วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 75 เจ้าดูแลหลานสาวเขา เขาดูแลเจ้า
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 75 เจ้าดูแลหลานสาวเขา เขาดูแลเจ้า
บทที่ 75 เจ้าดูแลหลานสาวเขา เขาดูแลเจ้า
หุบเขาจันทร์ผี ตั้งอยู่ห่างจากสำนักกระบี่ซู่ซันเพียงหนึ่งพันลี้ ทว่าการเคลื่อนขบวนของเหล่าศิษย์นับร้อยชีวิตเป็นกลุ่มใหญ่นั้น มิอาจเร่งเร้าความเร็วได้ดั่งใจนึก กว่าขบวนทั้งหมดจะล่วงถึงจุดหมาย ก็กินเวลาไปถึงห้าวันเต็ม
ตลอดเส้นทางนั้นสงบราบรื่นไร้ซึ่งอุปสรรค มิใช่เพียงเพราะมีผู้อาวุโสระดับสูงถึงสามท่านคอยนำทีม แต่ลำพังเพียงกลิ่นอายศัสตราจากศิษย์ซู่ซันนับร้อยที่เป็นยอดฝีมือกระบี่ ก็เพียงพอจะข่มขวัญผู้คิดคดให้ล่าถอยไปโดยสัญชาตญาณ ต่อให้ต้องเผชิญกับกองทัพนับพันชีวิต กลุ่มศิษย์กระบี่เหล่านี้ก็สามารถกรุยทางสังหารศัตรูได้ง่ายดายราวกับหั่นผักปลา!
ดังนั้น ขบวนอันเกรียงไกรของสำนักซู่ซันจึงมุ่งหน้าไปทุกที่ได้อย่างองอาจอหังการโดยแท้
เมื่อมาถึงหุบเขาจันทร์ผี สำนักกระบี่อู๋จี๋ได้มาตั้งค่ายรออยู่ก่อนแล้ว และในวันรุ่งขึ้น ศิษย์จากสำนักกระบี่คุนหลุนก็เดินทางมาสมทบจนครบถ้วน
ท่ามกลางฝูงชนของสำนักคุนหลุน เมิ่งฝานพลันเหลือบไปเห็นร่างที่คุ้นตา
เจียงพัวเยว่!
ทว่าเจียงพัวเยว่นั้นอยู่ในระดับรวบรวมแก่นปราณ ซึ่งถูกกฎเกณฑ์แห่งแดนอสูรปิดกั้นมิให้ล่วงล้ำเข้าไปได้ เมิ่งฝานจึงได้แต่ลอบเสียดายอยู่ในใจ มิเช่นนั้นเขาคงได้อาศัยโอกาสนี้ ‘สั่งสอน’ ไอ้คนต่ำช้าผู้นั้นให้สำนึกในดินแดนเบื้องล่างไปแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้เมิ่งฝานต้องประหลาดใจยิ่งกว่า คือการปรากฏตัวของหลิวเยียนผิง นางมิได้แอบตามขบวนซู่ซันมาอย่างที่เขาคิด แต่กลับเดินปะปนมากับกลุ่มศิษย์สำนักกระบี่คุนหลุนเสียนี่!
ทันทีที่ล่วงถึงหุบเขา หลิวเยียนผิงก็กวาดสายตาหาพรรคพวกซู่ซัน ครั้นพอเห็นร่างของเมิ่งฝาน นางก็รีบถลันเข้าหาด้วยความดีใจทันที
“หลิวเยียนผิง ไฉนเจ้าถึงข้ามห้วยไปร่วมขบวนกับพวกสำนักคุนหลุนมาได้เล่า?” เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความงุนงง
แม้จะรู้อยู่แล้วว่านางต้องหาทางแอบหนีออกจากสำนักมาจนได้ แต่นางควรจะสะกดรอยตามกองกำลังซู่ซันมาเงียบ ๆ มิใช่หรือ เหตุใดจึงไปโผล่กลางกลุ่มศิษย์ต่างสำนักเช่นนั้น?
หลิวเยียนผิงทำสีหน้าปลาตายพลางถอนหายใจยาวอย่างอ่อนแรง
“อย่าได้เอ่ยถึงมันเลย หลังจากขบวนของพวกเจ้าลับสายตาไป ท่านปู่ก็เฝ้าข้าแจมิยอมให้คลาดสายตา กว่าข้าจะสบโอกาสหนีรอดออกมาได้ก็เป็นวันรุ่งขึ้น ซึ่งมิต้องสงสัยเลยว่าข้าไม่มีทางตามพวกเจ้าทันแน่นอน”
นางกล่าวต่อพร้อมรอยยิ้มแห้ง ๆ “โชคดีที่ข้าสืบรู้มาแต่ต้นว่าทั้งสามสำนักจะมารวมตัวกันที่หุบเขาจันทร์ผี ข้าจึงมุ่งหน้าตรงดิ่งมาที่นี่เพียงลำพัง ทว่าระหว่างทางดันไปปะเข้ากับขบวนของสำนักคุนหลุนเข้าโดยบังเอิญน่ะสิ!”
“ทว่าหุบเขาจันทร์ผีนั้นกว้างใหญ่ไพศาลนัก ข้าควานหาพวกเจ้าอยู่นานก็ไม่พบวี่แวว โชคดีที่วันนี้ไปปะเข้ากับศิษย์ร่วมสำนักซู่ซันเข้าพอดี จึงได้อาศัยติดตามพวกเขามาจนพบพวกเจ้านี่แหละ!”
เมิ่งฝานได้แต่ยิ้มขมขื่นในใจ รู้สึกว่าหลิวเยียนผิงช่างหาเรื่องใส่ตัวโดยแท้ หากถูกห้ามมิให้มาเหตุใดจึงไม่ยอมตัดใจเสียแต่แรก การพำนักขัดเกลาฝีมืออย่างสงบอยู่ในสำนักซู่ซันมิใช่ทางเลือกที่ดีกว่าหรือไร
ขณะนั้นเอง ผู้เฒ่าหลินที่ยืนอยู่ข้างกายก็ปรายตามองหลิวเยียนผิงพลางเอ่ยขึ้น “แม่นางน้อยหลิว ในเมื่อรายชื่อผู้เข้าร่วมภารกิจแดนอสูรครั้งนี้ไม่มีนามของเจ้าอยู่ ต่อให้เจ้าแอบหลบหนีท่านปู่มาถึงที่นี่ได้สำเร็จ เจ้าก็มิอาจล่วงล้ำเข้าสู่แดนอสูรได้อยู่ดี!”
ในฐานะผู้อาวุโสนำทีมคนหนึ่ง ท่านย่อมต้องยึดถือระเบียบวินัยเป็นสำคัญ
หลิวเยียนผิงกลับเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี “ใครบอกท่านว่าข้าไม่มีชื่อ? ข้าลงทะเบียนสมัครไว้ล่วงหน้าตั้งนานแล้ว!”
กล่าวจบ นางก็ชู “ป้ายบัญชาศัสตรา” ออกมาอวดอ้าง ซึ่งเป็นป้ายอาญาสิทธิ์พิเศษที่มอบให้เฉพาะผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมภารกิจครั้งนี้เท่านั้น เมื่อเห็นหลักฐานมัดตัวเช่นนั้น ผู้เฒ่าหลินก็มินำพาที่จะสืบสาวราวเรื่องต่อ ในเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ท่านก็คร้านที่จะสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนรุ่นหลัง
เมิ่งฝานถามด้วยความฉงน “มิใช่ว่าเจ้าถูกท่านปู่กักบริเวณจนกระดิกตัวมิได้หรอกหรือ แล้วเจ้าไปเอาเวลาที่ไหนไปลงชื่อสมัครกัน?”
“การกักบริเวณก็แค่จำกัดมิให้ข้าก้าวพ้นประตูเรือน แต่มิได้ห้ามข้าพบปะผู้คนนี่นา ข้าก็แค่สละหินวิญญาณเพิ่มอีกเล็กน้อย ไหว้วานให้คนอื่นไปจัดการธุระแทนให้เสียก็สิ้นเรื่อง มิเห็นจะยากเย็นตรงไหน!” หลิวเยียนผิงตอบอย่างไม่ยี่หระ
เมิ่งฝานหมดคำถามในทันที จริงสินะ ‘มีเงินย่อมใช้ผีโม่แป้งได้’ กฎเกณฑ์พื้นฐานแค่นี้เหตุใดเขาถึงลืมไปเสียสนิท
ครู่ต่อมา ผู้เฒ่าหลินก็ดึงตัวเมิ่งฝานแยกออกมาด้านหนึ่ง ราวกับมีเรื่องสำคัญจะกำชับ
“ท่านอาจารย์ มีเรื่องอันใดหรือขอรับ?”
“ในเมื่อยัยหนูหลิวนี่จะดึงดันเข้าสู่แดนอสูรด้วย เช่นนั้นเมื่ออยู่ข้างใน เจ้าก็จงช่วยดูแลนางให้มากหน่อย อย่าปล่อยให้นางไปทิ้งชีวิตไว้ที่นั่นเด็ดขาด” ผู้เฒ่าหลินกระซิบเสียงเบา
“ท่านอาจารย์สนิทสนมกับผู้อาวุโสหลิวถึงเพียงนั้นเชียว?” เมิ่งฝานถามอย่างแปลกใจ เพราะตลอดเวลาที่หลิวเยียนผิงป้วนเปี้ยนอยู่ที่หอศาสตรา ท่านอาจารย์ไม่เคยปริปากพูดถึงมิตรภาพระหว่างตนกับปู่ของนางเลยสักครั้ง
ผู้เฒ่าหลินกลอกตาพลางค้อนขวับ “จะสนิทกับใครที่ไหนกันล่ะ! แต่เจ้าตาเฒ่า หลิวชิงหยวน นั่นน่ะหวงหลานสาวราวกับดวงใจ หากเจ้าช่วยดูแลหลิวเยียนผิงให้ปลอดภัยได้ เมื่อข้ากลับไปย่อมมีข้ออ้างในการไป ‘รีดไถ’ ทรัพยากรจากมันมาได้ขนานใหญ่!”
ท่านเอ่ยต่ออย่างมีแผนการ “เจ้าหนุ่ม ฝีมือเจ้าพุ่งทะยานขึ้นทุกวัน ทรัพย์สมบัติที่ข้าสะสมมาแทบจะถูกเจ้าถลุงจนเหี้ยดแห้งอยู่แล้ว แต่หลิวชิงหยวนคนนั้นเป็นถึงผู้อาวุโสแห่งตำหนักโอสถ คลังสมบัติของมันช่างมั่งคั่งเหลือคณานับ เหมาะอย่างยิ่งที่จะนำมาเป็นทุนรอนให้เจ้าฝึกปรือ เจ้าดูแลหลานสาวให้มัน ส่วนมันก็ต้องดูแลเจ้าเช่นนี้ช่างสมเหตุสมผลยิ่งนัก มิใช่หรือ?”
เมิ่งฝานได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ พยักหน้ารับคำ
“ขอรับ สมเหตุสมผลยิ่งนัก!”
อันที่จริง ต่อให้ท่านอาจารย์มิได้กำชับ เขาก็ตั้งใจจะดูแลหลิวเยียนผิงอยู่แล้ว เพราะสำหรับเขาในสำนักซู่ซันแห่งนี้ แม่นางน้อยจอมแก่นผู้นี้ก็นับเป็นสหายแท้เพียงไม่กี่คนที่เขามี
อันที่จริง การจะใช้คำว่า ‘หนึ่งในสหายไม่กี่คน’ ดูเหมือนจะฟุ่มเฟือยไปเสียหน่อย เพราะหากกวาดสายตาไปทั่วสำนักซู่ซัน เมิ่งฝานแทบจะไม่มีผู้ใดให้เรียกว่ามิตรแท้ได้เลย
หากจะดันทุรังนับให้ครบถ้วน…
ศิษย์พี่หลัว พอจะนับเป็นสหายได้หนึ่งคน
ศิษย์พี่จิน อาจจะนับได้เพียงครึ่งเดียว
ส่วน หลี่เสวี่ยโหรว นั้น ยิ่งมิอาจนับรวมในฐานะเพื่อนฝูง เพราะในใจเขานางคือน้องสาวผู้ร่วมสายเลือดอย่างแท้จริง!
เมื่อเมิ่งฝานเสร็จสิ้นการสนทนากับอาจารย์และเดินกลับมา ก็พบว่าหลิวเยียนผิงและหลี่เสวี่ยโหรวกำลังเจรจาพาทีกันอย่างออกรส สองดรุณีที่เดิมทีมิเคยรู้จักมักจี่ กลับสนิทสนมกลมเกลียวกันได้อย่างรวดเร็วเพียงเพราะมีเมิ่งฝานเป็น ‘ตัวกลาง’ เชื่อมสัมพันธ์
“ยามเที่ยงวันพรุ่งนี้จะเป็นช่วงที่ปราณหยางกล้าแข็งที่สุด เมื่อถึงเวลานั้นพวกเราจะร่วมกันเปิดทวารสู่แดนอสูร พวกเจ้าจงเตรียมกายใจให้พร้อม” ผู้เฒ่าหลินเอ่ยกำชับทั้งสาม
ขณะที่ผู้อาวุโสท่านอื่นของสำนักซู่ซันต่างพากันเดินตรวจตราและเอ่ยเตือนศิษย์ในอาณัติอย่างทั่วถึง ทว่าผู้เฒ่าหลินกลับปักหลักอยู่เพียงข้างกายเมิ่งฝาน ท่านมิได้มีแก่ใจจะหันไปใส่ใจผู้ใดอื่น แม้แต่หลี่เสวี่ยโหรวหรือหลิวเยียนผิง หากมิได้ยืนอยู่ข้างกายศิษย์รักของท่าน ท่านก็คงคร้านที่จะเอ่ยปากถามไถ่เสียด้วยซ้ำ
ค่ำคืนนั้น มวลอากาศในหุบเขาจันทร์ผีเต็มไปด้วยความตื่นตัว หลายคนนอนมิหลับกระสับกระส่ายด้วยใจที่มุ่งหมายสู่การผจญภัยที่กำลังจะมาถึง สำหรับศิษย์ส่วนใหญ่ ภารกิจกวาดล้างแดนอสูรครั้งนี้ช่างน่าเร้าใจยิ่งนัก แม้พวกเขาจะเคยผ่านการฝึกฝนโลกภายนอกมาบ้าง ทว่ามินับว่ายิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยเกียรติยศเท่าครานี้!
วันรุ่งขึ้น ณ ยามเที่ยงตรง
ผู้อาวุโสนับสิบท่านจากทั้งสามสำนักใหญ่รวมตัวกันเป็นวงล้อม เริ่มขับเคลื่อนมหาเวทเพื่อเปิดประตูสู่แดนอสูร ดินแดนแห่งนี้เป็นพื้นที่ลี้ลับซับซ้อน มันดำรงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของมหาพิภพเทียนหยวน ทว่าในขณะเดียวกันก็มีมิติที่แยกตัวออกมาเป็นเอกเทศ
เพียงไม่นาน ประตูแสงสีนวลตาพลันปรากฏขึ้นกลางหุบเขาจันทร์ผี พร้อมกับระลอกคลื่นพลังที่กระเพื่อมไหวเป็นระลอก
“จงจำไว้ให้มั่น! ประตูมิตินี้จะคงอยู่ได้เพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น เมื่อพวกเจ้าก้าวข้ามไปแล้ว จงคำนวณเวลาให้ถ้วนถี่ เมื่อครบกำหนดหนึ่งเดือนต้องกลับมาปรากฏตัว ณ จุดเดิมนี้ทันที!”
เหล่าผู้อาวุโสย้ำเตือนจุดสำคัญนี้อีกครั้ง แม้จะเป็นเรื่องที่พร่ำบอกมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าในวินาทีสุดท้ายก็ยังมิอาจวางใจได้ เพราะหากประตูมิติปิดตัวลง ผู้ที่ติดอยู่ภายในย่อมต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ยากจะคาดเดา
แต่ถึงแม้จะเกิดเหตุสุดวิสัยจนมีผู้ตกค้าง ก็มิใช่เรื่องที่ถึงขั้นสิ้นหวังเสียทีเดียว เพราะการเปิดประตูมิตินี้มิได้ยากเย็นแสนเข็ญจนเกินไป หากมีศิษย์คนใดหายสาบสูญ แต่ละสำนักย่อมส่งยอดฝีมือเข้าไปตามหาและนัดหมายเวลาเพื่อพาทุกคนกลับออกมาอย่างปลอดภัยในภายหลัง