วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 72 หวังดีต่อข้า... หรือคิดจะขังข้ากันแน่?
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 72 หวังดีต่อข้า... หรือคิดจะขังข้ากันแน่?
บทที่ 72 หวังดีต่อข้า… หรือคิดจะขังข้ากันแน่?
ในช่วงแรกที่เมิ่งฝานยังอยู่ในระดับฝึกปรือและขั้นรวบรวมลมปราณ ผู้เฒ่าหลินเคยมอบโอสถวิเศษมากมายเพื่อช่วยเร่งพละกำลัง ไม่ว่าจะเป็นยารวมปราณหรือน้ำทิพย์ชโลมจิตวิญญาณหลากหลายชนิด
ทว่านับแต่เมิ่งฝานก้าวเข้าสู่ระดับวรยุทธ์แท้จริง เขากลับจมปลักอยู่กับการพินิจคัมภีร์ในหอเก็บตำรา ผู้เฒ่าหลินจึงหยุดมอบโอสถเร่งการฝึกฝน เพราะต้องการให้ศิษย์รักชะลอความเร็วลงเพื่อปูรากฐานทางวิชาให้แน่นหนาเสียก่อน
แต่ใครจะไปคาดคิด… เพียงพริบตาเดียว เมิ่งฝานกลับทะลวงขึ้นสู่ วรยุทธ์แท้จริงชั้นที่หก ได้ด้วยตนเอง!
ช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินบรรยาย!
ตามหลักการแล้ว ผู้ที่มีรากปราณระดับขยะจะฝึกฝนได้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องผิดแผกและพิสดารอย่างยิ่ง ทว่าผู้เฒ่าหลินกลับเลือกที่จะไม่ซักไซ้ไล่เลียง เพราะที่ผ่านมาเมิ่งฝานได้สร้างความตกตะลึงให้เขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเริ่มจะกลายเป็นความชินชา
เมื่อเทียบกับปาฏิหาริย์ก่อนหน้านี้ การที่เจ้าเด็กนี่จะเลื่อนระดับเร็วขึ้นอีกสักหน่อย ก็ดูจะมิใช่เรื่องใหญ่อันใด
ในบางครา ผู้เฒ่าหลินถึงกับเผลอคิดไปว่า หรือเมิ่งฝานจะเป็น ‘จอมกระบี่จุติมาเกิด’?
มิเช่นนั้นมนุษย์ปุถุชนทั่วไปจะเปี่ยมด้วยพรสวรรค์อันไร้ขีดจำกัดเช่นนี้ได้อย่างไร ในเมื่ออัจฉริยะที่เก่งกล้าที่สุดในใต้หล้า ต่างก็ต้องมี ‘กำแพง’ ที่มิอาจข้ามพ้นกันทั้งนั้น!
แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร การได้เมิ่งฝานมาเป็นศิษย์ก็นับเป็นกำไรมหาศาล บางทีในภายภาคหน้า ตัวเขาเองอาจจะต้องพึ่งพาบารมีของศิษย์ผู้นี้ก็เป็นได้
อย่างน้อยที่สุด การเดิมพันในอีกหนึ่งปีครึ่งข้างหน้า หากไม่มีอะไรผิดพลาด เมิ่งฝานย่อมบดขยี้แม่นาง เย่ฉินซิน ได้อย่างแน่นอน ความสุขสงบในช่วงบั้นปลายชีวิตของเขาก็ขึ้นอยู่กับชัยชนะของเด็กหนุ่มคนนี้แล้ว!
“อีกประมาณหนึ่งเดือน จะถึงวาระที่สามสำนักใหญ่ต้องส่งศิษย์เข้าร่วมภารกิจใน ‘แดนอสูร’ เจ้าจงเตรียมตัวให้พร้อม ข้าได้ส่งรายชื่อของเจ้าขึ้นไปแล้ว ครั้งนี้เจ้าต้องเข้าร่วมด้วย” ผู้เฒ่าหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ศิษย์รับทราบแล้วขอรับ” เมิ่งฝานพยักหน้าตอบรับ
“ไม่แปลกใจหน่อยหรือที่ข้าส่งเจ้าไป? ที่นั่นขึ้นชื่อเรื่องความอันตรายไม่น้อยเลยนะ” ผู้เฒ่าหลินเลิกคิ้วถาม
“มิแปลกใจเลยแม้แต่น้อยขอรับ การสังหารอสูร ขจัดมารร้าย เพื่อผดุงความยุติธรรม นับเป็นปณิธานอันสูงสุดของศิษย์สำนักกระบี่ซู่ซันอย่างเรา!” เมิ่งฝานตอบด้วยน้ำเสียงก้องกังวานและเปี่ยมด้วยพลัง
“เฮอะ พูดจาสวยหรูต่อหน้าอาจารย์เช่นนี้ ไม่รู้สึกเลี่ยนบ้างหรืออย่างไร?” ผู้เฒ่าหลินกลอกตาใส่ศิษย์รักด้วยความระอา
“แหะ ๆ แล้วความจริงเป็นเช่นไรล่ะขอรับ?”
เมิ่งฝานยอมรับตามตรงว่าเขาสงสัยอยู่ไม่น้อย เพราะปกติแล้วผู้เฒ่าหลินมักจะปล่อยให้เขาฝึกฝนตามอัธยาศัย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่อาจารย์เป็นฝ่ายออกหน้าจัดการภารกิจให้เขาอย่างกระตือรือร้นผิดปกติ
“ในแดนอสูรนั้น แม้จะเต็มไปด้วยภยันตราย แต่มันก็เป็นสถานที่ที่อุดมไปด้วยวาสนาและโอกาสมากมายมหาศาล มนุษย์ที่ย่างกรายเข้าไปจะถูกกฎเกณฑ์แห่งดินแดนจำกัดระดับพลังไว้ ในขณะที่เหล่าอสูรร้ายก็ถูกกดทับตบะไว้เช่นกัน ด้วยฝีมือและวิถีกระบี่ของเจ้าในยามนี้ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะไร้คู่ต่อสู้ และสามารถช่วงชิงโอกาสที่ซ่อนอยู่ในนั้นมาเป็นของตนได้!”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘โอกาส’ จากปากอาจารย์ เมิ่งฝานก็ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
“ท่านอาจารย์ แล้วโอกาสที่ว่านั้น คือสิ่งใดกันแน่ขอรับ?”
“แดนอสูรที่เจ้าได้ยินนั้น แท้จริงมิใช่ถิ่นกำเนิดของเผ่าอสูรโดยรากฐาน แต่มันคือ ‘ถ้ำสวรรค์’ อันเร้นลับแห่งหนึ่งที่เผ่าอสูรเข้ามายึดครองไว้เป็นรังนอน ภายในดินแดนแห่งนั้นเต็มไปด้วยทรัพยากรล้ำค่าและตัวยาฟ้าดินนานาพรรณที่หาไม่ได้จากโลกภายนอก”
ผู้เฒ่าหลินร่ายยาวอย่างออกรสจนน้ำลายแทบกระเด็น แววตาแฝงไปด้วยความเสียดายราวกับว่าหากระดับพลังของตนไม่สูงเกินกฎเกณฑ์แห่งดินแดนนั้น ท่านคงจะบุกเข้าไปช่วงชิงวาสนาด้วยตนเองไปแล้ว
“ที่พิเศษยิ่งกว่านั้นคืออสูรร้ายที่อาศัยอยู่ในถ้ำสวรรค์แห่งนั้น ร่างกายของพวกมันจะถูกขัดเกลาด้วยพลังหยินหยางจนเปลี่ยนแปลงไป เมื่อใดที่อสูรเหล่านั้นสิ้นชีพ พลังวิญญาณต้นกำเนิดจะหลั่งไหลออกมาจากร่างของพวกมัน พลังนี้มีคุณสมบัติพิเศษในการบ่มเพาะร่างกายและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของมวลกล้ามเนื้อให้ทรงพลังยิ่งขึ้น”
ท่านจ้องมองหน้าศิษย์รักด้วยแววตาคาดหวัง “หากเจ้าสังหารอสูรให้มากพอ แล้วดูดซับพลังนั้นควบคู่ไปกับการฝึกฝน ‘คัมภีร์กายาสูงสุด’ ที่ข้าถ่ายทอดให้ ร่างกายของเจ้าจะพัฒนาไปสู่ระดับที่น่าอัศจรรย์ใจ! อีกทั้งวัตถุดิบวิเศษในนั้นยังมีฤทธิ์กล้าแกร่งยิ่งกว่าโอสถจากตำหนักปรุงยาหลายเท่าตัว หากเจ้าโชคดีได้สมบัติมาครอบครองสักสองสามชิ้น การจะทะลวงสู่ระดับเทียนหยวนก็ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ!”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น เมิ่งฝานที่ตอนแรกคิดเพียงจะไปทำภารกิจตามหน้าที่ ก็เริ่มรู้สึกถึงความเร่าร้อนในอก แรงจูงใจของเขาเพิ่มพูนขึ้นทันทีเมื่อมีผลประโยชน์มหาศาลรออยู่เบื้องหน้า
“การจะเอาตัวรอดในแดนอสูรที่มีกฎเกณฑ์ปิดกั้นพลังนั้น เจ้าต้องพึ่งพาปัจจัยหลักเพียงสองประการ” ผู้เฒ่าหลินกล่าวต่อ “ประการแรกคือเพลงกระบี่ ซึ่งเรื่องนี้ข้ามิกังวลใจแม้แต่น้อย เพราะศาสตร์กระบี่ของเจ้านั้นรุดหน้าไปไกลเกินกว่าที่ข้าจะสั่งสอนได้แล้ว ส่วนประการที่สองคือความแข็งแกร่งของร่างกาย”
“หากเจ้ามีกายาที่แกร่งกร้าวพอ ในแดนอสูรเจ้าจะสามารถเดินเหินได้อย่างสง่าผ่าเผยโดยมิต้องเกรงกลัวใคร แม้สำนักซู่ซันของเราจะเน้นวิถีกระบี่มิได้เชี่ยวชาญด้านการฝึกกาย แต่คัมภีร์กายาสูงสุดที่เจ้าถือครองอยู่นับว่าเป็นยอดวิชาในสายนี้แล้ว จงใช้เวลาหนึ่งเดือนที่เหลือนี้ขัดเกลาร่างกายให้ก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น เพื่อรับประกันความปลอดภัยของเจ้าเอง”
พูดจบ ผู้เฒ่าหลินก็หยิบขวดหยกสีนวลออกมาส่งให้เมิ่งฝาน
“นี่คือสิ่งใดขอรับ?” เมิ่งฝานรับมาด้วยความฉงน
” ‘โอสถครองกาย’ ยาเม็ดนี้ถูกหลอมขึ้นเพื่อส่งเสริมวิชาฝึกกายโดยเฉพาะ แม้แต่ในสำนักซู่ซันยังนับว่าเป็นของหาล้ำค่ายิ่ง เจ้าจงใช้อย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด!” น้ำเสียงของผู้เฒ่าหลินแฝงไปด้วยความอาลัยอาวรณ์อย่างเห็นได้ชัด
เป็นที่รู้กันว่าสำนักกระบี่ซู่ซันมุ่งเน้นการโจมตีที่เฉียบคมจนละเลยการป้องกันทางกายภาพ ตำหนักหลอมยาจึงแทบไม่เคยหลอมโอสถสายฝึกกายเลย ยาระดับต่ำอย่างยาชำระกายนั้นมีไว้เพียงให้ศิษย์ใหม่ฝึกหัดหลอมเล่นเท่านั้น แต่โอสถในมือเขานี้ดูท่าทางจะไม่ธรรมดา
เมิ่งฝานแม้จะไม่เคยได้ยินชื่อ แต่มองจากสีหน้าเสียดายของอาจารย์ เขาก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือสมบัติล้ำค่า เขาจึงบรรจงเก็บมันลงในแหวนมิติอย่างระมัดระวัง
“ศิษย์ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เมตตา!”
หนึ่งช่วงยามผ่านไป เมิ่งฝานก้าวเท้าออกจากหอศาสตราอีกครั้ง จุดหมายของเขาคือ หอพระคัมภีร์ แม้เขาจะพิจารณาคัมภีร์ในหอศาสตราไปจนเกือบครบถ้วนแล้ว
แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะในหอพระคัมภีร์ยังมีชั้นที่สูงขึ้นไป… ความลับแห่งวิถีกระบี่ยังคงรอให้เขาไปค้นพบอีกมากมายนัก!
ครั้งนี้ จุดหมายของเมิ่งฝานมิใช่ชั้นหนึ่งที่คุ้นเคย แต่เขาเลือกก้าวขึ้นสู่ ชั้นสองของหอพระคัมภีร์
แม้จำนวนตำรากระบี่บนชั้นนี้จะดูเบาบางกว่าชั้นล่างมากนัก ทว่าเล่มที่วางเรียงรายอยู่นั้นล้วนเป็นคัมภีร์ระดับสูงที่ล้ำค่าและหาดูได้ยากยิ่ง ในเมื่ออาวุโสหวังเคยลั่นวาจาไว้ว่าหอพระคัมภีร์แห่งนี้เปิดกว้างสำหรับเขาอย่างไร้ขีดจำกัด เมิ่งฝานจึงมิคิดที่จะเกรงใจแม้แต่น้อย
เขาใช้เวลาตลอดทั้งวันจมดิ่งอยู่กับศาสตร์กระบี่ชั้นสูงบนชั้นสอง จนกระทั่งอาทิตย์อัสดงจึงค่อยปลีกตัวกลับสู่หอศาสตราเพื่อเริ่มการฝึกฝน
ในช่วงเวลานี้ เมิ่งฝานตัดสินใจทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการ ‘ฝึกฝนกายา’ ด้วยตระหนักดีว่าในอีกเพียงหนึ่งเดือนข้างหน้า เขาต้องออกเดินทางสู่แดนอสูร การฝืนเพิ่มระดับพลังลมปราณขึ้นอีกเพียงขั้นสองขั้นอาจมิใช่จุดเปลี่ยนสำคัญ แต่การมีร่างกายที่แข็งแกร่งเหนือปุถุชนต่างหาก คืออาวุธลับที่จะสร้างความแตกต่างได้อย่างแท้จริง!
เมิ่งฝานหยิบขวดหยกที่ได้รับจากอาจารย์ออกมา เมื่อเปิดดูพบว่าภายในบรรจุโอสถเม็ดกลมมนไว้ทั้งหมดสามสิบเม็ด หากเขากลืนกินวันละหนึ่งเม็ด ยานี้จะหมดลงพอดีในวันที่เขาต้องออกเดินทาง
เขาไม่รอช้า กลืนโอสถลงไปหนึ่งเม็ดแล้วเริ่มโคจรพลังตามเคล็ดวิชา ‘คัมภีร์กายาสูงสุด’ ทันที
ทันทีที่โอสถละลาย ฤทธิ์ยาอันกล้าแกร่งก็ถูกร่างกายดูดซับไว้ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นกระแสพลังอุ่นซ่านที่แทรกซึมเข้าสู่ไขกระดูกและมวลกล้ามเนื้อ แม้อานุภาพของมันจะไม่รุนแรงเท่ากับการดูดซับต้นกำเนิดกระบี่ แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นภายใน
‘หากข้าดูดซับโอสถครองกายจนครบสามสิบเม็ด พร้อมขัดเกลาวิชากายาสูงสุดจนบรรลุถึงขั้นที่สอง เมื่อนั้น… ลำพังเพียงความแข็งแกร่งของร่างกาย ข้าคงก้าวข้ามยอดฝีมือระดับเทียนหยวนไปแล้ว!’
เมิ่งฝานลอบยิ้มกับตนเองพลางนึกในใจว่า การมีอาจารย์อย่างผู้เฒ่าหลินนั้นช่างเป็นวาสนาโดยแท้ สิ่งใดที่เขาขาดหาย อาจารย์ย่อมจัดหามาให้ทันท่วงทีอาจารย์ที่รู้ใจเช่นนี้จะไปหาจากที่ใดได้อีก
ในช่วงครึ่งเดือนหลังจากนั้น กิจวัตรของเมิ่งฝานจึงแบ่งแยกอย่างชัดเจน กลางวันศึกษาวิถีกระบี่บนชั้นสองของหอพระคัมภีร์ กลางคืนขัดเกลาร่างกายด้วยคัมภีร์กายาสูงสุด
ส่วนการฝึกฝนปราณแท้นั้น เขาตัดสินใจพักไว้ชั่วคราว รวมถึงการเช็ดกระบี่เพื่อดูดซับพลังต้นกำเนิดก็ถูกระงับไว้ก่อน เพราะเวลาเพียงหนึ่งเดือนนี้เขามีเป้าหมายที่สำคัญกว่าต้องทำให้สำเร็จ
ทว่าในวันหนึ่ง ขณะที่เมิ่งฝานกำลังจมอยู่ในโลกแห่งตัวอักษรบนชั้นสองของหอพระคัมภีร์ สายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นเงาร่างที่คุ้นเคย…
หลิวเยียนผิง!
“ศิษย์พี่หลิวเยียนผิง มิได้พบกันนานเลยนะขอรับ!” เมิ่งฝานเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
นานจริง ๆ นั่นแหละ นับตั้งแต่จบการประลองกระบี่ที่เขาซาน เขาก็มิได้พบเห็นร่องรอยของหลิวเยียนผิงอีกเลย ซึ่งก็ผ่านมาเกินกว่าครึ่งเดือนแล้ว
“ข้าถูกสั่งกักบริเวณน่ะสิ เจ้าจะเห็นข้าได้อย่างไรเล่า” หลิวเยียนผิงตอบด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความอ่อนใจ ดูท่าทางช่วงเวลาที่ผ่านมานางคงต้องเผชิญกับเรื่องที่ชวนให้ขุ่นมัวไม่น้อย
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือขอรับ?” เมิ่งฝานถามด้วยความสงสัย
หลิวเยียนผิงถอนหายใจยาว ก่อนจะระบายออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้ายังจำการประลองที่เขาซานได้หรือไม่? ในช่วงการประชันวิชาความรู้ที่ข้าขึ้นไปสู้กับเฉิงเฟยอี้ แล้วหลังจากนั้นข้ายังไปประกระบี่กับเจียงพัวเยว่อีกยกหนึ่ง”
“หากข้าจำไม่ผิด ดูเหมือนศิษย์พี่จะเป็นฝ่ายถูกไล่ต้อนเสียมากกว่านะขอรับ” เมิ่งฝานแสร้งกระเซ้าด้วยน้ำเสียงยี่วนเล็กลง
“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ!” หลิวเยียนผิงถลึงตาใส่เมิ่งฝานครู่หนึ่งก่อนจะร่ายต่อ “ประเด็นสำคัญคือในศึกครั้งนั้น ข้าดันแสดงฝีมือกระบี่ที่โดดเด่นเกินไปหน่อย แล้วเรื่องยุ่งยากก็ตามมา!”
“เรื่องอันใดกัน?” ลางสังหรณ์บางอย่างเริ่มผุดขึ้นในใจของเมิ่งฝาน
ในการประลองครั้งก่อน ศิษย์คนใดที่ฉายแววโดดเด่นล้วนถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมภารกิจใน ‘แดนอสูร’ และหลิวเยียนผิงเองก็นับเป็นหนึ่งในนั้น ทว่าเขาก็จำได้ว่านางเคยเปรยไว้ว่าทางบ้านไม่ต้องการให้นางออกไปผจญโลกภายนอก แม้แต่การฝึกฝนนอกสำนักยังถูกกีดกันมาโดยตลอด
การมุ่งหน้าสู่แดนอสูรนั้นอันตรายกว่าการฝึกฝนทั่วไปหลายเท่าตัว มิน่าเล่า… ครอบครัวของนางถึงได้นั่งไม่ติดพื้น
“เป็นอย่างที่เจ้าเคยคาดไว้ไม่ผิด” หลิวเยียนผิงกล่าวต่อด้วยความเซ็ง
“ศิษย์ที่ฝีมือเข้าตาทุกคนถูกเกณฑ์ไปแดนอสูรหมด ท่านปู่ของข้าไม่อยากให้ข้าไปเสี่ยงอันตราย ท่านจึงสั่งขังข้าไว้ในเรือน! กว่าจะยอมปล่อยตัวข้าออกมาได้ ก็ต่อเมื่อท่านได้รับการยืนยันว่าข้าถูกถอดชื่อออกจากภารกิจนี้แล้ว ช่างทำเกินไปจริง ๆ!”
เมิ่งฝานยิ้มแห้ง ๆ พลางปลอบว่า “ท่านปู่ของศิษย์พี่คงทำไปเพราะความเป็นห่วง อยากให้ศิษย์พี่ปลอดภัยนั่นแหละขอรับ”
นี่คือความแตกต่างที่เห็นได้ชัด ในขณะที่ผู้เฒ่าหลินแทบจะถีบส่งให้เมิ่งฝานออกไปเผชิญโลกเพื่อขัดเกลาฝีมือ แต่ปู่ของหลิวเยียนผิงกลับพยายามเก็บรักษาหลานสาวไว้ดั่งดอกไม้ในเรือนกระจกที่ห้ามต้องลมฝน ซึ่งก็มิอาจตัดสินได้ว่าแนวคิดของใครถูกหรือผิด
“เพื่อหวังดีต่อข้า แล้วจะกักขังข้าไว้ตามอำเภอใจเช่นนี้เชียวหรือ? นี่มันช่างมิให้เกียรติความรู้สึกของข้าเลยสักนิด!” หลิวเยียนผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจากความขุ่นเคือง
ในประเด็นนี้เมิ่งฝานเองก็ค่อนข้างเห็นด้วย การจำกัดเสรีภาพของผู้อื่นโดยอ้างความหวังดีนั้นดูจะรุนแรงเกินไปหน่อย ทว่าเมื่อนึกถึงโลกแห่งผู้บำเพ็ญเพียรที่เต็มไปด้วยขื่อแปและอำนาจนิยมที่เคร่งครัด เขาก็ทำได้เพียงปลงตก
“อันที่จริง หากมิได้ไปก็มิเห็นเป็นไรนี่ขอรับ หากศิษย์พี่อยากรู้อะไร รอข้ากลับมาแล้วจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดเลยดีไหม?” เมิ่งฝานกล่าวทิ้งท้ายด้วยท่าทีร่าเริงเพื่อหวังให้ศิษย์พี่สาวสบายใจขึ้น