วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 76 จะขัดใจผู้ใดก็ช่าง... อาจารย์จะหนุนหลังเจ้าเอง!
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 76 จะขัดใจผู้ใดก็ช่าง... อาจารย์จะหนุนหลังเจ้าเอง!
บทที่ 76 จะขัดใจผู้ใดก็ช่าง… อาจารย์จะหนุนหลังเจ้าเอง!
อย่างไรก็ดี การติดค้างอยู่ในมิติอื่นย่อมเป็นเรื่องที่สร้างความลำบากมิน้อย ทางที่ดีจึงควรหลีกเลี่ยงปัญหาหยุมหยิมเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด
เหล่าศิษย์จากทั้งสามสำนักใหญ่เริ่มทยอยก้าวข้ามประตูแสง ทิ้งโลกภายนอกไว้เบื้องหลังเพื่อมุ่งสู่ดินแดนอสูร
สำนักกระบี่ซู่ซันได้รับเกียรติให้เป็นกลุ่มสุดท้ายที่เคลื่อนขบวน ก่อนที่เท้าของเมิ่งฝานจะเหยียบพ้นธรณีประตูมิติ ผู้เฒ่าหลินพลันก้าวเข้ามาตบบ่าเขาเบาๆ ทว่าน้ำหนักนั้นกลับแฝงด้วยความเชื่อมั่นอันหนักแน่น
“เมื่ออยู่ข้างในนั้น เจ้าจะทำสิ่งใดก็จงทำไปตามแต่ใจปรารถนา มิต้องหวาดเกรงว่าจะทำให้ผู้ใดขุ่นเคือง เพราะทันทีที่เจ้าก้าวออกมา อาจารย์ผู้นี้จะหนุนหลังเจ้าเอง! ข้าจะปักหลักรอเจ้าอยู่ที่นี่เป็นเวลาหนึ่งเดือน เมื่อครบกำหนด เราค่อยกลับซู่ซันพร้อมกัน”
เมื่อได้ยินคำประกาศกร้าวเช่นนั้น เมิ่งฝานจึงคลี่ยิ้มพลางพยักหน้า ก่อนจะก้าวเท้าเข้าสู่ประตูแสงอย่างมั่นคง
เขาเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของอาจารย์อย่างถ่องแท้
ท่ามกลางผู้คนร้อยพ่อพันแม่ที่หลั่งไหลเข้าสู่แดนอสูร ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดอาจมิใช่อสูรกายกระหายเลือด แต่มักจะเป็นมนุษย์ด้วยกันเอง ไม่ว่าจะเป็นคนจากสำนักอื่น หรือแม้แต่คนจากสำนักเดียวกันที่ลอบแทงข้างหลังก็ตาม อาจารย์ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาค่อนชีวิต มีหรือจะมิรู้ซึ้งถึงความอำมหิตของกิเลสมนุษย์?
ทุกสรรพสิ่ง… ท่านล้วนประจักษ์แจ้งหมดสิ้นแล้ว!
คำกล่าวที่ว่า “ให้ทำตามใจ” แท้จริงแล้วคืออาญาสิทธิ์ที่บอกว่า หากใครหน้าไหนกล้าล่วงเกินเมิ่งฝาน จะปลิดชีพหรือทำให้มันพิการปางตายก็จงทำไปเถิด เพราะผู้เฒ่าแห่งหอศาสตราคนนี้จะกางปีกปกป้องศิษย์รักจากแรงเสียดทานภายนอกเอง
ส่วนเรื่องความปลอดภัยภายในแดนอสูรนั้น ผู้เฒ่าหลินหาได้กังวลใจไม่ เพราะท่านย่อมรู้ดีว่าด้วยตบะของเมิ่งฝานในยามนี้ ศิษย์จากสามสำนักที่เข้าไปนั้น แทบจะหาผู้ที่เป็นคู่ปรับของเขาไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว เว้นเสียแต่ว่าคนพวกนั้นจะร่วมมือกันรุมล้อมเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น
ทว่าเมิ่งฝานมิใช่คนโง่เขลา มีหรือเขาจะหาเรื่องให้คนทั้งโลกเป็นศัตรูพร้อมกันในคราเดียว?
ไม่นานนัก เหล่าศิษย์จากสามสำนักในหุบเขาจันทร์ผีก็เคลื่อนพลเข้าสู่แดนอสูรจนหมดสิ้น
ส่วนบรรดาผู้อาวุโสนำทีมต่างพากันปักหลักเฝ้าประตูมิติอย่างแน่นหนา พวกท่านเตรียมตั้งค่ายพักแรมอยู่ที่นี่ตลอดทั้งเดือน เพื่อทำหน้าที่เป็นกำแพงเหล็กกล้าป้องกันมิให้อสูรกายตนใดลอบเร้นออกมาสู่โลกภายนอกได้
ทันทีที่เมิ่งฝานก้าวผ่านม่านแสง แรงกดดันบางอย่างพลันจู่โจมจนเขารู้สึกวิงเวียนศีรษะ ทัศนียภาพรอบกายมืดมิดลงชั่วพริบตา
ทว่าเพียงอึดใจเดียว สติก็กลับมาแจ่มชัดดังเดิม
เขาสัมผัสได้ว่าตนเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่สว่างไสวแปลกตา ภูมิประเทศโดยรอบมีเค้าโครงคล้ายคลึงกับหุบเขาจันทร์ผีอยู่มิน้อย ทว่ากลิ่นอายและพลังงานที่ไหลเวียนอยู่นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เขามิได้อยู่ที่หุบเขาจันทร์ผีอีกต่อไปแล้ว
เมิ่งฝานแหงนหน้ามองขึ้นสู่เบื้องบนตามสัญชาตญาณ ทว่าสิ่งที่เห็นกลับมิใช่ท้องฟ้าที่มีดวงตะวันแผดแสง แต่มันคือห้วงเวหาที่แปลกประหลาดไร้ซึ่งที่มาของแสงสว่างอย่างสิ้นเชิง
“แปลกประหลาดแท้ ไร้ซึ่งดวงตะวัน แต่ไฉนทั่วทั้งพงไพรกลับสว่างไสวปานนี้?” หลิวเยียนผิงพึมพำออกมาอย่างลืมตัว
ดูเหมือนว่าความฉงนสงสัยนี้จะเกิดขึ้นกับทุกคนที่ก้าวผ่านประตูมิติมา เพราะต่างก็แหงนหน้ามองฟ้าเพื่อหาที่มาของแสงสว่างโดยสัญชาตญาณ
“หากมิมีดวงอาทิตย์ แล้วแสงเหล่านี้สาดส่องมาจากที่ใดกัน?” หลี่เสวี่ยโหรวเอ่ยถามด้วยความฉงนไม่แพ้กัน
เมิ่งฝานส่ายหน้าพลางยิ้มขมขื่น “พวกเรามิได้มาเพื่อตั้งรากฐานอาศัย เหตุใดต้องไปใส่ใจระบบนิเวศของที่นี่ให้มากความ? อีกเพียงหนึ่งเดือนพวกเราก็ต้องจากไป และคงมิมีโอกาสได้กลับมาเยือนเป็นคำรบสองอย่างแน่นอน”
“นั่นสินะ” หลิวเยียนผิงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว
เมื่อล่วงล้ำเข้าสู่แดนอสูร เหล่าศิษย์ทั้งหมดต่างแยกย้ายกันออกเป็นสามกลุ่มตามสังกัดโดยอัตโนมัติ ทั้งสำนักกระบี่ซู่ซัน สำนักกระบี่อู๋จี๋ และสำนักกระบี่คุนหลุน ต่างรวมตัวกันอย่างเป็นระเบียบตามวิสัยของยอดสำนัก
ในฝั่งของสำนักซู่ซัน บุรุษหนุ่มผู้มีสง่าราศีวัยราวสามสิบปีคนหนึ่งก้าวออกมาเบื้องหน้า ก่อนจะประกาศกร้าวให้ทุกคนได้รับรู้ “ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่แดนอสูร ท่านผู้อาวุโสได้กำชับไว้แล้วว่า การเดินทางครั้งนี้ให้ทุกคนปฏิบัติตามคำบัญชาของข้า หวังว่าทุกท่านจะให้ความร่วมมือด้วย!”
ภารกิจในครั้งนี้คือการ ‘กวาดล้าง’ เหล่าอสูรร้ายในพื้นที่กุ้ยเยว่ ซึ่งความหมายของมันช่างชัดเจนนั่นคือการสังหารให้สิ้นซาก! ในสถานการณ์เช่นนี้ การแยกตัวออกไปสู้เพียงลำพังย่อมมิใช่ความคิดที่ดีนัก ความร่วมมือร่วมใจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ชายผู้นี้มีนามว่า เหอฟางหยวน เขาคือศิษย์หลักผู้มีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับความไว้วางใจอย่างสูงในหมู่ศิษย์ชั้นยอด ด้วยเหตุนี้ท่านผู้อาวุโสจึงมอบอาญาสิทธิ์ให้เขาเป็นผู้วางแผนการรบในครั้งนี้
“จากรายงานการสำรวจก่อนหน้า พบว่าแดนอสูรแห่งนี้ถูกปกครองโดยสามขุมอำนาจใหญ่ ซึ่งแบ่งพื้นที่กันเป็นเอกเทศ โดยแต่ละสำนักจะรับผิดชอบกวาดล้างกลุ่มอำนาจละหนึ่งแห่ง สำหรับสำนักกระบี่ซู่ซันของพวกเรา เป้าหมายคือผืนป่าทิศใต้!”
เหอฟางหยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและชัดเจน “ภารกิจของพวกเราคือสังหารอสูรกายทุกตัวในผืนป่าทิศใต้ให้ราบคาบ! ข้ามีแผนที่ของพื้นที่ดังกล่าวอยู่กับตัว ขอให้ทุกคนเคลื่อนพลตามข้ามาได้เลย”
ยามนั้น มิมีศิษย์คนใดเอ่ยคัดค้านแม้แต่คำเดียว ในเมื่อนี่คือคำสั่งจากเบื้องบน การก้าวออกมาลองดีในเวลานี้นอกจากจะไม่ช่วยแสดงความเก่งกาจแล้ว ยังจะดูโง่เขลาเบาปัญญาเสียมากกว่า
ทั้งสามสำนักต่างแยกย้ายมุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่แตกต่างกัน กองกำลังของซู่ซันภายใต้การนำของเหอฟางหยวนเริ่มเคลื่อนขบวนมุ่งตรงสู่ทิศใต้ในทันที
เมิ่งฝานถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ศิษย์พี่หลิว เจ้ารู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเหอฟางหยวนผู้นี้บ้างหรือไม่?”
หลิวเยียนผิงส่ายหน้า “ข้าเป็นเพียงศิษย์ฝ่ายใน จะไปรู้จักศิษย์หลักผู้สูงส่งเช่นนั้นได้อย่างไร? คำถามนี้เจ้าควรถามศิษย์พี่หลี่มากกว่า”
หลี่เสวี่ยโหรวหันมาตอบข้อสงสัยของเมิ่งฝาน “พี่เมิ่งฝาน ศิษย์พี่เหอผู้นี้ติดอันดับหนึ่งในสิบของบรรดาศิษย์หลัก ตบะของเขาบรรลุถึงขั้นเทียนหยวนระดับที่แปดแล้ว คาดว่าอีกไม่เกินสองปีคงจะสามารถฝ่าด่านเข้าสู่ขั้นหนิงตันได้สำเร็จเจ้าค่ะ”
เมิ่งฝานเรียกหลิวเยียนผิงว่าศิษย์พี่ หลิวเยียนผิงเรียกหลี่เสวี่ยโหรวว่าศิษย์พี่ ส่วนหลี่เสวี่ยโหรวเรียกเมิ่งฝานว่าพี่ชาย ลำดับขั้นความสัมพันธ์ของทั้งสามคนจึงขดตัวเป็นวงกลมที่เชื่อมต่อกันได้อย่างประหลาดและลงตัว
“ในดินแดนอสูรแห่งนี้ ระดับตบะเพียงอย่างเดียวมิอาจพิสูจน์สิ่งใดได้มากนัก แล้วเพลงกระบี่ของศิษย์พี่เหอผู้นี้เล่า เป็นเช่นไร?” เมิ่งฝานเอ่ยถามหลี่เสวี่ยโหรวเพื่อหยั่งเชิง
หลี่เสวี่ยโหรวขบคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ศิษย์พี่เหอนั้นเป็นคนสมถะยิ่งนัก ท่านมิชอบชิงดีชิงเด่นกับผู้ใด ในการประลองคัดเลือกศิษย์หลักแต่ละครั้ง ท่านมักจะแสดงฝีมือเพียงพอเป็นพิธี มิเคยสำแดงวิชากระบี่ชั้นสูงให้ผู้ใดเห็น แต่ถึงกระนั้น ทุกครั้งที่มีการจัดอันดับ นามของท่านก็ยังคงติดหนึ่งในสิบศิษย์หลักอยู่เสมอมิเคยขาด!”
เมิ่งฝานพยักหน้าเบาๆ พลางจมดิ่งสู่ห้วงความคิด
โบราณว่าไว้ ยิ่งผู้ใดเก็บงำประกายคมได้มิดชิดเพียงใด ผู้นั้นย่อมแกร่งกร้าวน่าเกรงขามเพียงนั้น
มิผิดไปจากตัวเขาเองเลยสักนิด!
วิชากระบี่ของเหอฟางหยวนผู้นี้ต้องล้ำลึกเหนือคณาแน่นอน มิเช่นนั้นเหล่าผู้อาวุโสคงมิไว้วางใจมอบหมายให้เขาเป็นแม่ทัพนำกลุ่มศิษย์ในแดนอสูรแห่งนี้ ทว่าเมิ่งฝานถามไปเพียงเพื่อประเมินสถานการณ์เท่านั้น เขาหาได้มีความคิดจะไปแย่งชิงอำนาจสั่งการไม่ เขาไม่ใช่คนโง่ที่หาเรื่องใส่ตัว!
ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงเช่นนี้ การแบกรับภาระตำแหน่งผู้นำมีแต่จะเหนื่อยแรงและเสี่ยงต่อการถูกตำหนิหากพลาดพลั้ง ‘ปิดปากให้เงียบ ลอบเก็บสมบัติให้เกลี้ยง’ ต่างหากคือวิถีแห่งราชาที่แท้จริง!
เมิ่งฝานจำได้แม่นยำว่าผู้เฒ่าหลินเคยสำทับไว้ ว่าดินแดนแห่งนี้ซุกซ่อนสมบัติล้ำค่าไว้มากมาย ตนต้องหูไวตาไวเข้าไว้ เรื่องอำนาจใครอยากได้ก็เอาไปเถิด แต่หากเป็นของวิเศษชิ้นใดที่เขาหมายตาไว้ ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาช่วงชิงไปจากมือเขาเด็ดขาด!
กองกำลังสำนักซู่ซันเคลื่อนพลมุ่งหน้าสู่ทิศใต้ด้วยความระมัดระวัง แม้มิมีผู้ใดล่วงรู้ว่าแดนอสูรแห่งนี้กว้างใหญ่เพียงใด แต่จากข้อมูลของผู้อาวุโส มันมิได้ไพศาลจนเกินสำรวจ
จวบจนเข้าสู่พรบค่ำของวันที่สาม ขบวนศิษย์กระบี่ก็ล่วงถึงจุดหมาย
เบื้องหน้าคือผืนป่าอันเขียวขจีที่ดูเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิต กลิ่นอายความสดชื่นมวลใหญ่แผ่ซ่านจนทำให้จิตใจของผู้มาเยือนรู้สึกปลอดโปร่งผ่อนคลายอย่างประหลาด จนแทบนึกภาพมิออกเลยว่าสถานที่อันงดงามราวกับอุทยานสวรรค์เช่นนี้ จะมีความเกี่ยวข้องกับอสูรกายกระหายเลือดได้อย่างไร
ทว่าแผนที่ในมือนั้นมิเคยลวงตา สถานที่อันเงียบสงบแห่งนี้คือรังของเหล่าอสูรอย่างมิต้องสงสัย
เหอฟางหยวนยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุดฝีเท้าลงที่ชายป่า
“จากข้อมูลเบื้องต้น ภายในพงไพรแห่งนี้ถูกครอบครองโดยอสูรสองเผ่าพันธุ์ หนึ่งคืออสูรจิ้งจอก และสองคืออสูรกระทิง” เหอฟางหยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าหนักแน่น
“คาดการณ์จำนวนของพวกมันน่าจะมีราวสามถึงสี่ร้อยตัว! แม้โดยรวมตบะของพวกมันจะมิได้แข็งแกร่งนัก อีกทั้งยังถูกอำนาจแห่งมิติกดทับพลังไว้ ทำให้มิใช่คู่ต่อกรของพวกเราในทางทฤษฎี แต่ด้วยจำนวนที่มากกว่าเราหลายเท่าตัว พวกเราจึงมิควรประมาทเลินเล่อเป็นอันขาด!”
เขากวาดสายตามองศิษย์ร่วมสำนักก่อนสั่งการ
“จงเคลื่อนพลเข้าสู่ผืนป่าอย่างเงียบเชียบที่สุด ภารกิจแรกคือการลอบสังหารตัดกำลังพวกมันในยามวิกาล จงทำให้พวกมันตั้งตัวมิติดและพินาศย่อยยับไปก่อนที่จะทันรู้ตัว!”