วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 87 ปริศนาหลังบานประตู และกรงขังมนุษย์
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 87 ปริศนาหลังบานประตู และกรงขังมนุษย์
บทที่ 87 ปริศนาหลังบานประตู และกรงขังมนุษย์
สัญชาตญาณบางอย่างกำลังร้องเตือนเมิ่งฝานว่า สิ่งที่ซ่อนตัวอยู่หลังบานประตูไม้เหล่านั้น หาใช่อสูรกระทิงระดับสูงอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้ไม่
ถ้าเช่นนั้นมันคือสิ่งใดกันแน่?
เมิ่งฝานเลิกคาดเดาให้เสียเวลา เขาพุ่งตรงไปยังกระท่อมหลังแรกแล้วผลักบานประตูไม้ให้เปิดออกอย่างแรง!
ครืด…
กลิ่นอับชื้นที่คละคลุ้งไปด้วยไอเหม็นเน่าโชยเข้าปะทะจมูกจนเมิ่งฝานต้องขมวดคิ้วด้วยความขยะแขยง ภายในกระท่อมมืดสลัวทว่าเมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องเข้าไป ความจริงที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้แววตาของเมิ่งฝานเย็นเยียบลงในทันที
สิ่งที่อยู่ภายในกระท่อมมิใช่อสูร หากแต่เป็น ‘มนุษย์’!
ท่ามกลางความมืดมิด มีเด็กน้อยสามคนอายุราวห้าถึงหกขวบนอนขดตัวเบียดเสียดกันอยู่ตรงมุมห้อง เมื่อบานประตูถูกเปิดออก พวกเขาก็จ้องมองเมิ่งฝานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง ความหวาดกลัว และความตึงเครียดที่แผ่ซ่านออกมาจนสัมผัสได้
มนุษย์อย่างนั้นหรือ? หรือจะเป็นอสูรจำแลงกายกันแน่?
เมิ่งฝานลอบครุ่นคิดด้วยความสงสัย ก่อนหน้านี้เขาปักใจเชื่อมาตลอดว่าในดินแดนอสูรแห่งนี้ หากผู้ใดมิได้สวมอาภรณ์ของสำนักซู่ซัน ผู้นั้นย่อมมิใช่มนุษย์ ทว่าสถานการณ์ตรงหน้ากลับทำให้เขาสับสน เพราะเด็กทั้งสามดูอย่างไรก็ห่างไกลจากกลิ่นอายอสูรยิ่งนัก!
อย่างไรก็ตาม เขายังไม่อาจตัดความเป็นไปได้เรื่อง ‘มนตร์มายา’ ขั้นสูงทิ้งไป เพราะบางทีอสูรที่มีตบะแก่กล้าอาจสร้างภาพลวงตาที่แนบเนียนจนสามารถตบตาได้แม้กระทั่งผู้ที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวเช่นเขา
“หงชี่ เจ้าเชี่ยวชาญด้านมนตร์มายาและเสน่ห์ล่อลวง จงบอกข้าทีว่าเด็กสามคนนี้เป็นมนุษย์จริง ๆ หรือเป็นเพียงอสูรที่กำลังใช้เล่ห์กลตบตาข้าอยู่?” เมิ่งฝานยังไม่รีบร้อนลงมือสังหาร แต่เลือกที่จะถามความเห็นจากวิญญาณกระบี่คู่กาย
หงชี่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับมาว่า “นายท่าน เด็กทั้งสามนี้คือมนุษย์แท้ ๆ เจ้าค่ะ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์อสูรเลยแม้แต่น้อย!”
เมื่อได้รับคำยืนยันจากหงชี่ ผู้ซึ่งเป็นเลิศด้านสัมผัสมายา เมิ่งฝานก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม
ในเมื่อนางยืนยันเป็นมั่นเหมาะเช่นนี้ ความเป็นไปได้ย่อมสูงเกือบเต็มร้อย ทว่าคำถามที่ตามมาคือ เด็กมนุษย์มาปรากฏตัวในส่วนลึกของดินแดนอสูรได้อย่างไร? ซ้ำร้ายยังถูกกักขังไว้ในกระท่อมไม้ โดยมีอสูรระดับสูงคอยเฝ้าแหนอย่างแน่นหนาราวกับนักโทษสำคัญ เรื่องนี้ช่างผิดแผกและลึกลับจนยากจะหาคำอธิบาย!
“ในเมื่อแจ้งใจว่าเป็นมนุษย์ ย่อมมิอาจเข่นฆ่า ไม่เพียงสังหารไม่ได้ แต่ยังต้องยื่นมือเข้าช่วยด้วย!”
ปณิธานของศิษย์สำนักซู่ซันคือการปราบมารผดุงธรรม ช่วยเหลือผู้อ่อนแอและรักษาชีวิตผู้บริสุทธิ์ เด็กน้อยทั้งสามนี้คงถูกอสูรลักพาตัวมาจากโลกภายนอก พ่อแม่ของพวกเขาคงกำลังออกตามหาด้วยดวงตาที่นองเลือดและหัวใจที่แตกสลาย
หากไม่พบเจอก็แล้วไปเถิด แต่ในเมื่อพรหมลิขิตชักนำมาให้เห็นต่อหน้า หากอยู่ในวิสัยที่พอจะกระทำได้ เมิ่งฝานย่อมไม่อาจละเลยชีวิตเหล่านี้!
ทว่าเขายังมิได้รีบร้อนเคลื่อนย้ายเด็ก ๆ ในทันที เมิ่งฝานหันไปกำชับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น “พวกเจ้าจงรออยู่ที่นี่ก่อน อย่าได้ซุกซนไปไหน ประเดี๋ยวข้าจะกลับมารับพวกเจ้าออกไปเอง”
เขายังไม่วางใจพอที่จะพาเด็ก ๆ ออกไปในตอนนี้ เพราะเขายังไม่ล่วงรู้เลยว่าในกระท่อมอีกสองหลังที่เหลือมีสิ่งใดซ่อนอยู่ เขาไม่ได้ไร้เดียงสาถึงขนาดจะทึกทักเอาเองว่า ในเมื่อห้องแรกเป็นเด็ก ห้องที่เหลือก็ต้องเป็นเด็กเช่นกัน!
เมิ่งฝานก้าวออกจากกระท่อมหลังแรก มุ่งตรงไปยังกระท่อมหลังที่สองพลางผลักบานประตูออกอย่างระแวดระวัง
ทว่าภายในห้องนี้กลับไร้สิ่งมีชีวิต มีเพียงหีบไม้ใบเขื่องตั้งตระหง่านอยู่เพียงใบเดียว
เมิ่งฝานก้าวเข้าไปเปิดฝาหีบออก ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็พลันเบิกกว้างด้วยความตะลึงลาน!
ภายในหีบนั้นอัดแน่นไปด้วย ‘ศิลาวิญญาณ’ และ ‘สมุนไพรทิพย์’ นานาชนิดจนแทบจะล้นปรี่ ศิลาวิญญาณเหล่านี้มิได้เป็นเพียงขุมพลังล้ำค่าของนักบำเพ็ญพรตเท่านั้น แม้แต่พวกอสูรก็ยังใช้พวกมันในการขัดเกลาตบะ ส่วนสมุนไพรทิพย์เหล่านั้นยิ่งมิต้องพูดถึง ล้วนเป็นของวิเศษชั้นเลิศที่หาได้ยากยิ่ง
หากเป็นอสูรชั้นต่ำ พวกมันคงเลือกจะกลืนกินลงไปดิบ ๆ แต่สำหรับอสูรระดับสูงที่มีสติปัญญา พวกมันย่อมมีกรรมวิธีกลั่นสกัดโอสถในแบบฉบับของตนเอง
เมิ่งฝานไม่รอช้า เขาลงมือเก็บกวาดทรัพยากรเหล่านี้ลงใน ‘แหวนมิติ’ ของตนทันที
ทว่าความกระตือรือร้นนั้นก็ต้องสะดุดลงอย่างน่าอัปยศ เมื่อเขายัดสมบัติลงไปได้เพียงครึ่งเดียว พื้นที่ในแหวนมิติก็เต็มเสียแล้ว
แหวนมิติที่เขาใช้อยู่เป็นเพียงของระดับต่ำสุด มีพื้นที่ภายในกว้างขวางเพียงหนึ่งลูกบาศก์เมตรเศษ ๆ เท่านั้น ยามปกติอาจจะเพียงพอต่อการใช้งาน แต่ในยามที่โชคลาภหล่นทับมหาศาลเช่นนี้ มันกลับดูคับแคบจนน่าหงุดหงิดใจ
ครากลับสำนักครั้งนี้ ข้าต้องหาเครื่องประดับมิติที่กว้างขวางกว่านี้มาเปลี่ยนเสียที! เขาลอบปลอบใจตนเองว่าโชคลาภครั้งนี้ยังนับว่ามหาศาลนัก โชคดีที่ยังมีหลี่เสวี่ยโหรวและหลิวเยียนผิงอยู่ด้วย พื้นที่เก็บของของพวกนางคงพอจะแบ่งเบาไปได้
โดยเฉพาะหลิวเยียนผิง แม้แม่สาวเศรษฐีนีผู้นี้จะฝีมือไม่โดดเด่นนัก แต่ฐานะทางบ้านของนางย่อมไม่ธรรมดา พื้นที่มิติเก็บของของนางต้องกว้างขวางโอ่อ่าพอจะบรรจุสมบัติพวกนี้ได้อย่างแน่นอน!
เมิ่งฝานก้าวออกจากกระท่อมหลังที่สอง แล้วมุ่งหน้าไปยังกระท่อมหลังที่สาม ห้องสุดท้าย
เขายังไม่รีบร้อนเรียกสองสาวมาช่วยขนของในห้องที่สอง แต่ตัดสินใจจะสำรวจทุกอย่างให้สิ้นสงสัยเสียก่อน
เมิ่งฝานเอื้อมมือไปผลักบานประตูกระท่อมไม้หลังที่สามออก ทว่าภาพสยดสยองที่ปรากฏอยู่ภายใน กลับทำให้หัวใจของเขาถึงกับกระตุกวาบด้วยความตกใจอย่างรุนแรง!
เบื้องหลังบานประตูที่เปิดออก ปรากฏร่างของ อสรพิษขาวมหึมา ขดตัวทะมึนอยู่เต็มพื้นที่กระท่อมไม้
ลำตัวของมันหนาอวบยิ่งกว่ารอบเอวของสตรี และมีความยาวร่วมเจ็ดถึงแปดเมตร หากมันชูคอตั้งตรงขึ้นมา ย่อมดูมิต่างจากเสาต้นมหึมาที่ค้ำยันสรวงสวรรค์ เมิ่งฝานไม่คาดคิดเลยว่าในอาณาเขตของพวกอสูรกระทิง จะมีพญางูขาวซ่อนตัวอยู่เช่นนี้ ช่างเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายและยากจะจินตนาการได้จริง ๆ
ทว่าไม่ว่าจะเป็นกระทิงหรืออสรพิษ ในดินแดนแห่งนี้พวกมันล้วนมีสถานะเดียวคือ ‘อสูร’ และกฎของที่นี่มีเพียงข้อเดียว หากเจ้าไม่สังหารมัน มันย่อมสังหารเจ้า!
เมิ่งฝานไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาสลัดความตกตะลึงทิ้งแล้วชักกระบี่หงชี่ออกอย่างเยือกเย็น
ในวินาทีที่แสงแดดสาดส่องเข้าไป พญางูขาวก็รับรู้ถึงผู้บุกรุก มันค่อย ๆ คลายขดตัวพลางชูศีรษะอันน่าเกรงขามขึ้นจ้องมองเมิ่งฝาน ทันทีที่มันเห็นคมกระบี่ที่พาดผ่านอากาศ แทนที่มันจะพุ่งเข้าใส่ มันกลับเปล่งวาจาเป็นภาษามนุษย์ออกมา!
“มนุษย์ จงไสหัวไปเสีย หากเจ้าถอยไปตอนนี้ ข้าจะละเว้นชีวิตเจ้า”
นี่เป็นครั้งแรกที่เมิ่งฝานได้ยินอสูรเอ่ยพจน์มนุษย์ได้อย่างคล่องแคล่ว แม้ในใจจะลอบตระหนกกับบรรยากาศของโลกเทพเซียนที่แสนอัศจรรย์นี้เพียงใด เพราะโลกเก่าของเขาไม่มีสัตว์ตัวไหนพูดได้นอกจากนกแก้ว แต่เขาก็ยังรักษาความสุขุมไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม
“เจ้าจะไม่ฆ่าข้า? ช่างประจวบเหมาะนัก เพราะข้านี่แหละที่จะเป็นคนปลิดชีพเจ้าเอง!” เมิ่งฝานตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงด้วยเจตนาฆ่าที่ชัดเจน
มาถึงขั้นนี้แล้ว จะให้เขาหันหลังกลับได้อย่างไร? อสูรระดับที่สื่อสารภาษามนุษย์ได้เช่นนี้ หากอยู่โลกภายนอกเขาคงมิใช่คู่ต่อสู้ของมันแน่ ทว่าในดินแดนอสูรที่พลังอำนาจถูกสะกดไว้จนแทบสิ้น ที่นี่คือ ‘แดนมงคล’ ของเขาเพียงผู้เดียว!
“มนุษย์โง่เขลา อย่ารนหาที่ตาย! ข้าอยู่ในช่วงบำเพ็ญเพียรที่สำคัญ ไม่อยากสิ้นเปลืองพลังงานไปกับมดปลวกเช่นเจ้า แต่หากเจ้ายังบังอาจยั่วโทสะจนข้าต้องขัดจังหวะการบำเพ็ญ… เจ้าจะได้รู้ซึ้งถึงคำว่าตายโดยไร้ที่กลบฝัง!”
พญางูขาวขู่ฟ่อ มันไม่อยากสูญเสียตบะที่สั่งสมมาเพียงเพื่อกำจัดมนุษย์ตัวเล็ก ๆ แต่หากเมิ่งฝานยังไม่รู้จักดีชั่ว มันก็พร้อมจะแลกด้วยการหยุดบำเพ็ญเพื่อบดขยี้เขาให้แหลกคามือ!
ทว่าในตอนนั้นเอง สายตาของเมิ่งฝานพลันเหลือบไปเห็นเศษกระดูกที่แตกหักเกลื่อนกราดอยู่ตามมุมห้อง กระดูกเหล่านั้นมีขนาดเล็กละเอียด ดูอย่างไรก็คือกระดูกของเด็กมนุษย์!
เมื่อนึกถึงเด็กน้อยในกระท่อมหลังแรก แววตาของเมิ่งฝานก็พลันเย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด ความโกรธแค้นประดังขึ้นในอกจนยากจะระงับ
“เดรัจฉาน! เจ้าบังอาจกินคนเชียวหรือ!” เมิ่งฝานตวาดลั่น
“พวกเจ้ามนุษย์ยังกินวัวกินแกะได้ แล้วเหตุใดข้าจะกินมนุษย์มิได้เล่า?” พญางูขาวแลบลิ้นสองแฉกพลางจ้องมองด้วยดวงตาอำมหิต
เหตุผลของมันฟังดูไร้ที่ติ สัตว์กินหญ้า มนุษย์กินสัตว์ อสูรกินมนุษย์ นี่คือกฎเหล็กแห่งห่วงโซ่อาหารของโลกใบนี้มิใช่หรือ?
“เจ้าพูดผิดแล้ว” เมิ่งฝานจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของมัน น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความอบอุ่นใด ๆ อีกต่อไป
“ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ ข้าผิดที่ตรงไหน?” อสรพิษขาวโต้ตอบด้วยตรรกะแห่งธรรมชาติ
“มนุษย์มิได้กินเพียงวัวหรือแกะเท่านั้น แต่ยังกิน ‘งู’ ได้ด้วย และเนื้องูของเจ้านี่แหละ ที่จะรสเลิศไม่แพ้เนื้อวัวเนื้อแกะเลยสักนิด”
สิ้นคำกล่าว สีหน้าของเมิ่งฝานก็เปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งกว่าอสูร เขาตวัดกระบี่หงชี่ฟันตรงไปยังพญางูขาวอย่างรุนแรง หมายจะบั่นศีรษะเดรัจฉานตนนี้ให้ตกตายตามเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายไป