วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 91 ทวารบาลทมิฬ และคมกระบี่ที่มองไม่เห็น
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 91 ทวารบาลทมิฬ และคมกระบี่ที่มองไม่เห็น
บทที่ 91 ทวารบาลทมิฬ และคมกระบี่ที่มองไม่เห็น
มิต้องสงสัยเลยว่า วัวทมิฬมหึมาสองตัวนี้ย่อมมีตบะแก่กล้ากว่าพวกอสูรหัวโคที่เขาเคยพบเจอมาหลายขุมนัก แม้คำกล่าวที่ว่า ‘มนุษย์คือจิตวิญญาณแห่งสรรพสิ่ง’ จะเป็นจริง ทว่าในโลกของอสูร มิได้หมายความว่ายิ่งพวกมันมีรูปลักษณ์ใกล้เคียงมนุษย์มากเท่าไหร่จะยิ่งแข็งแกร่งเสมอไป บางครั้งรูปกายบรรพกาลที่ดุดันเช่นนี้กลับแฝงไว้ด้วยพละกำลังที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่า
เช้ง!
เมิ่งฝานสะบัดกระบี่หงชี่ออกอาการ เสียงใบกระบี่กรีดอากาศดังกังวานใสไปทั่วลานกว้าง
เจตจำนงสังหารอสูร!
เจตจำนงพังทลายขุนเขา!
เจตจำนงอสนีบาตคลั่ง!
เพียงกระบวนท่าแรกที่ฟาดฟันออกไป ก็คือวิถีกระบี่เดียวกับที่เขาใช้ปลิดชีพพญางูขาวอย่างเด็ดขาด คมกระบี่พุ่งทะยานเข้าปะทะแรงโถมของวัวทมิฬทั้งสองจนหยุดชะงักงัน ก่อนที่ศีรษะอันมหึมาของพวกมันจะหลุดกระเด็นปลิวว่อนพร้อมกันในพริบตา โลหิตสีเข้มสาดกระจายย้อมพื้นลานกว้างจนแดงฉาน
เมิ่งฝานขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ เหตุใดมันถึงง่ายดายเกินคาดเช่นนี้?
เขารู้ดีว่าเพลงกระบี่ของตนนั้นรุดหน้าไปไกล และมั่นใจว่าย่อมสังหารวัวทมิฬตัวหนึ่งได้แน่ ทว่าผลลัพธ์ที่สามารถบั่นคอพวกมันพร้อมกันในดาบเดียวนั้น กลับพิสูจน์ว่าเขาน่าจะประเมินพลังของตนเองต่ำเกินไป
หรือว่า… ข้าจะแข็งแกร่งเกินไปจริง ๆ?
“หึ ๆ ดูเหมือนข้าจะให้ราคาสถานที่แห่งนี้สูงเกินไปเสียแล้ว” เมิ่งฝานพึมพำพลางหัวเราะในลำคอ
เดิมทีเขาสันนิษฐานว่าอสูรที่คอยอารักขาท้องพระโรงย่อมต้องเก่งกาจกว่าพญางูขาว แต่บัดนี้ภาพตรงหน้ากลับชี้ให้เห็นว่าเขาเข้าใจผิด หรือไม่พญางูตัวนั้นก็เป็นเพียง ‘แขกไม่ได้รับเชิญ’ ที่หลงเข้ามาสร้างความวุ่นวายเท่านั้น เพราะตามหลักแล้ว ในถิ่นของอสูรจิ้งจอกและอสูรโค อสรพิษขาวไม่ควรจะปรากฏตัวขึ้นมาได้เลย
ก็จริงอยู่ หากที่นี่มีตัวตนที่ข้ามิอาจต่อกรได้ สำนักซู่ซันคงมิส่งศิษย์หัวกะทิจำนวนมากขนาดนี้มาทิ้งชีวิตอย่างไร้ค่า เพราะหากมีอสูรที่แม้แต่เขายังเอาชนะไม่ได้ ศิษย์คนอื่นก็คงมิมีทางรอดพ้นจากการถูกกวาดล้างไปได้แม้แต่คนเดียว
เมิ่งฝานไม่ปล่อยให้ซากอสูรเสียเปล่า เขาวางฝ่ามือลงบนร่างของวัวทมิฬตัวแรกเพื่อเริ่มกระบวนการดูดซับพลังวิญญาณทันที
ทว่าในขณะที่เขากำลังดูดซับพลังจากวัวตัวที่สอง เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งวาบออกมาจากส่วนลึกของพระวิหารด้วยความเร็วสูง!
มุมปากของเมิ่งฝานยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา คิดว่าข้าจะนั่งดูดซับพลังอย่างเปิดเผยโดยมิเตรียมการรับมือเชียวหรือ?
ชายหนุ่มดีดนิ้วเพียงคราเดียว กระบี่หงชี่ที่วางอยู่ข้างกายก็พุ่งทะยานขึ้นสู่เวหาดุจมีชีวิต!
‘กระบี่มา!’
กระบวนท่าแรกของวิชา ‘หมื่นกระบี่คืนสำนัก’ ที่เมิ่งฝานบัญญัติขึ้นด้วยตนเอง ได้เผยคมเขี้ยวอันน่าสะพรึงกลัวออกมาเป็นครั้งแรกในป่าแดนอสูร
สำหรับการจู่โจมนี้ เมิ่งฝานมิได้ทุ่มพลังเต็มกำลัง เขาเพียงทดลองใช้เจตจำนงกระบี่แฝงไปกับตัวกระบี่อย่างผ่อนคลาย เพราะหากใช้พลังเต็มพิกัด แรงสั่นสะเทือนย่อมรุนแรงเกินไปจนอาจแหวกหญ้าให้งูตื่น ซึ่งนั่นเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยโดยใช่เหตุ
แสงกระบี่วาววับวาดผ่านอากาศก่อนจะร่วงหล่นลงมาปักตรึงเงาร่างสายนั้นไว้กับพื้นอย่างแม่นยำ
เมิ่งฝานก้าวเข้าไปจ้องมองสิ่งที่ถูกกระบี่สยบไว้ ทว่าคิ้วของเขากลับขมวดแน่นขึ้นยิ่งกว่าเดิม
สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ดูมีอายุเพียงเจ็ดถึงแปดขวบเท่านั้น!
แม้ก่อนหน้านี้เขาจะเพิ่งช่วยเหลือเด็กมนุษย์มาจากรังงูขาว แต่เมิ่งฝานไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่า ‘สิ่ง’ ที่ลอบจู่โจมเขาด้วยความเร็วปานสายฟ้าเมื่อครู่จะเป็นมนุษย์ธรรมดาไปได้ เด็กน้อยตัวแค่นี้จะมีความสามารถถึงเพียงนั้นได้อย่างไร? อย่างไรเสียร้อยทั้งร้อยต้องเป็นอสูรจำแลงกายมาแน่!
ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงของหงชี่ที่ดังขึ้นในห้วงจิตวิญญาณ กลับทำให้เมิ่งฝานถึงกับยืนนิ่งอึ้ง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงอย่างที่สุด!
“นายท่าน นางเป็นมนุษย์มิใช่อสูร”
คำบอกเล่าของหงชี่ทำให้หัวคิ้วของเมิ่งฝานขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม
“เป็นไปได้อย่างไร? เด็กอายุเพียงเจ็ดแปดขวบ เหตุใดจึงมีทั้งความเร็วและพลังทำลายล้างมหาศาลถึงเพียงนั้น?”
ในสถานการณ์เมื่อครู่ ต่อให้เป็นศิษย์ฝ่ายในอย่างหลิวเยียนผิง หากโดนลอบจู่โจมด้วยระดับความเร็วเช่นนี้ นางย่อมมิอาจเอาชีวิตรอดได้แน่ แล้วเด็กน้อยเพียงไม่กี่ขวบจะเหนือชั้นกว่ายอดฝีมือของสำนักซู่ซันได้อย่างไร?
“นางถูกพลังอสูรแทรกซึมเข้าสู่ไขกระดูก จนแปรสภาพกลายเป็นหุ่นเชิดกึ่งมนุษย์กึ่งอสูรไปเสียแล้ว” หงชี่เอ่ยเสียงเรียบ
“ยังมีหนทางรักษาให้กลับเป็นดั่งเดิมหรือไม่?” เมิ่งฝานถามย้ำ
“สิ้นหวังแล้ว นางถลำลึกเกินกว่าจะหันหลังกลับ”
“ในเมื่อช่วยไม่ได้ แล้วเจ้าจะพล่ามให้มากความไปไย?”
เมิ่งฝานกลอกตาขึ้นฟ้าด้วยความระอา แม้หงชี่จะไร้ร่างซ่อนตัวอยู่ในกระบี่จนเขาไม่มีเป้าหมายให้ประชดประชัน แต่ความรู้สึกอัดอั้นในใจกลับพลุ่งพล่านจนยากจะระงับ
ฉัวะ!
เมิ่งฝานตวัดกระบี่หงชี่ออกอาการเพียงครั้งเดียว ศีรษะของเด็กหญิงก็ร่วงหล่นจากบ่าในพริบตา
ในเมื่อไร้หนทางเยียวยา การมอบจุดจบที่รวดเร็วที่สุดย่อมเป็นการเมตตาต่อนาวเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ เมิ่งฝานมิได้อำมหิตถึงขั้นนิยมชมชอบการบั่นคอศพให้ผิดรูป ทว่าร่างกายที่ถูกพลังอสูรกัดกินจนกลายเป็น ‘ซอมบี้’ เช่นนี้ ต่อให้ทิ่มแทงหัวใจสักกี่แผลนางก็ยังสามารถเคลื่อนไหวและจู่โจมได้ไม่จบสิ้น มีเพียงการพรากศีรษะออกจากร่างเท่านั้น จึงจะเป็นการปลดปล่อยดวงวิญญาณของนางให้เป็นอิสระอย่างแท้จริง
“ในถ้ำงูขาวมีเด็ก ในท้องพระโรงแห่งนี้ก็มีเด็ก ดูท่าพวกอสูรเดรัจฉานเหล่านี้จะออกไปสร้างเวรสร้างกรรมไว้ในโลกสามัญมิน้อยเลยทีเดียว” เมิ่งฝานพึมพำด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
เหตุผลที่สามสำนักกระบี่ใหญ่ต้องผนึกกำลังกวาดล้างดินแดนอสูรแห่งนี้ ก็เพราะความชั่วช้าที่พวกมันก่อไว้เกินกว่าที่สวรรค์จะให้อภัยได้ หากมิใช่เพราะพวกมันกระหายเลือดและบ้าคลั่งถึงเพียงนี้ มีหรือจะดึงดูดการพิพากษาจากยอดสำนักกระบี่ทั้งสามได้
แสงแห่งความเยือกเย็นวาบผ่านดวงตาของเมิ่งฝาน เขาขยับกายลุกขึ้นพลางมุ่งหน้าเดินลึกเข้าไปในท้องพระโรงอันโอ่อ่า
แม้พญาวัวทมิฬสองตัวนั้นจะดูน่าเกรงขาม แต่แท้จริงแล้วตบะของพวกมันยังมิอาจเทียบชั้นกับพญางูขาวได้ พลังวิญญาณที่เขาดูดซับมาจึงยังมิมหาศาลพอที่จะส่งให้ ‘กายแท้จอมอำนาจ’ ทะลวงเข้าสู่ชั้นที่สี่
ทว่าเมิ่งฝานเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจ ว่าภายในส่วนลึกของท้องพระโรงแห่งนี้ย่อมต้องมี ‘วาสนา’ ที่ยิ่งใหญ่พอจะชักนำให้เขาก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่ขั้นที่สี่ได้อย่างแน่นอน
ครานี้ เมิ่งฝานย่างกรายเข้าสู่ส่วนลึกของท้องพระโรงได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค ราวกับว่าปราการด่านสุดท้ายได้พังทลายลงไปแล้ว
หุ่นเชิดมนุษย์เช่นเด็กหญิงเมื่อครู่ คาดว่าขั้นตอนการสร้างย่อมมีความสลับซับซ้อนและต้องอาศัยตบะอสูรปริมาณมหาศาลเพื่อเคี่ยวกรำร่างกายอันเปราะบางให้ทรงพลังขึ้นมา ทว่าต่อให้ต้องทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายไปมากเพียงใด
สุดท้ายกลับมิอาจทนทานต่อคมกระบี่เพียงหนึ่งเดียวของเมิ่งฝานได้เลย! โลกใบนี้ก็เป็นเช่นนี้เอง การสร้างคนขึ้นมานั้นยากเย็นแสนเข็ญ แต่การทำลายคนกลับง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ
ภายในโถงกว้างมีเสาหินค้ำยันสี่ต้นตั้งตระหง่าน สลักลวดลายมังกรทะยานและหงส์ร่ายรำอย่างวิจิตรบรรจง ความประณีตเช่นนี้ย่อมมิใช่วิสัยที่เผ่าพันธุ์อสูรจะรังสรรค์ขึ้นมาได้เอง คงเป็นการฉกชิงมาจากโลกสามัญเสียมากกว่า ต้องยอมรับว่า ‘เจ้าของ’ สถานที่แห่งนี้มีรสนิยมที่สุนทรีย์ไม่น้อยเลยทีเดียว
“หืม?”
สายตาของเมิ่งฝานพลันปะทะเข้ากับร่างไร้วิญญาณร่างหนึ่งที่นอนทอดกายอยู่กลางโถง ร่างนั้นสวมอาภรณ์ของสำนักกระบี่ซู่ซันเด่นชัด เขาพิจารณาใบหน้านั้นเพียงครู่เดียว สัญชาตญาณก็บอกให้เขานึกออกทันทีว่าคนผู้นี้คือใคร
เนี่ยปิง!
หนึ่งใน ‘ยอดบุรุษ’ ที่หลิวเยียนผิงเคยแสดงอาการหลงใหลคลั่งไคล้ ผู้ที่มีทั้งพรสวรรค์และรูปลักษณ์โดดเด่นเหนือใครในรุ่น ทว่าหากจะนำมาเปรียบกับเมิ่งฝานแล้ว ทั้งพลังและเสน่ห์ล้วนยังห่างชั้นกันอยู่หลายขุม!
เมิ่งฝานลอบคิดในใจอย่างติดตลก ว่าการที่สาวน้อยหลิวเยียนผิงพยายามเข้าหาเขา อาจเป็นเพราะเขาหล่อเหลาและเก่งกาจกว่าเนี่ยปิงผู้นี้ก็เป็นได้ แต่นางคงต้องเผชิญกับชะตากรรม ‘มวลบุปผามีใจ แต่สายน้ำไร้รัก’ อีกคราเสียแล้ว
การที่เนี่ยปิงมาสิ้นชีพในที่แห่งนี้เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของเมิ่งฝานอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยมันก็พิสูจน์ได้ว่าเนี่ยปิงมีฝีมือสูงส่งพอที่จะบุกมาถึงจุดที่ศิษย์คนอื่นมิอาจแม้แต่จะย่างกรายเข้ามาได้ ทว่าสุดท้ายคนตายก็คือคนตาย ความโชคร้ายมิอาจใช้คำปลอบประโลมใดมาทดแทนได้
เมิ่งฝานปรายตามองศพเนี่ยปิงเพียงแวบเดียวก็มิได้ใส่ใจอีก เขาเบนสายตาไปยังจุดที่โดดเด่นที่สุดใจกลางท้องพระโรง
ที่นั่นกลับมี ‘เตียงใหญ่’ ตั้งอยู่อย่างน่าอัศจรรย์!
เป็นภาพที่ขัดกับจินตนาการก่อนเข้ามาอย่างสิ้นเชิง และที่ประหลาดล้ำไปกว่านั้นคือ ภายในโถงกว้างขวางแห่งนี้ นอกจากเตียงหลังนี้แล้ว กลับไร้ซึ่งเครื่องตกแต่งอื่นใดอีกเลย
การจัดวางเช่นนี้… ช่างมีเอกลักษณ์ที่ชวนให้พิศวงอย่างยิ่ง
เมิ่งฝานสืบเท้าเข้าไปใกล้ทีละก้าว
เบื้องหลังม่านโปร่งแสงสีชมพูอ่อนที่ปิดบังไว้เพียงครึ่งเดียว ปรากฏเรียวขาขาวนวลเนียนคู่หนึ่งพาดผ่านสายตา และที่ชวนให้ใจสั่นระรัวคือหางสุนัขจิ้งจอกสีแดงเพลิงที่กำลังแกว่งไกวช้า ๆ อยู่เคียงข้างต้นขาขาวดั่งหิมะนั้น มันช่างดูเย้ายวนและลึกลับราวกับมนต์สะกดที่พร้อมจะฉุดกระชากวิญญาณของผู้พบเห็นให้หลุดลอย