วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 86 หลังสิ้นเจ็ดลมหายใจ จงกวาดล้างให้สิ้น!
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 86 หลังสิ้นเจ็ดลมหายใจ จงกวาดล้างให้สิ้น!
บทที่ 86 หลังสิ้นเจ็ดลมหายใจ จงกวาดล้างให้สิ้น!
ทั้ง หลี่เสวี่ยโหรว และ หลิวเยียนผิง ต่างตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดจนหลงลืมข้อสังเกตสำคัญไปชั่วขณะ ทว่าเมื่อได้ยินคำเตือนของเมิ่งฝาน ทั้งสองก็ดึงสติกลับคืนมาได้ทันที
จริงด้วย!
ในเมื่ออสูรระดับ ‘วัวหน้าคน’ ยังต้องมายืนเฝ้าหน้าประตูเยี่ยงทาสรับใช้ ย่อมหมายความว่าสิ่งที่อยู่ภายในกระท่อมไม้เหล่านั้นต้องทรงพลังและน่าเกรงขามยิ่งกว่าพวกมันหลายเท่าตัว มิเช่นนั้นอสูรระดับสูงเช่นนี้มีหรือจะยอมก้มหัวทำหน้าที่เป็นเพียงยามเฝ้าประตู?
หลิวเยียนผิงรู้สึกปั่นป่วนในใจจนแทบหยุดหายใจ ลำพังแค่สู้กับวัวหน้าคนนางก็แทบจะรากเลือดอยู่แล้ว หากต้องเผชิญกับสิ่งที่ ‘เหนือกว่า’ นั้น นางจินตนาการไม่ออกเลยว่าจุดจบจะเป็นเช่นไร
ทางด้านหลี่เสวี่ยโหรว แม้นางจะกระหายการต่อสู้เพียงใด แต่ยามนี้ความกังวลเริ่มเกาะกินใจ ตลอดทางที่ผ่านมา การปลิดชีพวัวหน้าคนได้หนึ่งตัวนับเป็นขีดจำกัดสูงสุดของนางแล้ว หากทำเพียงแค่ประยุทธ์ยื้อยุดโดยไม่หวังผลสังหาร นางอาจพอรับมือได้เต็มที่เพียงสองตัว
เมื่อคำนวณดูแล้วหลิวเยียนผิงรับมือได้หนึ่งตัว หลี่เสวี่ยโหรวรับมือได้สองตัว ส่วนที่เหลืออีกห้าตัวต้องฝากไว้ที่เมิ่งฝานทั้งหมด! และนี่ยังไม่ได้นับรวมตัวอันตรายที่อาจเร้นกายอยู่ภายในห้องนั้นด้วย
หลี่เสวี่ยโหรวผู้ไม่เคยเกรงกลัวการรบพุ่ง ถึงกับต้องเอ่ยถามด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ
“ศิษย์พี่เมิ่ง เราควรจะอ้อมไปทางอื่นดีไหม? หรือจะรอให้ศิษย์สำนักซู่ซันคนอื่นตามมาสมทบก่อนดี?”
หลิวเยียนผิงรีบพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเอาเป็นเอาตาย การมีความกล้านั้นเป็นเรื่องดี แต่การเอาชีวิตไปทิ้งเปล่า ๆ นั้นเป็นเรื่องโง่เขลา!
ทว่าเมิ่งฝานกลับส่ายหน้าช้า ๆ พลางย้อนถามว่า “รอ? จะรอไปทำไมกัน ในเมื่อมีลาภลอยกองโตอยู่ตรงหน้าขนาดนี้ เหตุใดต้องรอให้คนอื่นมาแบ่งส่วนแบ่งไปล่ะ?”
ในสายตาของเมิ่งฝาน อสูรเหล่านี้มิใช่ภัยคุกคาม แต่มันคือ ‘คลังสมบัติ’ เคลื่อนที่ และเป็นทรัพยากรชั้นเลิศที่เขาไม่คิดจะแบ่งให้ใคร!
“แต่มันเสี่ยงเกินไป ลำพังพวกเราสามคนอาจจะรับมือไม่ไหว” หลี่เสวี่ยโหรวขมวดคิ้วแน่นด้วยความกังวล
ส่วนหลิวเยียนผิงนั้นตื่นตระหนกจนพูดไม่ออก นางรู้ดีว่าคำทัดทานใด ๆ ก็คงไร้ผล เพราะอำนาจการตัดสินใจเด็ดขาดอยู่ที่บุรุษตรงหน้าเสมอ
เมิ่งฝานยกมือซ้ายตบบ่าหลี่เสวี่ยโหรว และใช้มือขวาตบบ่าหลิวเยียนผิงเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม ก่อนจะคลี่ยิ้มอย่างใจเย็น
“ศิษย์น้องเสวี่ยโหรว เจ้าช่วยยื้อวัวหน้าคนไว้สักสองตัว”
“ศิษย์น้องหลิว เจ้าคอยต้านทานวัวหน้าคนไว้สักตนหนึ่ง หากฆ่ามันได้ก็จงฆ่า หากมิได้ก็เพียงยื้อเวลาไว้รอข้าไปสมทบ!”
คำสั่งของเมิ่งฝานทำให้สองสาวอดที่จะใจสั่นมิได้ ความกังวลยังคงฉายชัดบนใบหน้า
“ศิษย์พี่ ท่านมั่นใจจริง ๆ หรือ?” หลี่เสวี่ยโหรวเอ่ยถามซ้ำด้วยความไม่แน่ใจ ส่วนหลิวเยียนผิงนั้นยิ่งหวาดหวั่นหนักกว่าเดิม ลำพังมนุษย์คนเดียวจะรับมือวัวหน้าคนถึงห้าตนพร้อมกันได้อย่างไร? แถมยังต้องเผด็จศึกให้รวดเร็วเพื่อกลับมาช่วยพวกนางอีก
“วางใจเถอะ แค่วัวหน้าคนห้าตัว ข้าเอาอยู่” เมิ่งฝานตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยทว่าหนักแน่น
“แต่ถ้าภายในกระท่อมมีสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นซ่อนอยู่ แล้วมันพุ่งออกมาลอบโจมตีเราล่ะ?”
หลิวเยียนผิงยังคงไม่คลายกังวล สำหรับนางแล้ว ภารกิจนี้มันเกินกำลังไปมากจริง ๆ
เมิ่งฝานปรายตามองนางพลางกล่าว “เจ้าไม่ต้องคิดฟุ้งซ่าน หน้าที่ของเจ้ามีเพียงอย่างเดียวคือรั้งวัวหน้าคนตัวนั้นไว้ให้ได้ ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า”
เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปสบตาหลี่เสวี่ยโหรว “อันที่จริง ที่ข้าแบ่งหน้าที่ให้พวกเจ้า ก็เพื่อให้พวกเจ้าได้มีโอกาสขัดเกลาฝีมือบ้าง มิเช่นนั้นหากข้ากวาดล้างคนเดียวจนสิ้น พวกเจ้าที่ยืนดูอยู่เฉย ๆ มิต้องมารู้สึกอึดอัดใจภายหลังหรือ? หากเจ้ากังวลนักจะยืนดูข้าลงมือตรงนี้ก็ได้นะ แต่อย่ามาบ่นว่าข้าไม่เปิดโอกาสให้แสดงฝีมือก็แล้วกัน!”
ความจริงแล้ว เมิ่งฝานมั่นใจว่าเขาสามารถถล่มที่นี่ให้ราบคาบได้ด้วยตัวคนเดียว แต่เพราะเขาเห็นพวกนางเป็นสหาย จึงต้องการรักษาน้ำใจและเปิดพื้นที่ให้พวกนางได้พิสูจน์คุณค่าของตนเอง หากเขาแย่งทำทุกอย่างคนเดียว พวกนางคงจะรู้สึกด้อยค่าและละอายใจเป็นแน่
“ตกลง ข้าเชื่อท่าน ศิษย์พี่เมิ่ง” หลี่เสวี่ยโหรวตอบรับด้วยแววตาแน่วแน่
เมื่อหลี่เสวี่ยโหรวตกลง หลิวเยียนผิงก็ไม่อาจยอมน้อยหน้า “ตกลง ข้าจะฟังท่าน”
ในเมื่อหลี่เสวี่ยโหรวที่ยังไม่เคยเห็นเมิ่งฝานสร้าง ‘ปาฏิหาริย์’ มานับครั้งไม่ถ้วนยังเลือกที่จะเชื่อ แล้วนางที่เห็นความอัศจรรย์ของเขามากับตาครั้งแล้วครั้งเล่า จะมีเหตุผลอะไรที่จะไม่เชื่อมั่นในตัวบุรุษผู้นี้เล่า?
“งั้นก็… ลุย!”
เมิ่งฝานไม่รั้งรอให้เสียเวลา เขาพุ่งทะยานร่างดุจลูกศรออกจากคันศร มุ่งตรงไปยังกลุ่มกระท่อมเบื้องหน้า โดยมีสองสาวงามพุ่งตามมาติด ๆ ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น
เพียงสิบลมหายใจ เมิ่งฝานก็พุ่งเข้าสู่เขตหมู่บ้านอสูร กระบี่ ‘หงชี่’ ถูกชักออกจากฝักในพริบตา!
เคล็ดวิชาชักกระบี่ขีดสุด! ผสานเจตจำนงกระบี่สังหารอสูร!
ฉัวะ!
เพียงประกายแสงวาบผ่าน หัวของวัวอสูรตนแรกก็หลุดกระเด็นออกจากบ่า เลือดสด ๆ พุ่งฉีดดุจน้ำพุ เมิ่งฝานหาได้หยุดยั้ง เขาขยับกายด้วยท่าร่าง ‘ปุยนุ่นล่องลม’ ผสานวิชาลมหวนลี้ลับและปราณแท้ จนเงาร่างพร่าเลือนรวดเร็วดุจภูตพราย
กระบี่หงชี่ตวัดฟันอีกครั้ง เจตนาฆ่าระเบิดออกอย่างรุนแรง เพียงครึ่งลมหายใจต่อมา หัววัวตนที่สองก็กระแทกพื้นเสียงดังสนั่น!
หนึ่งลมหายใจ…
สองลมหายใจ…
จนกระทั่งผ่านไปเพียง ‘เจ็ดลมหายใจ’ วัวอสูรระดับสูงทั้งห้าตนภายในหมู่บ้าน ต่างถูกเมิ่งฝานบั่นคอจนหัวกลิ้งหล่นเรียงราย ล้มตายกลายเป็นศพเฝ้าดินทีละตนอย่างน่าสยดสยอง!
หากพวกมันมิได้กระจายตัวอยู่ห่างกันเกินไป เมิ่งฝานคงใช้เวลาไม่ถึงเจ็ดลมหายใจด้วยซ้ำ
เมื่อสิ้นเสียงกรีดร้องของอสูร เมิ่งฝานก็สอดกระบี่หงชี่กลับเข้าฝักอย่างสงบนิ่ง เขายืนหยัดอยู่ท่ามกลางซากศพพลางจ้องมองไปยังหลี่เสวี่ยโหรวและหลิวเยียนผิงที่เพิ่งจะตามมาถึงในอีกสิบจังหวะหายใจต่อมา
ท่ามกลางกองเลือดและหัววัวที่เกลื่อนกลาด เมิ่งฝานยืนตระหง่านด้วยท่าทีเรียบเฉย ทว่าเต็มไปด้วยบารมีของยอดฝีมือที่ยากจะสั่นคลอน
เมื่อสองสาววิ่งมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือซากศพอสูรทั้งห้าที่นอนระเนระนาดจมกองเลือดเพียงชั่วพริบตา ไม่มีสิ่งใดจะสั่นประสาทและน่าพรึงเพริดไปกว่านี้อีกแล้ว
แม้พวกนางจะรู้อยู่เต็มอกว่าเมิ่งฝานนั้นแข็งแกร่งปานสัตว์ประหลาด แต่ท้ายที่สุดพวกนางก็ยังคง ‘ประเมินค่า’ ความน่าสะพรึงกลัวของชายผู้นี้ต่ำเกินไป
หากเขาไม่ตั้งใจเว้นช่องว่างให้พวกนางได้แสดงฝีมือล่ะก็ ลำพังเพียงเขาคนเดียวคงกวาดล้างสถานที่แห่งนี้จนราบเป็นหน้ากลองได้ภายในไม่กี่อึดใจ ช่างยากจะจินตนาการเหลือเกินว่า เมื่อครึ่งปีก่อนชายผู้นี้ยังเป็นเพียงศิษย์รับใช้ปลายแถวที่ไร้ซึ่งพลังฝึกปรือชั้นรวบรวมลมปราณเสียด้วยซ้ำ
‘ปลาทองมิอาจกักขังไว้ในสระวน ยามพายุโหมกระหน่ำย่อมทะยานสู่สรวงสวรรค์กลายเป็นมังกร!’
เมื่อหลิวเยียนผิงและหลี่เสวี่ยโหรวก้าวเข้าสู่หมู่บ้าน อสูรระดับสูงสามตนที่เหลือซึ่งทำหน้าที่เฝ้าประตูก็เริ่มไหวตัวทัน พวกมันเพิ่งจะตั้งสติได้หลังจากเพื่อนพ้องห้าตนกลายเป็นศพไปต่อหน้าต่อตา จึงแผดเสียงคำรามระห่ำพุ่งทะยานเข้าหาเมิ่งฝานอย่างบ้าคลั่ง
“มาได้จังหวะพอดี เหลืออสูรสามตนพอดีเป๊ะ ฝากพวกเจ้าจัดการด้วยนะ ส่วนสิ่งที่อยู่ในกระท่อม ข้าจะรับผิดชอบเอง” เมิ่งฝานกล่าวทิ้งท้ายสั้น ๆ
สองสาวพยักหน้าโดยไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง นางทั้งสองชักกระบี่คู่กายพุ่งเข้าปะทะกับอสูรที่โถมเข้ามาอย่างดุดัน ทว่าพวกนางมิได้มีเพลงกระบี่ที่เฉียบคมและทรงพลังเท่าเมิ่งฝาน การจะปลิดชีพวัวหน้าคนระดับนี้ย่อมต้องใช้เวลาและกระบวนท่าในการโรมรันอยู่พักใหญ่
เมิ่งฝานยืนกอดอกมองดูอยู่เงียบ ๆ โดยไม่คิดจะยื่นมือเข้าช่วย
สำหรับเขาในยามนี้ การเหยียบมดตายหนึ่งตัวกับสิบตัวย่อมมิต่างกัน หากเขาต้องการเพียงสะบัดมือเบา ๆ อสูรทั้งสามก็คงกลายเป็นเศษเนื้อไปแล้ว แต่เขาจงใจทิ้งพวกมันไว้เพื่อให้สองสาวได้ขยับแข้งขยับขาฆ่าเวลาเท่านั้น!
ต้องยอมรับว่าในดินแดนอสูรที่พลังฝึกปรือถูกสะกดไว้เช่นนี้ เมิ่งฝานเปรียบเสมือนปลาที่ได้น้ำอย่างแท้จริง ในโลกที่ตัดสินกันด้วยชั้นเชิงกระบี่และความแข็งแกร่งของร่างกายเพียงอย่างเดียว
เมิ่งฝานคือ ‘ราชา’ ผู้ไร้เทียมทานอย่างมิต้องสงสัย!
เงาร่างของเมิ่งฝานวูบไหวพุ่งผ่านวงล้อมการต่อสู้ มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ากระท่อมไม้สามหลัง
เขาลอบขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ภายนอกถูกถล่มจนพินาศย่อยยับขนาดนี้ หากภายในกระท่อมมีอสูรที่แข็งแกร่งกว่าซ่อนอยู่จริง เหตุใดพวกมันถึงยังนิ่งเงียบไม่ยอมปรากฏกายออกมา?
หรือสิ่งที่อยู่ข้างใน จะมิใช่อสูรอย่างที่เขาจินตนาการไว้?