วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 77 พวกเขาแค่ริษยาในความหล่อเหลาของข้า
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 77 พวกเขาแค่ริษยาในความหล่อเหลาของข้า
บทที่ 77 พวกเขาแค่ริษยาในความหล่อเหลาของข้า
กลยุทธ์ที่เหอฟางหยวนเสนอมานั้นมิต่างจากหลักการที่ถูกต้องทั่วไป
แม้ทุกคนจะเปี่ยมด้วยความมั่นใจในฝีมือกระบี่ของตน ทว่าจำนวนของเหล่าอสูรในป่าแห่งนี้ก็มีมากเกินกว่าจะบุ่มบ่ามพุ่งเข้าปะทะตรง ๆ การใช้การลอบสังหารเป็นหัวหอก โจมตีในยามที่ศัตรูมิทันตั้งตัว ย่อมเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด หากศิษย์แต่ละคนสามารถปลิดชีพเป้าหมายได้เพียงคนละหนึ่งตน อสูรในป่าแห่งนี้ย่อมมลายสิ้นไปกว่าร้อยในพริบตา
วิธีกวาดล้างเช่นนี้… ช่างง่ายดายและประหยัดแรงกว่ากันมากนัก!
ยิ่งไปกว่านั้น ตามสัญชาตญาณของสัตว์ร้าย อสูรที่ทรงพลังมักจะเร้นกายอยู่ใจกลางผืนป่า ส่วนพวกที่ลาดตระเวนอยู่รอบนอกย่อมเป็นเพียงลูกสมุนที่อ่อนแอ ตราบใดที่ทุกคนขยับกายอย่างระมัดระวังและเลือกเป้าหมายได้เหมาะสม การลอบสังหารระลอกแรกนี้ย่อมมิใช่เรื่องยากเย็นแต่อย่างใด
“ไปกันเถอะ พวกเราตามเข้าไปดูเสียหน่อย” เมิ่งฝานเอ่ยชวนหลิวเยียนผิงและหลี่เสวี่ยโหรว
เมื่อมิต่อต้านคำสั่งขบวน ศิษย์ซู่ซันนับร้อยต่างกระจายตัวออกเป็นกลุ่มย่อย แฝงกายย่องเงียบเข้าสู่ชายป่าเพื่อค้นหาเป้าหมายของตน
ทว่าเมื่อก้าวล่วงเข้าสู่เขตพงไพร หลิวเยียนผิงกลับหันมามองเมิ่งฝานด้วยความฉงน
“ศิษย์พี่เมิ่ง ข้ามิรู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่รู้สึกว่าศิษย์ซู่ซันหลายคนดูจะวางท่าเป็นปฏิปักษ์กับท่านอย่างประหลาดนะ”
เมิ่งฝานได้แต่กลอกตาขึ้นมองท้องฟ้าพลางถอนหายใจ จะไม่ให้พวกมันเขม่นได้อย่างไรเล่า!
ในเมื่อมียอดสาวงามถึงสองนางเดินขนาบข้างไม่ห่างกาย ซ้ำยังแสดงท่าทีสนิทสนมประหนึ่งมดที่เกาะติดน้ำตล ผสานกับใบหน้าที่หล่อเหลาปานเทพบุตรของเขาเอง
หากมิถูกอิจฉาจนตาร้อนผ่าว ก็คงมิใช่ปุถุชนทั่วไปแล้ว!
“พวกเขาก็คงแค่ริษยาที่ข้าหน้าตาดีเกินไปกระมัง” เมิ่งฝานตอบปัดไปอย่างไม่ใส่ใจ
ความริษยาเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้มิใช่เรื่องใหญ่โตสำหรับเขา มันเป็นเพียงสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ ต่อให้คนเหล่านั้นจะมองเขาด้วยสายตาที่มิเป็นมิตรเพียงใด แต่คงมิมีผู้ใดโง่พอจะก้าวออกมาท้าทาย หรือลงมือทำอันตรายเขาจริง ๆ ในเวลาเช่นนี้
“พี่เมิ่งฝาน พวกเราควรจะเร่งฝีเท้าขึ้นอีกสักหน่อยไหมเจ้าคะ? หากช้ากว่านี้ ข้าเกรงว่าเหล่าอสูรจะถูกคนอื่นแย่งชิงสังหารจนหมดเสียก่อน!”
หลี่เสวี่ยโหรวเห็นพี่ชายเดินนวยนาดราวกับมาเดินเล่นในอุทยาน จึงอดรนทนมิไหวต้องเอ่ยปากเตือน
ในขณะที่ศิษย์คนอื่น ๆ ต่างเร่งรุดไปข้างหน้าเพื่อช่วงชิงผลงาน เมิ่งฝานกลับเดินทอดน่องอย่างใจเย็นจนผิดวิสัย
“การสังหารอสูรต้องชิงเอาแก่นอสูรออกมาเพื่อนำกลับไปแลกรางวัลที่สำนัก หากพวกเรามัวแต่ชักช้าจนคนอื่นกวาดต้อนไปหมด การต้องกลับไปมือเปล่าช่างน่าอับอายยิ่งนักนะเจ้าคะ!” หลี่เสวี่ยโหรวสำทับ
เมิ่งฝานหันมอง ‘น้องสาวที่รับมาฟรี’ คนนี้ด้วยความประหลาดใจ เขาคิดมิถึงเลยว่าหลี่เสวี่ยโหรวผู้เรียบร้อยจะมีจิตใจรุ่มร้อนและมุ่งมั่นต่อการแข่งขันถึงเพียงนี้!
ตัวเขาเองมิได้แยแสเรื่องรางวัลหรือชื่อเสียงจากการล่าอสูรแม้แต่น้อย หากเจออสูรก็แค่สังหาร หากมิเจอก็แค่ปล่อยผ่าน มิเห็นจำเป็นต้องไปแย่งชิงชีวิตผู้อื่นให้เหนื่อยแรง ทว่าเมื่อเห็นน้องสาวดูจะจริงจังกับเรื่องนี้เหลือเกิน เขาก็ไม่อยากเป็นตัวถ่วงที่ทำให้นางต้องผิดหวัง
เมื่อเห็นหลิวเยียนผิงเองก็ฉายแววตาอันกระหายศึกออกมาอย่างปิดมิหมิด เมิ่งฝานจึงได้แต่ถอนใจยาวพยักหน้าอย่างจำยอม
“เอาเถิด ในเมื่อพวกเจ้าต้องการเช่นนั้น ก็เร่งฝีเท้ากันหน่อย!”
ผืนป่าแห่งนี้กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา เมื่อศิษย์สำนักซู่ซันนับร้อยชีวิตบุกฝ่าเข้าไป ต่างก็กระจายตัวแยกย้ายออกไปตามสัญชาตญาณอย่างรวดเร็ว แม้จะมีบางส่วนที่รวมกลุ่มกันเป็นหน่วยย่อยอย่างเช่นกลุ่มของเมิ่งฝาน แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเลือกออกสำรวจเพียงลำพัง
เหล่าศิษย์ผู้บำเพ็ญเพียรอยู่ในสำนักซู่ซันมาเนิ่นนาน วันคืนผ่านพ้นไปกับการฝึกฝนอันซ้ำซาก ยามนี้เมื่อได้ออกสู่โลกกว้าง จิตวิญญาณแห่งวีรบุรุษที่หลับใหลอยู่จึงถูกปลุกให้ตื่นขึ้น กำราบปีศาจ ขจัดมารร้าย เลือดในกายพลันเดือดพล่าน!
เพียงไม่นาน ทั้งสามก็เผชิญหน้ากับอสูรตนแรก
มันคือ ‘อสูรกระทิง’
อสูรตนนี้ยืนหยัดด้วยขาหลังทั้งสองข้าง เลียนแบบท่วงท่าการเดินของมนุษย์ ทว่าโครงสร้างกระดูกและมัดกล้ามเนื้อของมันกลับผิดแผกไปจากกระทิงทั่วไป ดูปราดเปรียวและทรงพลัง ราวกับว่ามันกำลังวิวัฒนาการเข้าใกล้เผ่าพันธุ์มนุษย์เข้าไปทุกที หากมันก้าวข้ามขีดจำกัดไปได้อีกขั้น คงมิต่างจาก ‘มิโนทอร์’ ในตำนาน และเป็นไปได้ว่าในส่วนลึกของพงไพรแห่งนี้ อาจมีอสูรกระทิงระดับสูงที่กลายร่างเป็นมนุษย์วัวไปแล้วจริง ๆ!
“ศิษย์พี่หลิว ในหมู่พวกเราท่านอ่อนแอที่สุด ประเดิมศึกแรกนี้ด้วยการลองมือกับมันหน่อยเป็นไร?” เมิ่งฝานเอ่ยกระเซ้าหลิวเยียนผิง
ใครว่าข้าอ่อนแอที่สุดกัน!
หลิวเยียนผิงอยากจะโต้กลับไปตามสัญชาตญาณ ทว่าคำพูดกลับจุกอยู่ที่ลำคอ นางค้นพบด้วยความรันทดใจว่า ตนเองมิมีความมั่นใจพอจะหักล้างคำพูดของเขาได้เลยแม้แต่น้อย
ด้านหลี่เสวี่ยโหรวที่ตอนแรกเตรียมจะชักกระบี่ออกศึก ครั้นได้ยินคำพูดของเมิ่งฝาน นางก็รีบเก็บอาการกระหายเลือดลงไปทันที
เมิ่งฝานมองน้องสาวผู้นี้ใหม่อีกครั้ง ดูท่าเขาจะยังรู้จักนางมิดีพอ น้องสาวที่ดูอ่อนหวานผู้นี้ แท้จริงแล้วกลับมีนิสัยชมชอบการต่อสู้และรักการเอาชนะซุกซ่อนอยู่มิน้อยทีเดียว
หลิวเยียนผิงสะบัดมือชัก ‘กระบี่วารีคลั่ง’ ออกจากฝัก นางอาศัยจังหวะที่อสูรกระทิงยังมิทันระแวดระวังตัว พุ่งทะยานเข้าจู่โจมจากเงามืดด้วยเพลงกระบี่ที่ถนัดที่สุดในทันที
วิชากระบี่วารีคลั่ง!
นี่คือวิชาเดียวที่นางเชี่ยวชาญที่สุดในยามนี้ แม้นางจะเคยศึกษาเคล็ดวิชาสังหารอสูรมาบ้าง แต่เนื่องจากยังมิอาจบรรลุ ‘เจตจำนงกระบี่สังหารอสูร’ ได้ พลังทำลายล้างจึงยังมิอาจเทียบเคียงวิชาวารีคลั่งที่เป็นพื้นฐานเดิม หากวันใดนางสามารถหลอมรวมเจตจำนงสังหารอสูรเข้ากับเพลงกระบี่วารีคลั่งได้สำเร็จ ยามนั้นอานุภาพในการกำราบเหล่าอสูรย่อมเหนือล้ำยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าพันทวี
อย่างไรก็ตาม แม้ในสายตาเมิ่งฝาน พลังของหลิวเยียนผิงจะดูเบาบางไปบ้าง ทว่านางก็คือนักพรตที่สำเร็จ ‘เจตจำนงกระบี่’ แล้วคนหนึ่ง ในหมู่ศิษย์นับร้อยที่มาในครั้งนี้ ฝีมือของนางนับว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลางค่อนไปทางสูงด้วยซ้ำ
การรับมือกับอสูรกระทิงปลายแถวเช่นนี้ จึงมิใช่เรื่องเกินกำลังนางแต่อย่างใด
พริบตานั้น คมกระบี่ของหลิวเยียนผิงก็แทงทะลวงเข้าที่ลำคอของอสูรกระทิงอย่างแม่นยำ นางตวัดกระบี่ถอนออกมาอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้โลหิตสีเข้มพุ่งกระฉูดออกมาอาบย้อมผืนหญ้าในทันที!
“มอออออออ!”
อสูรกระทิงคำรามกึกก้องด้วยความโกรธา มันสะบัดกีบเท้าหน้าหวดเข้าใส่หลิวเยียนผิงอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงปะทะอากาศดังสนั่น!
ในยามนี้ ทั่วทุกมุมป่าต่างก็ระงมไปด้วยเสียงการต่อสู้เช่นนี้ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเป็นดั่งเสียงระฆังเรียกเหล่า ‘อสูรชั้นสูง’ ให้รุดมายังที่เกิดเหตุ ช่วงเวลาแห่งการลอบสังหารอันเงียบเชียบนั้นสั้นนัก บัดนี้มันกำลังจะกลายเป็นการประจันหน้ากันอย่างเต็มรูปแบบในไม่ช้า
หลิวเยียนผิงเบี่ยงกายหลบหลีกกีบเท้าอสูรได้อย่างสง่างาม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหวดุจสายน้ำไร้ร่องรอย
“ศิษย์พี่หลิว แทงจึก ๆ แบบนั้นเมื่อไหร่จะมรณาเล่า? ออมแรงไว้ทำไมกัน ตัดหัวมันให้ขาดกระเด็นไปเลยสิ!” เมิ่งฝานเอ่ยเตือนจากวงนอก
เขามองปราดเดียวก็รู้ว่าอสูรกระทิงพวกนี้หนังหนาเนื้อตัน หากมัวแต่แทงรูเล็กรูน้อยเช่นนั้น ต่อให้แทงเป็นสิบแผลก็ยากจะปลิดชีพได้ทันใจ การบั่นศีรษะให้หลุดจากบ่าต่างหากคือวิธีที่เด็ดขาดและทรงประสิทธิภาพที่สุด
หลิวเยียนผิงสูดลมหายใจเข้าลึก ลำคอของอสูรตนนี้หนาใหญ่กว่ามนุษย์หลายเท่า การจะบั่นให้ขาดในดาบเดียวดูจะเป็นงานที่ท้าทายพละกำลังของนางมิน้อย
เจตจำนงกระบี่วารีคลั่ง!
นางตวัดกระบี่อีกครา ทว่าคราวนี้หลอมรวมเจตจำนงกระบี่เข้าสู่ตัวดาบโดยตรง แม้ว่าภายในแดนอสูรแห่งนี้พลังปราณแท้จะถูกกฎเกณฑ์มิติกดทับจนมิอาจสำแดงอานุภาพได้เต็มร้อย ทว่า ‘เจตจำนงกระบี่’ คือความเข้าใจในมรรคามิใช่พลังภายนอก มันจึงยังคงความน่าเกรงขามไว้ได้อย่างครบถ้วน
เปรี้ยง!
คมกระบี่ฟาดฟันลงมาอย่างแม่นยำ ศีรษะมหึมาของอสูรกระทิงถูกบั่นขาดกระเด็นอย่างราบรื่น มันกลิ้งหลุน ๆ ไปตามพื้นหญ้าพร้อมกับโลหิตที่พุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ
เมิ่งฝานลอบกระตุกมุมปาก นี่มันเข้าตำรา ‘ใช้ดาบฆ่ามังกรมาเชือดไก่’ ชัด ๆ
เอ่อ… แต่กรณีนี้คือใช้ดาบวิญญาณมาเชือดวัวสินะ? ก็ถือว่าไม่ผิดประเภทเสียทีเดียว!
ทว่าในสายตาของเขา หลิวเยียนผิงช่างใช้ทรัพยากรสิ้นเปลืองนัก อสูรระดับปลายแถวเช่นนี้ เพียงลำพังกระบี่วิญญาณในมือโดยมิไม่ต้องพึ่งเจตจำนงกระบี่ก็น่าจะจัดการได้มิยากเย็น ศิษย์ซู่ซันบางคนที่ยังมิบรรลุเจตจำนงกระบี่หรือมิมีอาวุธวิญญาณติดตัว ก็ยังสามารถสังหารอสูรพวกนี้ได้ด้วยชั้นเชิง มิเช่นนั้นสำนักคงมิส่งพวกเขามาให้เสียเปล่า
อย่างไรก็ดี เมิ่งฝานก็มิได้ตำหนินางออกไป เพราะเขาตระหนักดีว่า ‘พยัคฆ์ล่ากระต่ายยังต้องใช้กำลังเต็มที่’ ความรอบคอบมักน้อยกว่าความประมาทเสมอ อย่างน้อยนางก็ปิดโอกาสที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝันลงได้สิ้นเชิง
หลิวเยียนผิงลงมือผ่าร่างอสูรอย่างแคล่วคล่องเพื่อชิงเอา ‘แก่นอสูร’ ออกมา เจ้าสิ่งนี้คือหลักฐานสำคัญที่จะนำไปแลกเปลี่ยนเป็นทรัพยากรและรางวัลตามความดีความชอบ ยิ่งรวบรวมได้มากเท่าไหร่ รางวัลที่ได้รับจากสำนักย่อมมหาศาลขึ้นตามลำดับ