วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 78 สลายมโนภาพ ‘เก็บตก’
บทที่ 78 สลายมโนภาพ ‘เก็บตก’
หลิวเยียนผิงหาได้แยแสรางวัลล้ำค่าเหล่านั้นไม่ นางเก็บแก่นอสูรขึ้นมาด้วยความภาคภูมิใจในชัยชนะเพียงประการเดียว
‘คอยดูเถอะ… เมื่อกลับไปข้าจะโยนเจ้าสิ่งนี้ลงตรงหน้าท่านปู่ ให้ท่านรู้ซึ้งเสียบ้างว่าการสบประมาทข้ามิยอมให้เข้าแดนอสูรนั้นเป็นความผิดมหันต์! ดูสิว่าหลานสาวผู้นี้สร้างผลงานได้ยิ่งใหญ่เพียงใด!’
หลังจากหลิวเยียนผิงจัดการธุระเสร็จสิ้น เมิ่งฝานก็ย่างเท้าเข้าไปหาซากอสูรกระทิงตัวนั้น เขาวางมือลงบนร่างที่ยังอุ่นอยู่พลางขับเคลื่อนเคล็ดวิชา ‘กายาสูงสุด’ ในทันที
ผู้เฒ่าหลินเคยกำชับไว้ว่า อสูรในดินแดนลี้ลับแห่งนี้ล้วนดูดซับไอธาตุพิเศษไว้ในกาย เมื่อพวกมันสิ้นใจ พลังงานที่เรียกว่า ‘วิญญาณธาตุ’ จะยังคงตกค้างอยู่ภายในร่างชั่วระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งพลังนี้คือโอสถชั้นยอดในการขัดเกลากายาให้แกร่งกล้า และนี่เองคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เมิ่งฝานยอมตกลงรับภารกิจนี้โดยมิลังเล
อาจารย์มิได้โป้ปด ทันทีที่เคล็ดวิชาเริ่มหมุนวน พลังสายหนึ่งพลันหลั่งไหลจากซากอสูรเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง ทว่าปริมาณของวิญญาณธาตุจากอสูรปลายแถวนั้นช่างน้อยนิดเหลือเกิน เพียงอึดใจเดียวเมิ่งฝานก็ดูดซับจนเหือดแห้งมิล่วงเหลือ
“เมิ่งฝาน ท่านกำลังทำพิธีกรรมอันใดอยู่หรือ?” หลิวเยียนผิงเอ่ยถามด้วยความฉงน แม้แต่หลี่เสวี่ยโหรวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ลอบมองด้วยความอยากรู้เช่นกัน
“ข้ากำลังฝึกปรือวิชาสายกายาอยู่ พลังวิญญาณธาตุในร่างอสูรเหล่านี้มีส่วนช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กระบวนท่าของข้าได้” เมิ่งฝานตอบตามตรง
“มีเรื่องมหัศจรรย์เช่นนี้ด้วยหรือ?” หลิวเยียนผิงอุทาน “น่าเสียดายนักที่ข้ามิเคยฝึกฝนวิชาสายนี้เลย” ซึ่งหลี่เสวี่ยโหรวก็พยักหน้าเห็นพ้อง
ในสำนักกระบี่ซู่ซัน ผู้ที่เลือกเดินบนเส้นทางสายกายานั้นหาได้ยากยิ่ง ประการแรกคือแนวคิดที่มุ่งเน้นกระบี่เป็นสรณะ ประการต่อมาคือการขัดเกลากายานั้นต้องทุ่มเททรัพยากรและเวลาพ้นคณานับทว่าผลตอบแทนกลับเห็นได้ช้า สู้เอาเวลาไปฝึกวิชากระบี่หรือเลื่อนระดับตบะมิดีกว่าหรือ? และประการสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ ซู่ซันแท้มิมีวิชากายาที่ทรงอานุภาพหลงเหลืออยู่เลย
แม้แต่ผู้แข็งแกร่งอย่างผู้เฒ่าหลิน วิชา ‘กายาสูงสุด’ ที่ท่านรวบรวมมาได้ ก็ยังมิอาจนับว่าเป็นวิชากายาชั้นเลิศระดับตำนานได้ ส่วนศิษย์คนอื่น ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ทั้งสามคนมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของผืนป่าต่อไป ระหว่างทางพวกเขาพบซากอสูรกระทิงอีกตัวนอนทอดร่างอยู่ ดูท่าคงถูกศิษย์ร่วมสำนักที่ล่วงหน้าไปก่อนสังหารทิ้งไว้ เมิ่งฝานลองวางมือลงบนร่างนั้นแล้วเดินพลังกายาอีกครั้ง
ทว่าวินาทีต่อมา คิ้วของเขากลับขมวดมุ่น
ว่างเปล่า… มิมีปฏิกิริยาใด ๆ ทั้งสิ้น!
เขาลดมือลงอย่างผิดหวังพลางยักไหล่ให้สองสาวที่ยืนมองอยู่
“เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?” หลิวเยียนผิงถาม
“กระทิงตัวนี้ตายมานานเกินไปแล้ว วิญญาณธาตุในกายย่อมมลายสูญไปตามกาลเวลา… ดูท่าจะมีเพียงอสูรที่เพิ่งสิ้นลมหายใจใหม่ ๆ เท่านั้น ที่จะมอบพลังให้ข้าขัดเกลากายาได้” เมิ่งฝานเอ่ยเสียงเรียบ
แผนการที่จะ ‘เก็บตก’ พลังจากซากอสูรที่คนอื่นทิ้งไว้อันตรธานหายไปในพริบตา
ก่อนหน้านี้เขายังลอบฝันหวานว่า อสูรนับร้อยในป่าแห่งนี้จะถูกคนอื่นสังหารแล้วเขาก็แค่เดินตามเก็บเกี่ยวพลังจนบรรลุขั้นสูงสุดได้อย่างง่ายดาย แต่บัดนี้ความจริงปรากฏชัดว่านั่นเป็นเพียงภาพลวงตา แม้ซากตรงหน้าจะดูเหมือนเพิ่งถูกฆ่าไปมินาน แต่วิญญาณธาตุก็อันตรธานไปรวดเร็วกว่าที่คิด
หากต้องการพลัง เขาจำต้องอยู่ตรงนั้นในวินาทีที่มันสิ้นใจ หรือมิเช่นนั้นก็ต้องเป็นผู้ลงมือสังหารด้วยตนเอง
เมิ่งฝานที่เคยท่าทีนวยนาดปล่อยตัวตามสบาย บัดนี้ดวงตาพลันฉายแววความมุ่งมั่นฮึกเหิมขึ้นมาทันที
‘ในเมื่อรอรับส่วนบุญมิได้… เช่นนั้นข้าก็จะล่ามันด้วยมือของข้าเอง!’
“ดูท่าพวกเราจะมัวแต่นวดนาดมิได้แล้ว ต้องเร่งฝีเท้าขึ้นอีกหน่อย” เมิ่งฝานเอ่ยเตือนดรุณีทั้งสอง
คำกล่าวของเขาเปรียบเสมือนการจุดไฟในใจสาวงาม ทั้งหลิวเยียนผิงที่กำลังติดลมจากการสังหารครั้งแรก และหลี่เสวี่ยโหรวที่ยังมิได้ขยับกรรเชียงออกศึกเลยแม้แต่กระบวนท่าเดียว ต่างก็มีความกระตือรือร้นพุ่งพล่านจนยากจะระงับ
ทั้งสามมุ่งหน้าทะลวงลึกเข้าไปในพงไพรด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดตา ยิ่งเข้าสู่ใจกลางป่ามากเท่าใด กลิ่นอายอสูรก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ จวบจนกระทั่งอสูรกระทิงอีกตนหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
“คราวนี้ถึงตาข้า!” หลี่เสวี่ยโหรวรีบโพล่งขึ้นก่อนทันที ราวกับกลัวว่าหากช้าไปเพียงอึดใจ พี่ชายของนางจะมอบหน้าที่นี้ให้ผู้อื่น
“ได้เลย เป็นหน้าที่ของเจ้า” เมิ่งฝานยิ้มรับมิได้ขัดศรัทธา
หลิวเยียนผิงแอบทำแก้มป่องด้วยความเสียดายเล็กน้อยที่มิต่างจากคนกระหายเลือด แต่ก็มิคิดจะไปแย่งชิงความดีความชอบกับน้องสาวของสหาย
หลี่เสวี่ยโหรวสะบัดมือชักกระบี่ออกจากฝัก ประกายโลหะสีนวลตาพุ่งวาบสอดประสานกับร่างที่ทะยานออกไปราวกับสายฟ้า พริบตาเดียวคมกระบี่ก็วาดผ่านอากาศ
ฉัวะ!
ศีรษะของอสูรกระทิงหลุดกระเด็นออกจากบ่าอย่างง่ายดายไร้ซึ่งความลังเลแม้เพียงเสี้ยววินาที
นางลงมือผ่าท้องอสูรด้วยท่วงท่าที่หมดจด คัดเอาแก่นอสูรประกายแวววาวออกมาหนึ่งดวง ก่อนจะหันมายื่นมันให้เมิ่งฝานด้วยรอยยิ้มสดใส
“พี่เมิ่งฝาน สิ่งนี้มอบให้ท่านเจ้าค่ะ”
เมิ่งฝานส่ายหน้าพลางยิ้มตอบอย่างเอ็นดู “ของรางวัลชิ้นนี้ข้ามิอาจรับไว้ เจ้าเก็บไว้เองเถิด ส่วนพลังวิญญาณธาตุในร่างอสูรนี้ หากพวกเจ้ามิได้ใช้ประโยชน์ ข้าก็ขอรับไว้ด้วยความเต็มใจ”
กล่าวจบ เขาวางฝ่ามือลงบนซากอสูรที่เพิ่งสิ้นลม ขับเคลื่อนเคล็ดวิชา ‘กายาสูงสุด’ อย่างเต็มกำลัง เพียงไม่กี่สิบอึดใจ พลังงานอุ่นซ่านก็หลั่งไหลเข้าสู่จุดชีพจรจนหมดสิ้น ส่งผลให้วิชากายาของเขาขยับเข้าใกล้ขอบเขตขั้นที่สามไปอีกก้าวใหญ่
“เสวี่ยโหรว ข้าจำได้ว่ากระบี่เล่มเดิมของเจ้ามิใช่เล่มนี้ กระบี่วิญญาณชั้นเลิศเช่นนี้ เจ้าได้มาจากที่ใดกัน?”
เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความสงสัยขณะมองดูอาวุธในมือน้องสาว เพราะเขามั่นใจว่าช่วงหลังมานี้นางมิได้ย่างกรายเข้าไปที่หอศาสตราเลยแม้แต่น้อย
หลี่เสวี่ยโหรวก้มมองกระบี่คู่กายด้วยสายตาซาบซึ้ง
“ผู้อาวุโสหยางหลิงทราบข่าวว่าข้าต้องเข้าสู่แดนอสูร ท่านจึงมอบ ‘กระบี่จันทร์กระจ่าง’ เล่มนี้ให้ข้าพกติดตัวไว้เพื่อป้องกันตัวเจ้าค่ะ”
ผู้อาวุโสหยางหลิงผู้นี้มีเมตตาต่อหลี่เสวี่ยโหรวยิ่งนัก ท่านปฏิบัติต่อนางราวกับศิษย์ในไส้ ทว่าแปลกนัก ยามที่เสวี่ยโหรวขอกราบเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ ท่านกลับปฏิเสธอย่างนุ่มนวลเสมอมา ช่างเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดาความนัยจริง ๆ
“ด้วยฝีมือของเจ้าในยามนี้ เจ้ามีคุณสมบัติพอจะเข้าไปเลือกกระบี่วิญญาณเป็นของตนเองที่หอศาสตราได้แล้ว ไว้กลับไปคราวนี้ ข้าจะพาเจ้าไปเลือกกระบี่ที่เหมาะสมที่สุดด้วยตนเอง” เมิ่งฝานกล่าวให้คำมั่น
หลี่เสวี่ยโหรวเงยหน้ามองพี่ชายด้วยความประหลาดใจ เพราะนางรู้ดีว่าการเลือกกระบี่วิญญาณที่หอศาสตรานั้นมีกฎเกณฑ์เคร่งครัดและต้องอาศัยโชคชะตามิน้อย มิใช่เรื่องที่จะทำได้โดยง่ายตามอำเภอใจเลย
การเลือกกระบี่วิญญาณนั้นมิใช่เรื่องที่จะกระทำโดยพลการ หากจิตปฏิพัทธ์มิสอดประสานหรือข่มขวัญกระบี่มิได้ เพียงพลาดพลั้งเพียงนิดก็อาจถูกเจตจำนงของกระบี่สะท้อนกลับมาทำลายวิญญาณได้ เสวี่ยโหรวจึงรู้สึกอยู่เสมอว่าตนเองยังมิพร้อม
หลิวเยียนผิงเห็นดังนั้นจึงรีบสำทับอย่างกระตือรือร้น “ศิษย์พี่หลี่ ท่านมิรู้อะไร เมิ่งฝานผู้นี้คือยอดฝีมือในการเลือกกระบี่วิญญาณเชียวล่ะ กระบี่วารีคลั่งเล่มนี้เขาก็เป็นคนเลือกให้ข้าเองกับมือ!”
กล่าวจบ นางก็หันไปมองเมิ่งฝานด้วยความสงสัย
“จะว่าไป วันนั้นหลังจากข้าพกกระบี่กลับไป ท่านปู่ถึงกับตะลึงงัน ท่านบอกว่าด้วยตบะเพียงแค่นั้น ข้ามิมีทางปราบกระบี่เล่มนี้ได้แน่ ข้ายังสงสัยอยู่เลยว่าวันนั้นท่านใช้วิชาอันใดช่วยข้ากันแน่?”
เมิ่งฝานตอบปัดอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าเป็นคนของหอศาสตรา คลุกคลีกับกระบี่เหล่านี้จนเห็นเป็นสหายเก่าไปแล้ว เรื่องแค่นี้จะยากเย็นตรงไหน”
หลิวเยียนผิงนิ่งคิดตามก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว สำหรับนางแล้ว ไม่ว่าชายหนุ่มผู้นี้จะกระทำเรื่องน่าเหลือเชื่อเพียงใด นางก็มิรู้สึกแปลกใจอีกต่อไป
เพราะในสายตานาง… เขาคืออัจฉริยะที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวง!
คำบอกเล่าของหลิวเยียนผิงเริ่มทำให้หัวใจของหลี่เสวี่ยโหรวสั่นไหว นางคิดในใจว่าหากหลิวเยียนผิงยังสามารถสยบกระบี่วิญญาณได้ เหตุใดนางจะทำมิได้? บางทีที่ผ่านมานางอาจจะประเมินอานุภาพของกระบี่วิญญาณไว้สูงเกินไปจนกลายเป็นความหวาดกลัว…
ความคิดนี้หาได้เป็นการดูหมิ่นสหาย ทว่าโดยพื้นฐานแล้ว ตบะของหลิวเยียนผิงยังห่างชั้นจากนางอยู่มากนัก
ทว่าในขณะที่ทั้งสามกำลังสนทนากันอยู่นั้น พลันปรากฏร่างของดรุณีน้อยในชุดสีเขียวสดใสวิ่งกระหืดกระหอบตรงมาหาด้วยท่าทางเสียขวัญ
“ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ! มียักษ์ร้ายกำลังไล่ตามข้ามา วิงวอนพวกท่านช่วยชีวิตข้าด้วย!”
นางร้องขอความช่วยเหลือทั้งน้ำตานองหน้า ดูช่างน่าเวทนายิ่งนัก หลี่เสวี่ยโหรวและหลิวเยียนผิงหันขวับไปมองเบื้องหลังของนางทันที เห็นอสูรกระทิงร่างยักษ์กำลังพุ่งทะยานไล่กวดมาอย่างกระชั้นชิด
“ช่วยคนก่อน!”
ดรุณีทั้งสองใจเร็วเท่าความคิด พวกนางชักกระบี่ออกพร้อมกันเตรียมพุ่งเข้าปะทะกับอสูรร้าย
ทว่าเมิ่งฝานกลับไวกว่า เขาชักกระบี่ออกจากฝักโดยมิเอ่ยวาจาแม้แต่ครึ่งคำ ก่อนจะวาดคมกระบี่ฟาดฟันออกไปอย่างโหดเหี้ยม
ฉัวะ!
แทนที่จะพุ่งเข้าหาอสูร คมกระบี่สังหารกลับพุ่งเข้าใส่ดรุณีน้อยชุดเขียวผู้นั้น ร่างของนางถูกฉีกขาดออกเป็นสองท่อนในพริบตา
หลี่เสวี่ยโหรวและหลิวเยียนผิงเห็นภาพสยดสยองตรงหน้าถึงกับหยุดชะงักฝีเท้าอย่างกะทันหัน พวกนางจ้องมองเมิ่งฝานด้วยความตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดผวาและมึนงงต่อสิ่งที่เกิดขึ้น