วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 73 หมื่นกระบี่คืนสำนัก สิบทิศวินาศสิ้น
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 73 หมื่นกระบี่คืนสำนัก สิบทิศวินาศสิ้น
บทที่ 73 หมื่นกระบี่คืนสำนัก สิบทิศวินาศสิ้น
หลิวเยียนผิงจ้องมองเมิ่งฝานด้วยสายตาฉงนสนเท่ห์ หัวสมองของนางหมุนวนด้วยความงุนงงอยู่ชั่วครู่
“ที่บอกว่า ‘รอเจ้ากลับมา’ หมายความว่าอย่างไร ช่วยขยายความให้ข้ากระจ่างทีได้ไหม?”
ทว่าเพียงพริบตาถัดมา สีหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึง นางโพล่งออกมาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“หรือว่า เจ้าเองก็จะเข้าร่วมภารกิจแดนอสูรด้วย? แต่ในวันประลองวิชา ข้าไม่เห็นเจ้าก้าวขึ้นสู่แท่นเมฆาเพื่อสำแดงเพลงกระบี่เลยนี่นา!”
เมิ่งฝานยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้พลางเอ่ยตอบ “ท่านอาจารย์หลินจัดการส่งชื่อข้าไปขึ้นทะเบียนด้วยตนเองน่ะสิ”
“น่าอิจฉาเจ้าชะมัด!” หลิวเยียนผิงมองเมิ่งฝานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยาปนเลื่อมใส
“มีอะไรน่าอิจฉากัน? ที่นั่นอันตรายออกปานนั้น ขนาดข้าเองยังไม่กล้าให้คำมั่นเลยว่าจะรักษาชีวิตรอดกลับมาได้ครบสามสิบสองหรือไม่” เมิ่งฝานกล่าวด้วยท่าทีถ่อมตนอย่างถึงที่สุด
“เลิกแสร้งทำเป็นถ่อมตัวเสียทีเถอะ! ในบรรดาคนทั้งหมด ข้ารู้จักฝีมือเจ้าดีที่สุด หากแม้แต่คนอย่างเจ้ายังเอาชีวิตไม่รอด เห็นทีขบวนร้อยกระบี่จากสามสำนักใหญ่ ทั้งซู่ซัน อู๋จี๋ และคุนหลุน คงได้พ่ายแพ้ยับเยินกลายเป็นปุ๋ยเฝ้าดินแดนอสูรกันหมดแน่!”
หลิวเยียนผิงกล่าวอย่างมั่นใจ เพราะสำหรับนางแล้ว เมิ่งฝานเปรียบเสมือนครึ่งอาจารย์ที่คอยชี้แนะวิถีกระบี่ให้นางมาโดยตลอด
นางกลอกตาไปมาพลางใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาจนเมิ่งฝานเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี
“เจ้ากำลังคิดแผนการพิเรนทร์อันใดอยู่อีก?” เมิ่งฝานถามอย่างอ่อนใจ
“ความจริงแล้ว ที่ข้ารับปากท่านปู่ว่าจะไม่ไปแดนอสูรน่ะ ก็แค่เรื่องโกหกทั้งเพ! เดิมทีข้าตั้งใจจะแอบหนีออกไปคนเดียวด้วยซ้ำ แต่พอรู้ว่าเจ้าไปด้วยเช่นนี้ ข้าก็เบาใจไปกว่าครึ่ง!” หลิวเยียนผิงประกาศกร้าวพร้อมรอยยิ้มร่าเริง
เมิ่งฝานถึงกับขมวดคิ้วมุ่น นี่มันเรื่องที่เขาควรจะมารับรู้ด้วยอย่างนั้นหรือ?
หากหลิวเยียนผิงหายตัวไปจริง แล้วอาวุโสหลิวบุกมาเอาเรื่องเขาฐานพาหลานสาวเขาหนีเที่ยว ภาระอันหนักอึ้งนี้เขาไม่ขอรับไว้เด็ดขาด!
“หยุดเเเดี๋ยวนี้! เจ้าจะทำอะไรข้าไม่สน และจงอย่าได้แพร่งพรายแผนการของเจ้าให้ข้ารู้เป็นอันขาด!” เมิ่งฝานรีบตัดบททันควันเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม
หลิวเยียนผิงค้อนขวับพลางเอ่ยแกมบังคับ “อย่างไรก็ดี พอเข้าสู่แดนอสูรแล้ว เจ้าต้องคอยดูแลข้าด้วยนะ!”
เมื่อรู้ว่ามี ‘ที่พึ่ง’ อย่างเมิ่งฝานไปด้วย หลิวเยียนผิงที่เคยลังเลในตอนแรกก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดทันที
“ข้าฟังไม่รู้เรื่องว่าเจ้าพูดถึงสิ่งใด” เมิ่งฝานทำหูทวนลม ไม่แยแสต่อคำรบเร้าของนาง
หลิวเยียนผิงมิได้ใส่ใจที่จะโต้เถียงต่อ เพราะในใจนางวางแผนไว้หมดแล้วว่า จะแอบหนีออกจากสำนักก่อน แล้วค่อยไปลอบสมทบกับกองกำลังหลักทีหลัง เมื่อถึงเวลานั้นต่อให้ท่านปู่รู้เข้า ก็คงทำได้เพียงจำยอมเพราะ ‘ข้าวสารกลายเป็นข้าวมุก’ ไปเสียแล้ว
แดนอสูรลึกลับที่เต็มไปด้วยวาสนาเช่นนั้น นางจะยอมพลาดโอกาสทองไปได้อย่างไร?
“อ้อ… ข้าได้ยินมาว่า เจียงพัวเยว่ แท้จริงแล้วเป็นคนสันดานชั่วร้าย เพียงคืนเดียวหลังจบการประลอง เขาก็เป็นต้นเหตุให้ศิษย์หญิงของซู่ซันเราต้องสังเวยชีวิตเชียวหรือ?” หลิวเยียนผิงเปลี่ยนประเด็นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
เมิ่งฝานพยักหน้ายอมรับ “จะกล่าวว่าเขาคือต้นเหตุแห่งโศกนาฏกรรมนั้นก็มิผิดนัก”
“วันที่จบการประลอง ข้าก็ถูกกักบริเวณทันที เพิ่งจะได้ยินข่าวคราวเมื่อวานนี้เอง ช่างนึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าบุรุษที่ท่าทางสุภาพดูดีเช่นเจียงพัวเยว่ เบื้องหลังกลับต่ำช้าสามานย์ถึงเพียงนี้!”
“หืม? เมื่อครู่เจ้ายังบอกอยู่เลยมิใช่หรือ ว่าเขาคือว่าที่สามีในอนาคตของเจ้าน่ะ?”
“ข้ายอมรับว่าตอนนั้นข้ามันตาบอด! เลิกพูดเรื่องนี้เถอะน่า!” หลิวเยียนผิงแหวขึ้นมาด้วยความอาย
“เข้าเรื่องกันเสียที แล้ววันนี้ศิษย์พี่มีธุระอันใดกับข้าหรือ?”
เมิ่งฝานถามเข้าประเด็น เพราะเขารู้ดีว่าทุกครั้งที่นางมาเยี่ยมน้อยครั้งนักที่จะมาเพียงเพื่อสนทนาเรื่องสัพเพเหระ แต่มักจะมีเรื่องสำคัญพ่วงมาด้วยเสมอ
หลิวเยียนผิงเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีสบาย ๆ
“อ้อ… ข้าตั้งใจจะมาเปลี่ยนกระบี่วิญญาณเล่มใหม่สักหน่อย หอศาสตราแห่งนี้มิใช่ว่าเจ้าเป็นผู้ดูแลอยู่หรอกหรือ?”
เมิ่งฝานเลิกคิ้วพลางตอบกลับทันควัน “หอศาสตราจะเป็นของข้าได้อย่างไร ข้ามิได้มีอำนาจบารมีล้นฟ้าถึงเพียงนั้น ต่อให้เจ้ามาหาข้าด้วยตนเอง กฎก็ต้องเป็นกฎ หินวิญญาณสิบก้อนขาดตัว ไม่มีกระบวนการ ‘เปิดประตูหลัง’ ให้เจ้าเป็นกรณีพิเศษหรอกนะ!”
“หินวิญญาณสิบก้อน?” หลิวเยียนผิงฉุนเฉียวขึ้นมาทันที แววตาของนางฉายแววดูแคลน “เจ้ากำลังดูถูกข้าอยู่หรืออย่างไร?”
สำหรับเศรษฐินีอันดับหนึ่งแห่งฝ่ายนอกอย่างนาง หินวิญญาณเพียงสิบก้อนนั้นช่างไร้ค่านัก หากมันหล่นพื้นหรือจมน้ำ เอ้อ จริง ๆ นางก็ยังคงก้มเก็บอยู่ดีนั่นแหละ เพียงแต่ศักดิ์ศรีของนางมันค้ำคออยู่ จะมาดูถูกกันด้วยเศษศิลาเพียงเท่านี้ได้อย่างไร!
เมื่อยามเย็นมาเยือน เมิ่งฝานปลีกตัวออกจากหอพระคัมภีร์ โดยมีหลิวเยียนผิงเดินคุมเชิงตามติดมาจนถึงหอศาสตรา
หากพิจารณาตามจริง การที่นางมาหาเมิ่งฝานนั้นนับว่าเลือกคนได้ถูกแล้ว เพราะลำพังศิษย์ระดับวรยุทธ์แท้จริงขั้นที่สามเช่นนาง หากริอาจจะกำราบกระบี่วิญญาณด้วยตนเอง ย่อมเสี่ยงต่อการถูกไอศัสตราสะท้อนกลับมาทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต
เปรียบดังเช่น ตู๋กูหมิง ที่เคยบังอาจมาลองดีที่หอศาสตราแห่งนี้ หากครานั้นมิได้ท่านผู้เฒ่าหลินยื่นมือเข้าช่วย ป่านนี้วิญญาณของเขาคงถูกกระบี่พรากไปนานแล้ว พลังของหลิวเยียนผิงแม้จะเหนือกว่าตู๋กูหมิงอยู่บ้าง แต่ก็มิได้ห่างชั้นกันจนพ้นขีดอันตราย ทว่านับเป็นโชคดีของนางที่วันนี้ผู้ดูแลหอคือเมิ่งฝาน
เมื่อกลับถึงหอศาสตรา เมิ่งฝานเดินตรงไปหยิบกระบี่เล่มหนึ่งขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะโยนมันให้หลิวเยียนผิงอย่างไม่ยี่หระ
“กระบี่มายากรน!”
กระบี่เล่มนี้เมิ่งฝานเคยสัมผัสและดูดซับไออสูรจนสิ้นซากไปแล้ว อานุภาพคุกคามของมันจึงเบาบางลงกว่าเดิมมาก แม้หลิวเยียนผิงจะมิอาจสยบมันได้โดยสมบูรณ์ แต่นางย่อมไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสแน่นอน
ใจจริงเมิ่งฝานแอบคิดว่า หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงขูดรีดหินวิญญาณจากนางสักร้อยก้อนเป็นค่าดำเนินการไปแล้ว แต่ในเมื่อตอนนี้สนิทสนมกันเกินไป จะเรียกเก็บเงินเพื่อนฝูงเขาก็ทำใจไม่ลงจริง ๆ
ทันทีที่ฝ่ามือของหลิวเยียนผิงสัมผัสเข้ากับฝักกระบี่มายากรน นางพลันรู้สึกถึงกระแสพลังลึกลับที่พุ่งพล่านเข้าสู่ร่างกาย แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านปกคลุมจนร่างของนางสั่นสะท้านแทบจะควบคุมตนเองไม่ได้
นางขบกรามแน่นจนเกิดเสียง ฝืนทนต่อแรงต้านท้านนั้นก่อนจะชักกระบี่ออกจากฝัก หมายจะร่ายรำเพลงกระบี่เพื่อสยบมันให้จงได้
“ออกไป!”
เมิ่งฝานคำรามสั้น ๆ พร้อมกับซัดฝ่ามือลงที่บ่าของหลิวเยียนผิงอย่างแม่นยำ ส่งร่างของศิษย์พี่สาวให้ปลิวว่อนออกจากหอศาสตรา ไปตกลงบนพื้นดินหน้าประตูวิหารอย่างหมดรูป
ในสภาวะที่สติของหลิวเยียนผิงเริ่มพร่าเลือนด้วยไอศัสตรา หากปล่อยให้นางร่ายรำเพลงกระบี่คลุ้มคลั่งอยู่ในชั้นหนึ่ง มิใช่ว่าหอศาสตราแห่งนี้จะพังพินาศย่อยยับหรอกหรือ? ถึงเวลานั้นผู้ที่ต้องมานั่งเก็บกวาดก็มิใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเขานี่แหละ!
ด้วยเหตุนี้ เมิ่งฝานจึงมิลังเลแม้แต่น้อยที่จะซัดฝ่ามือส่งร่างของศิษย์พี่สาวให้ปลิวว่อนออกไปพ้นเขตวิหาร
หลิวเยียนผิงไม่มีเวลามาถือสาหาความเมิ่งฝาน นางกระชับ กระบี่มายากรน ในมือไว้แน่น ก่อนจะเริ่มขยับกายร่ายรำ ‘เพลงกระบี่วารีคลั่ง’ ออกมาทันที ตั้งแต่ท่วงท่าพื้นฐาน จังหวะจะโคน จนถึงขั้นหลอมรวมเจตจำนงเข้ากับตัวกระบี่!
ทีละน้อย สีหน้าของนางเริ่มกลับคืนสู่ความสงบ เช่นเดียวกับกระบี่มายากรนที่ค่อย ๆ สยบยอมอยู่แทบเท้าของนาง ในที่สุดกระบี่วิญญาณเล่มนี้ก็ยุติการต่อต้านลงชั่วคราว
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ข้าทำสำเร็จแล้ว! ในที่สุดข้าก็ได้ครอบครองกระบี่วิญญาณเสียที!” เสียงหัวเราะร่าเริงของหลิวเยียนผิงดังสนั่น จนศิษย์สำนักซู่ซันที่เดินผ่านไปมาต่างพากันเหลียวมองด้วยความฉงน
ทว่าคุณหนูผู้มั่งคั่งกลับหาได้สนใจความอับอายไม่ นางยังคงลิงโลดด้วยความดีใจ “ท่านปู่เคยปรามาสข้าไว้ว่าระดับพลังแค่นี้ไม่มีวันสยบกระบี่วิญญาณได้ คอยดูเถอะ ข้าจะกลับไปสำแดงอานุภาพกระบี่เล่มนี้ให้ท่านดูจนต้องตกตะลึง ฮ่าฮ่า!”
เมื่อเห็นท่าทางลำพองจนลืมตัวของศิษย์พี่สาว เมิ่งฝานก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถากถาง “เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว หากข้ามิได้เลือกกระบี่เล่มที่เชื่องที่สุดและว่าง่ายที่สุดมาให้ เจ้าคิดว่าลำพังฝีมือเจ้าจะสยบมันได้ง่าย ๆ เช่นนี้รึ?”
“เจ้าพูดจาเหลวไหล! เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเล่มไหนเชื่องหรือไม่เชื่อง? ทำไมไม่บอกไปเลยล่ะว่าเจ้าคือเทพอวตารกระบี่ที่หยั่งรู้ทุกสรรพสิ่ง?” หลิวเยียนผิงถลึงตาใส่อย่างไม่ยอมลดละ
“หึ ไม่เชื่อก็ลองเปลี่ยนไปปราบเล่มอื่นดูไหมเล่า?”
“ไม่เอาแล้ว! ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว” หลิวเยียนผิงรีบตัดบททันควัน
ก่อนที่เมิ่งฝานจะทันได้เอ่ยปากกวนประสาทต่อ นางก็สะบัดมือหยิบ หินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อน ออกมาวางตรงหน้าเขาอย่างใจป้ำ
“นี่ ไม่ต้องทอน”
เมิ่งฝานรีบวาดมือเก็บหินวิญญาณเข้าสู่แหวนมิติทันที พร้อมเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นนอบน้อมในชั่วพริบตา “วิทยายุทธ์ของศิษย์พี่หลิวนั้นช่างลึกล้ำหาตัวจับยาก กระบี่วิญญาณเล่มนี้เมื่ออยู่ในมือนางพญาเช่นท่าน ย่อมเปล่งอานุภาพไร้เทียมทานอย่างที่สุดขอรับ!”
“หึ ค่อยพูดจาลื่นหูขึ้นมาหน่อย” หลิวเยียนผิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะถือกระบี่วิญญาณเล่มใหม่เดินจากไปอย่างสง่างาม ทิ้งกระบี่เล่มเก่าไว้บนโต๊ะหอศาสตราเป็นอนุสรณ์
เมิ่งฝานจัดการนำกระบี่เก่าเล่มนั้นไปวางไว้ในห้องรับคืน แม้สภาพมันจะยังดีเยี่ยมเพียงใด แต่ตามกฎแล้วต้องส่งกลับไปขัดเกลาที่โรงหลอมก่อนจึงจะนำออกมาหมุนเวียนใหม่ได้
เมื่อตะวันลับฟ้า ถึงเวลาปิดหอศาสตรา เมิ่งฝานจึงลงกลอนประตูอย่างสบายอารมณ์ แล้วกลับเข้าห้องพักเพื่อเคี่ยวกรำ ‘คัมภีร์กายาสูงสุด’ ต่อไป
ด้วยโอสถครองกายวันละเม็ด ผสานกับการฝึกฝนที่เข้มข้น เมิ่งฝานเริ่มสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์ที่ชัดเจน ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นในทุกเช้าที่ลืมตาตื่น
กาลเวลาไหลผ่านดั่งสายน้ำ วันเวลาที่จดจ่ออยู่กับการขัดเกลาตนเองมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ…
เพียงพริบตาเดียว หนึ่งเดือนก็พ้นผ่านไปถึงกำหนดการเดินทาง
ในที่สุด ‘คัมภีร์กายาสูงสุด’ ของเมิ่งฝานก็บรรลุถึงขั้นที่สองได้สำเร็จ
ไม่เพียงเท่านั้น ตำรากระบี่บนชั้นสองของหอพระคัมภีร์เขาก็ได้ศึกษาจนถ่องแท้ทุกเล่ม และเมื่อสองวันก่อน เขายังได้รับอนุญาตให้ก้าวขึ้นสู่ชั้นสามอันเป็นเขตหวงห้ามที่ลึกลับยิ่งขึ้นไปอีก
ในช่วงเวลาแห่งการเคี่ยวกรำตนเองนี้ นอกจาก หลี่เสวี่ยโหรว ที่แวะเวียนมาสนทนาแลกเปลี่ยนวิชากับเขาเป็นครั้งคราวแล้ว แม่นางหลิวเยียนผิงกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย มิรู้ว่ากำลังซุ่มวางแผนการพิเรนทร์อันใดอยู่กันแน่
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หลี่เสวี่ยโหรวเองก็ถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมภารกิจแดนอสูรในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน แม้นางจะมิได้รับคำชี้แนะอย่างใกล้ชิดจากเมิ่งฝานเหมือนคนอื่น แต่ด้วยพรสวรรค์ระดับรากปราณสุดยอด ผสานกับความมุ่งมั่นอันแรงกล้า ทำให้นางสามารถให้กำเนิด ‘วิญญาณกระบี่’ สายแรกขึ้นมาได้สำเร็จ ชะตาของนางถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องกลายเป็นอัจฉริยะที่เจิดจรัสที่สุดในรุ่น
สำหรับเมิ่งฝาน หลังจากที่เขาหลอมรวมความรู้จากตำราชั้นสองเข้ากับเศษเสี้ยวแก่นแท้แห่งวิถีกระบี่ที่ได้รับจากศิลาจารึกเทพกระบี่ก่อนหน้านี้ เขาก็สามารถบัญญัติกระบวนท่าที่สองของวิชาหมื่นกระบี่คืนสำนักได้สำเร็จ!
เขาสถาปนานามของกระบวนท่านี้ว่า ‘สิบทิศดับสูญ’
เพียงแค่เอ่ยนาม ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความพินาศย่อยยับอันเกรียงไกร หากอานุภาพของมันมิอาจสั่นสะเทือนฟ้าดินได้จริง ย่อมมิคู่ควรกับนามอันโอ่อ่าเยี่ยงนี้!
ในยามนี้ รากฐานความรู้และพลังอำนาจที่เมิ่งฝานสะสมไว้ได้มาถึงระดับที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ทว่าเขากลับเก็บงำประกายคมนั้นไว้ภายใต้ความเงียบสงบของสำนักซู่ซันมาตลอด แต่การเดินทางสู่แดนอสูรในคราวนี้ เขาจะได้ลับดาบให้คมกริบและปลดปล่อยความกระหายเลือดออกมาให้สาแก่ใจ
เช้าวันนั้น เมิ่งฝานขึ้นไปยังชั้นสองของหอศาสตรา ก่อนจะเอ่ยกับผู้เฒ่าหลินด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า
“ท่านอาจารย์ โอสถครองกาย ของศิษย์หมดเกลี้ยงแล้วขอรับ”
นี่คือการแบมือขอสมบัติเพิ่มอย่างหน้าซื่อตาใสโดยแท้
ผู้เฒ่าหลินจ้องมองศิษย์รักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงหงุดหงิดออกมา
“หมดแล้วก็คือหมด! ข้ามิใช่โรงหลอมยาที่จะเสกมันออกมาได้ทุกเมื่อ ยานั่นคือของสะสมที่ข้าหวงแหนมานานหลายปีและมอบให้เจ้าไปจนสิ้นซากแล้ว เจ้าคิดว่าของล้ำค่าเช่นนั้นจะหาได้ทั่วไปอย่างนั้นรึ? ทั่วทั้งสำนักซู่ซันในยามนี้ ข้าเกรงว่าเจ้าคงมิอาจหาโอสถครองกายได้แม้อีกเพียงเม็ดเดียว!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฝานก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียดาย เพราะฤทธิ์ของโอสถครองกายนั้นช่างส่งผลเลิศล้ำต่อร่างกายของเขาจริง ๆ แต่ก็น่าเศร้าที่สำนักกระบี่ซู่ซันมุ่งเน้นเพียงความเฉียบคมของกระบี่ จนละเลยการฝึกฝนกายาไปเสียสิ้น มิใช่ว่าพวกเขาไม่เห็นความสำคัญ แต่เพราะรากฐานของสำนักถูกวางไว้เช่นนี้มาแต่ต้น เปรียบดังสำนักที่เชี่ยวชาญเพลงดาบ หากจะให้ปั้นยอดนักยุทธ์สายกระบี่ขึ้นมาสักคน ย่อมเป็นเรื่องที่ฝืนลิขิตจนแทบเป็นไปไม่ได้
“ท่านอาจารย์ แล้วไม่มีของวิเศษชิ้นอื่นที่พอจะช่วยเสริมสร้างร่างกายได้บ้างเลยหรือขอรับ?” เมิ่งฝานเริ่มใช้ไม้ตายก้นหีบ พลางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ
“หากศิษย์มิอาจขัดเกลากายาให้แข็งแกร่งกว่านี้ แล้วเกิดพลาดพลั้งล้มหายตายจากไปในแดนอสูร ลำพังชีวิตของศิษย์นั้นมิได้มีค่าอันใด ศิษย์มิเคยขลาดกลัวต่อความตายแม้แต่น้อย ทว่าสิ่งที่ศิษย์เสียใจที่สุด คือการที่จะมิได้อยู่รับใช้ปรนนิบัติท่านอาจารย์อีกต่อไป!”
เขาสูดหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้งก่อนจะขยี้ปมสำคัญ “อีกทั้งศึกนัดหมายในอีกหนึ่งปีครึ่งข้างหน้า หากศิษย์ต้องกลายเป็นผีเฝ้าแดนอสูรไปเสียก่อน แล้วใครเล่าจะกอบกู้เกียรติยศและล้างอายให้ท่านอาจารย์ ให้ท่านได้สยายคิ้วเงยหน้าอย่างภาคภูมิในใต้หล้าได้อีกเล่าขอรับ!”