคร่รู้นักว่าวิถีกระบี่ของผู้คุมกฎระดับนี้จะพิสดารเพียงใด การที่กล้าก้าวขึ้นสู่เวทีเป็นคนแรก ย่อมต้องมั่นใจในเพลงกระบี่ของตนอย่างยิ่งยวด หรือไม่ก็อาจเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้ดูแล จนถูกผลักดันให้มาเป็นหัวหอกกู้หน้าสำนัก
สัจธรรมที่ว่าสำนักซู่ซัน ‘แพ้ไม่ได้’ นั้นค้ำคออยู่ เพราะหากพ่ายให้แก่ศิษย์ต่างสำนักเกียรติภูมิที่สะสมมาคงมลายสิ้น อาจถึงขั้นไม่อาจเงยหน้าสู้สายตาคนจากสำนักอู๋จี๋และคุนหลุนได้อีกเลย ดังนั้น ผู้ดูแลหยางท่านนี้ย่อมต้องมีฝีมือที่น่าครั่นคร้ามอย่างแน่นอน!
“เจียงผั่วเยว่แห่งคุนหลุน ขอรับคำชี้แนะจากผู้อาวุโส” เจียงผั่วเยว่ประสานมือคำนับ
เบื้องหน้าดูสุภาพนอบน้อม ทว่าในดวงตาของเขากลับลุกโชนด้วยเปลวไฟแห่งความกระหายชัยชนะ หากเขาสามารถสยบผู้ดูแลของซู่ซันลงได้ ชื่อเสียงของเขาจะขจรขจายไปทั่วหล้า ในฐานะอัจฉริยะผู้นำความอัปยศมาสู่สำนักกระบี่อันดับหนึ่ง!
“ซู่ซัน หยางอี้ฟาง” ผู้ดูแลหยางเอ่ยนามด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำพลางคำนับตอบ
“เชิญผู้อาวุโสลงมือก่อน!” เจียงผั่วเยว่กล่าวอย่างใจถึง
ทว่าหยางอี้ฟางกลับมีสีหน้าเฉยเมย ยืนตระหง่านอยู่กับที่โดยไม่ขยับเขยื้อน แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าไม่คิดจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
เจียงผั่วเยว่เห็นดังนั้นก็หาได้เกรงใจไม่ แม้ความพยองจะพุ่งสูงขึ้นจากชัยชนะตลอดสองวันที่ผ่านมา ทว่าเขาก็ยังไม่ถึงขั้นประมาทเลินเล่อ เขาจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีทันที!
เคร้ง! กระบี่ยาวถูกชักออกจากฝักพร้อมแสงกระบี่ที่สาดจ้าบาดตาประหนึ่งแสงอาทิตย์ที่ส่องทะลุผ่านห้องที่มืดมิดและเต็มไปด้วยฝุ่นละอองจนแสบพร่า สิ่งที่พวยพุ่งออกมาพร้อมคมกระบี่หาได้มีเพียงแสงสว่าง ทว่ากลับแฝงไปด้วย ‘สภาวะข่มขวัญ’ อันหนักอึ้ง!
มันหาใช่เจตนารมณ์กระบี่ ทว่าคือ ‘สภาวะ’ อันไร้ลักษณ์
เมื่อต้องประจันหน้ากับระดับผู้คุมกฎ เจียงผั่วเยว่มิกล้าโอหังแม้เพียงกระผีกริ้น เขาจึงงัดสภาวะข่มขวัญที่หลอมรวมจนสมบูรณ์แบบออกมาตั้งแต่กระบวนท่าแรก อานุภาพของมันรุนแรงถึงขนาดที่ศิษย์ร่วมสำนักในระดับ ‘รวมแกน’ หลายคนยังไม่อาจบรรลุถึงขอบเขตนี้ได้!
การที่อัจฉริยะรุ่นเยาว์สามารถครอบครองสภาวะที่แข็งแกร่งเช่นนี้ได้ นับเป็นตัวตนที่ถูกกำหนดมาให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ของคุนหลุนในวันหน้าอย่างแท้จริง ทว่าเมื่อเผชิญกับพายุที่โหมกระหน่ำเข้ามา หยางอี้ฟางกลับยืนนิ่งสงบดุจขุนเขา แผ่นหลังตั้งตรงประดุจต้นสนพันปีที่ไม่ไหวเอนตามลม
ยามที่เจียงผั่วเยว่โถมกระบี่เข้าใส่ หยางอี้ฟางเพียงหรี่ตาลงอย่างเย็นชา เขาค่อย ๆ ยื่นนิ้วชี้และนิ้วกลางเรียงชิดกันแทนกระบี่ แล้วชี้ไปยังเจียงผั่วเยว่จากระยะไกล
ชั่วพริบตานั้น ร่างของเจียงผั่วเยว่ที่พุ่งทะยานมาด้วยความเร็วสูงพลันหยุดชะงักงันกลางอากาศ ทั่วทั้งร่างสั่นระริกประหนึ่งถูกตรึงด้วยอาคมล่องหน ไม่เพียงหยุดนิ่ง ทว่าเท้าของเขาเริ่มถอยร่นไปข้างหลังอย่างไม่อาจควบคุม!
ทันใดนั้น มือที่ถือกระบี่ก็สั่นเทาจนศาสตราหลุดร่วง ร่างของเขาลอยกระเด็นถอยออกไปไกล ก่อนจะล้มฟาดพื้นหงายหลังอย่างหมดท่า
พ่ายแพ้อย่างราบคาบ!
ย่อยยับสิ้นเชิงจนมิอาจหาคำบรรยาย!!
บรรยากาศรอบเวทีทงเทียนพลันตกอยู่ในความเงียบงัน ผู้คนนับหมื่นต่างอึ้งทึ่งจนลืมหายใจ
ผู้ดูแลหยางท่านนี้ ลอบใช้ตบะบารมีของตนเข้าข่มเหงผู้น้อยรึไม่?
หากมิใช่เช่นนั้น เหตุใดท่วงท่าเมื่อครู่จึงดูน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้? มันช่างแข็งแกร่งจนเกินขีดจำกัดที่มนุษย์จะจินตนาการได้! อันที่จริง เจียงผั่วเยว่ก็นับว่าสร้างความตื่นตะลึงให้มหาชนมากพออยู่แล้วกับการงัดเอา ‘สภาวะข่มขวัญ’ ออกมาตั้งแต่กระบวนท่าแรก ซึ่งเป็นไพ่ตายที่เขาซุ่มซ่อนไว้ไม่เคยเผยให้ใครเห็น
ทว่าเจียงผั่วเยว่ที่ดุดันถึงขีดสุดผู้นั้น กลับถูกเพียงดัชนีเดียวปัดกระเด็นจนหมดรูป
ภาพที่ปรากฏมันช่างดูเหนือจริงและไร้เหตุผลจนเกินไป! หากหยางอี้ฟางไม่ได้อาศัยตบะบารมีและปราณแท้เข้าเกื้อหนุน เหตุใดจึงบังเกิดภาพปาฏิหาริย์เช่นนี้ได้? ทว่าในทางกลับกัน หากเขาคว้าชัยด้วยการใช้ระดับพลังเข้าข่มจริง ก็นับเป็นเรื่องที่น่าอัปยศอดสูยิ่งนัก เพราะมันจะกลายเป็นการทำลายเกียรติภูมิของสำนักซู่ซันให้ย่อยยับลงด้วยน้ำมือตนเอง
“เมิ่งฝาน... เจ้ามองออกรึไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น? ข้าเองยังอดระแวงมิได้ว่าผู้ดูแลหยางจะเผลอใช้พลังฝึกตนออกไปจริง ๆ” หลิวเยียนผิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า แววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
นางไม่อาจตีความภาพตรงหน้าได้เลยแม้แต่น้อย จึงทำได้เพียงหันมาพึ่งพาสายตาอันคมกริบของเมิ่งฝาน
“ผู้ดูแลหยางท่านนี้ ย่อมไม่ได้ใช้พลังฝึกตนเป็นแน่ขอรับ มิเช่นนั้นสำนักซู่ซันคงไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าตนเองประจานโลก” เมิ่งฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นใจ
“แต่หากไม่ได้ใช้พลัง ท่านทำได้อย่างไรกัน? เพียงชูสองนิ้วขึ้นมา ก็เหวี่ยงเจียงผั่วเยว่กระเด็นไปไกลถึงเพียงนั้นเชียวรึ?” หลิวเยียนผิงถามด้วยสีหน้ามึนงง
นี่มิใช่การเอาชนะธรรมดา ทว่าเป็นการหยุดยั้งแรงพุ่งทะยานอันมหาศาล สยบกระบี่ให้หลุดจากมือ และกระแทกคนทั้งร่างให้ลอยละลิ่วไปเบื้องหลัง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยไร้ซึ้งเงาของปราณแท้ มันช่างเป็นภาพที่ขัดต่อสามัญสำนึกยิ่งนัก
“นั่นก็เพราะ จิตวิญญาณกระบีอย่างไรเล่าขอรับ!” เมิ่งฝานเอ่ยออกมาเพียงสี่คำ ทว่าหนักแน่นดุจขุนเขา
จิตวิญญาณกระบี่?
คำเพียงสี่คำ ทำเอาหลิวเยียนผิงเบิกตากว้างและเข้าใจทุกอย่างในฉับพลัน
สำหรับนักกระบี่ การจะบรรลุถึงขั้น ‘เจตนารมณ์กระบี่’ ก็นับว่ายากเข็ญแสนเข็ญแล้ว และการจะก้าวข้ามไปสู่ ‘สภาวะข่มขวัญ’ นั้นยิ่งยากลำบากยิ่งกว่าการปีนป่ายสู่สรวงสวรรค์
ส่วนขั้น ‘จิตวิญญาณกระบี่’ นั้นปุถุชนทั่วไปไม่กล้าแม้แต่จะเก็บไปฝัน มีเพียงยอดอัจฉริยะในหมู่ยอดอัจฉริยะแห่งวิถีกระบี่เท่านั้น จึงจะพอมีวาสนาสัมผัสถึงขอบเขตนี้ได้ นี่คือตัวตนประเภท ‘หนึ่งในหมื่น’ หรืออาจจะ ‘ไม่มีเลยสักคนในหมื่น’ เสียด้วยซ้ำ!
ใบหน้าของหลิวเยียนผิงฉายแววแห่งความโหยหาและอิจฉาอย่างปิดมิหมิด ‘จิตวิญญาณกระบี่’ ช่างเป็นดินแดนที่อยู่ห่างไกลจากนางเกินคณา นางไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการถึงมัน อันที่จริง แม้แต่ ‘สภาวะข่มขวัญ’ นางก็ยังไม่เคยฝันใฝ่
ในชาตินี้ การจะบรรลุถึงขั้นจิตวิญญาณกระบี่ คงเป็นเพียงวาสนาที่นางไม่อาจเอื้อมถึงได้เสียแล้ว
“อ้อ แล้วตัวเจ้าเล่าเมิ่งฝาน เจ้าบรรลุถึงขั้น ‘สภาวะข่มขวัญ’ แล้วหรือยัง?” หลิวเยียนผิงโพล่งถามขึ้นมาอย่างฉับพลัน
“ยังไม่บรรลุขอรับ” เมิ่งฝานส่ายหัวน้อย ๆ
“ในเมื่อยังไม่บรรลุ แล้วเจ้ายังกล้าโอ้อวดว่าจะเอาชนะเจียงผั่วเยว่ได้อีกรึ? เขาไปถึงขั้นสภาวะข่มขวัญแล้ว แต่เจ้ายังติดแหง็กอยู่กับที่ จะเอาอะไรไปสู้กับเขา?” หลิวเยียนผิงรีบคว้าโอกาสล้อเลียนเมิ่งฝานทันที แววตาซุกซนนั้นฉายชัดว่านางไม่ยอมปล่อยให้โอกาสทองที่จะกดข่มเขาหลุดลอยไปเด็ดขาด
เมิ่งฝานเพียงคลี่ยิ้มบาง ๆ ไม่คิดจะอธิบายความใดให้มากความ
ความจริงที่ว่าเขายังไม่บรรลุสภาวะข่มขวัญนั้น หาใช่เพราะความสามารถไม่ถึงขั้น ทว่าความจริงกลับตรงกันข้าม เขาจงใจกักขังและกดข่มตนเองไว้ต่างหาก หากเขาปรารถนาจะเข้าสู่สภาวะข่มขวัญด้วยวิถีกระบี่วารีคลั่ง กระบี่ผ่าขุนเขา หรือแม้แต่กระบี่สายฟ้าคำรน ด้วยรากฐานวิถีกระบี่ที่สั่งสมมาอย่างเข้มข้น การบรรลุขอบเขตเหล่านั้นย่อมง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ!
ทว่า ‘กระบวนท่าแรก’ แห่งสภาวะข่มขวัญที่เขามาดหมายจะครอบครองนั้น มีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ ‘กระบี่มา’
ท่าแรกแห่ง ‘หมื่นกระบี่คืนสำนัก’ ที่เขาเป็นผู้สรรสร้างขึ้นเอง หล่อหลอมจากข้อดีของร้อยสำนัก และดูดซับแก่นแท้จากวิถีกระบี่นับหมื่นแสนเข้าไว้ด้วยกัน ในสายตาของเมิ่งฝาน มีเพียงสภาวะข่มขวัญแห่ง ‘กระบี่มา’ เท่านั้น ที่คู่ควรกับนิยามแห่งสภาวะข่มขวัญอันแท้จริง!
แม้ในยามนี้ การสั่งสมของเขาจะยังมิเพียงพอด้วย ‘หมื่นกระบี่คืนสำนัก’ ต้องการรากฐานที่ลึกซึ้งและหนักแน่นเกินจินตนาการ ทว่าเขาเชื่อมั่นว่า หากได้สัมผัสจารึกเทพกระบี่เพื่อขัดเกลาจิตใจอีกครา การบรรลุสภาวะข่มขวัญแห่งกระบี่มา ย่อมเป็นสิ่งที่สำเร็จได้ร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างมิมีข้อกังขา
และเมื่อถึงวันที่ ‘กระบี่มา’ สำเร็จสมบูรณ์ สภาวะข่มขวัญของวิถีกระบี่อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นวารีคลั่ง ผ่าขุนเขา หรือสายฟ้าสะท้าน ย่อมจะพรั่งพรูออกมาเองตามธรรมชาติประหนึ่งตาน้ำที่เอ่อล้น มิใช่เรื่องยากที่จะไขว่คว้ามาไว้ในกำมือ
บนเวทีทงเทียน เจียงผั่วเยว่พยุงกายลุกขึ้นยืน สีหน้าของเขาเคร่งขรึมถึงขีดสุดยามจ้องมองหยางอี้ฟาง
ในขณะที่ผู้อื่นยังคงสงสัยเคลือบแคลง ทว่าตัวเขาที่ปะทะโดยตรงกลับรู้ซึ้งดีว่า หยางอี้ฟางหาได้ใช้ตบะบารมีเข้าข่มเหงไม่ แต่นี่คือ ‘พลังแห่งวิถีกระบี่’ อันบริสุทธิ์ เมิ่งฝานมองออกถึงขั้น ‘จิตวิญญาณกระบี่’ และเจียงผั่วเยว่เองก็มองเห็นมันเช่นกัน
ความพ่ายแพ้ครานี้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเขา เพราะที่ผ่านมาเขาเพียรพยายามจะบรรลุถึงขั้นจิตวิญญาณกระบี่มาโดยตลอด ทว่ากลับไม่อาจหาประตูทางเข้าได้พบ รากฐานวิถีกระบี่ของเขายังขาดช่วงอยู่อีกมากนัก ทว่าเขาก็ยังเชื่อมั่นในพรสวรรค์ของตนว่า อย่างน้อยที่สุดเมื่อบรรลุถึงระดับ ‘อัญเชิญเทพ’ เขาจะต้องครอบครองจิตวิญญาณกระบี่ได้อย่างแน่นอน
เจียงผั่วเยว่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหยางอี้ฟาง ก่อนจะประกาศก้องว่า “ท่านแข็งแกร่งสมคำล่ำลือจริง ๆ ข้าเชื่อว่าท่านต้องเป็นอาวุโสที่โดดเด่นที่สุดของซู่ซัน รอวันที่ข้าบรรลุระดับอัญเชิญเทพเมื่อใด ข้าจะกลับมาขอรับคำชี้แนะจากท่านอีกครั้ง!”
หยางอี้ฟางมองดูเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่สงบราบเรียบ ทว่าคำตอบที่หลุดออกมาจากปากของเขากลับทำให้โลกทั้งใบของเจียงผั่วเยว่แทบพังทลาย
“ข้าเองก็อยู่ในขั้นหลอมแก่นพลัง เช่นเดียวกับเจ้า!”
หยางอี้ฟางเห็นได้ชัดว่าก็ฟังออกว่าฝั่งเจียงผั่วเยว่ยังไม่ยอมรับ จึงเอ่ยออกมาอย่างเรียบเฉยว่าตนอยู่ในขั้นหลอมแก่นพลัง
นี่มัน…แทงใจดำยิ่งกว่าฆ่าคนเสียอีก!