วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 92 เสน่ห์เย้ายวนที่ยากจะต้านทาน นางจิ้งจอกจำแลง
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 92 เสน่ห์เย้ายวนที่ยากจะต้านทาน นางจิ้งจอกจำแลง
บทที่ 92 เสน่ห์เย้ายวนที่ยากจะต้านทาน นางจิ้งจอกจำแลง
เมิ่งฝานขมวดคิ้วแน่น สายตาจ้องมองลอดผ่านม่านบางเบาที่บดบังเตียงใหญ่ ภาพเรียวขาที่ปรากฏนั้น ทั้งสีสันและความนวลเนียนช่างตราตรึงใจจนยากจะถอนสายตา
สัดส่วนของนางช่างพอเหมาะพอเจาะ ส่วนที่ควรโค้งมนก็อวบอิ่ม ส่วนที่ควรเรียวบางก็คอดกิ่ว คำเปรียบเปรยถึง ‘เรียวขาในอุดมคติ’ ดูเหมือนจะถูกบัญญัติขึ้นเพื่อพรรณนาถึงนางโดยเฉพาะ
ที่ผ่านมา เมิ่งฝานเชื่อมั่นมาตลอดว่าตนเองมิใช่บุรุษมักมากในกาม ทว่าความจริงในยามนี้กลับพิสูจน์ให้เห็นว่า มิใช่เขาไร้ซึ่งราคะ แต่เป็นเพราะสตรีที่เขาเคยพบพานมานั้น ยังงามมิพอที่จะสั่นคลอนจิตใจของเขาได้ต่างหาก
สตรีที่ทอดกายอยู่บนเตียงมิใช่คนธรรมดา แต่คือนางปีศาจ เพียงแค่เรียวขาที่โผล่พ้นม่านออกมา โดยที่ยังมิเห็นโฉมหน้า ก็แทบจะกระชากวิญญาณของเมิ่งฝานให้หลุดลอย โดยเฉพาะหางจิ้งจอกสีแดงเพลิงนั่น แทนที่จะดูประหลาดผิดที่ผิดทาง กลับยิ่งเสริมเสน่ห์ยั่วยวนให้รุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ!
ดึงดูดใจ… ราวกับจะสะกดวิญญาณ
ในเสี้ยววินาทีที่จิตใจกำลังเตลิด เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในห้วงความคิดดุจเสียงอสนีบาตฟาดลงกลางใจ
“นายท่าน ตื่นจากภวังค์เดี๋ยวนี้!”
นั่นคือเสียงของ หงชี่
เมิ่งฝานชะงักฝีเท้า พลางขมวดคิ้วลึก ข้ามิได้หลับเสียหน่อย!
เขาตระหนักได้ว่าตนเองมิได้ถูกมนต์สะกด และนางปีศาจบนเตียงก็มิได้ใช้เวทมนตร์ล่อลวงแต่อย่างใด ทว่าเสน่ห์ที่แผ่ออกมานั้นคือพลังดึงดูดโดยธรรมชาติที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เมิ่งฝานสูดลมหายใจเข้าลึก เขาหยุดก้าวเดินต่อทันที เพราะลึก ๆ ในใจเริ่มสัมผัสได้ว่าตัวเขาเองก็เริ่มจะ ‘ทนไม่ไหว’ แล้วเช่นกัน!
ชายหนุ่มตัดสินใจถอยหลังอย่างเด็ดเดี่ยว เขาเลือกที่จะมิเสี่ยงกับนางปีศาจตนนี้ นางจิ้งจอกที่งดงามปานล่มเมืองเช่นนี้ บุรุษหน้าไหนจะต้านทานไหว ซากศพของเนี่ยปิงที่นอนทอดร่างอยู่บนพื้นคือประจักษ์พยานที่ชัดเจนที่สุด
ปีศาจเช่นนี้ ควรปล่อยให้ศิษย์สตรีของสำนักซู่ซันมาจัดการจะเหมาะกว่า!
ทว่าน่าเสียดาย เมื่อก้าวล่วงเข้าสู่ใจกลางท้องพระโรงแห่งนี้แล้ว การจะถอยออกไปหาใช่เรื่องที่เมิ่งฝานจะตัดสินใจได้เพียงฝ่ายเดียว
ทันใดนั้น ร่างในอาภรณ์สีแดงพุ่งทะยานออกจากเตียงดุจเงาพราย ขวางกั้นเส้นทางถอยของเมิ่งฝานไว้ในพริบตา
“พี่ชายรูปงาม ในเมื่อมาถึงแล้ว จะรีบร้อนจากไปไยเล่า เตียงของข้านั้นกว้างขวางนัก มาสนุกด้วยกันดีกว่า!”
หญิงสาวในชุดสีแดงเพลิงยืนประจันหน้ากับเมิ่งฝาน ร่างของนางโปร่งบางทว่าอวบอิ่มในจุดที่ควรจะเป็น ท่วงท่านั้นงดงามเย้ายวนจนแทบหยุดหายใจ ใบหน้าของนางสมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติ เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่สามารถสยบใต้หล้า ราวกับนางพญา ‘ต๋าจี๋’ กลับชาติมาเกิด
อาภรณ์สีแดงที่นางสวมใส่นั้นสั้นเต่อปานผ้าเช็ดตัวที่พันกายไว้เพียงหลวม ๆ ท่อนบนเปิดเผยกึ่งหนึ่งเผยให้เห็นผิวเนียนละเอียด ท่อนล่างปิดบังเพียงโคนต้นขาอันอวบอิ่ม หางจิ้งจอกสีแดงโบกสะบัดไปมาอย่างซุกซน
นางเดินเท้าเปล่าขยับเข้าหาเมิ่งฝานทีละก้าว…
ทีละก้าว…
อย่างแช่มช้อย
“ฟู่ว…” เมิ่งฝานลอบผ่อนลมหายใจยาว สัญชาตญาณสั่งให้เขากระชากกระบี่ออกจากฝักในทันที ทว่ามือกลับหนักอึ้งราวกับถูกพันธนาการ
เขาใจอ่อน!
สตรีเบื้องหน้างดงามล้ำเลิศเกินกว่าจะบรรยาย ราวกับผลงานชิ้นเอกที่สวรรค์จงใจรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อสยบทุกสรรพสิ่ง ทำให้ผู้ที่พบเห็นมิอาจหักใจทำลายลงได้ และที่น่าพรั่นพรึงยิ่งกว่าคือ นี่มิใช่เพียง ‘มนตร์เสน่หา’ ทั่วไป
โดยปกติ อสูรจิ้งจอกมักใช้มายาภาพจำแลงกายเพื่อตบตา แต่หากถูกโจมตีจนตบะสั่นคลอน พวกมันย่อมคืนร่างเดิมที่อัปลักษณ์ ทว่านางอสูรที่ย่างกรายลงจากเตียงผู้นี้กลับต่างออกไป นางมิได้ใช้มายาจำแลง แต่เป็นการ ‘วิวัฒนาการ’ รูปกายมนุษย์ขึ้นมาอย่างแท้จริง!
การที่อสูรตนหนึ่งจะบรรลุรูปกายมนุษย์ได้สมบูรณ์เช่นนี้ ย่อมต้องมีตบะแก่กล้าในระดับสูงสุด หากนางอยู่ในโลกภายนอกย่อมเป็นจอมอสูรที่มีอำนาจล้นฟ้า แม้ในแดนอสูรแห่งนี้พลังของนางจะถูกกฎเกณฑ์กดทับไว้จนแสดงออกมาได้ไม่เต็มสิบส่วน แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาก็ยังเข้มข้นจนน่าหวาดหวั่น
เมิ่งฝานจ้องมองหางจิ้งจอกที่โบกสะบัด หากนางสามารถหลอมรวมหางนั้นให้เลือนหายไปได้เมื่อใด นั่นหมายถึงการจุติเป็น ‘ราชันอสูร’ ร่างมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้เป็นเมิ่งฝานในยามท็อปฟอร์มก็คงมิใช่คู่ต่อสู้ของนาง ยิ่งในยามนี้ที่เขามิอาจแม้แต่จะขยับมือชักกระบี่ สถานการณ์กลับยิ่งวิกฤตถึงขีดสุด!
เสียงของหงชี่แผดร้องเตือนในห้วงจิตอย่างบ้าคลั่ง สั่งให้เขาสังหารนางปีศาจตนนี้เสียก่อนที่จะสายเกินไป
มือของเมิ่งฝานวางอยู่บนด้ามกระบี่หงชี่ ทว่ากลับไร้การเคลื่อนไหว เม็ดเหงื่อเริ่มผุดซึมเต็มหน้าผาก สติปัญญาสั่งให้เขาลงมือฟันสังหาร แต่ร่างกายกลับดื้อรั้นอย่างประหลาด นางปีศาจผู้นี้มิได้ใช้เวทมนตร์ล่อลวงจิตใจ แต่กลับใช้เสน่ห์ล่อลวง ‘ร่างกาย’ ของเขาแทน นี่อาจเป็นมายาขั้นสูงที่ร้ายกาจยิ่งกว่าศาสตร์ใด ๆ ที่เขาเคยรู้จัก!
“หากข้าเป็นเจ้า ข้าจะรีบหนีไปเสียตอนนี้ เจ้าควรจะรู้ดีว่าแดนอสูรแห่งนี้ถูกจับตามองโดยมหายอดสำนักแล้ว และพวกมันจะต้องถูกกวาดล้างจนสิ้นซากอย่างแน่นอน!”
แม้จะชักกระบี่ไม่ได้ แต่ฝีปากของเมิ่งฝานยังคงใช้งานได้เป็นอิสระ ในยามที่ขยับกายมิได้เช่นนี้ เขาทำได้เพียงใช้คำพูดข่มขู่เพื่อหยั่งเชิง หากอีกฝ่ายลงมือก่อนในสภาพที่เขาถูกผนึกเช่นนี้ เขาก็มิต่างจากหมูบนเขียงที่รอวันถูกเชือด
นางปีศาจกรีดนิ้วเรียวงามออกมาเชยใต้คางของเมิ่งฝาน ก่อนจะคลี่ยิ้มร่าเริงอย่างผู้ชนะ
“แดนอสูรแห่งนี้ยอดฝีมือระดับ ‘รวมแก่นวารี’ มิอาจย่างกรายเข้ามาได้ ตราบใดที่ข้ายังไม่ออกไปข้างนอก ต่อให้พวกสำนักธรรมะจะขนคนมามากเพียงใด ข้าก็พร้อมจะกลืนกินพวกมันให้หมดสิ้น!”
ในฐานะจอมอสูรที่ห่างจากตำแหน่งราชันเพียงก้าวเดียว นางมีความมั่นใจในตัวเองอย่างเหลือชั้น เพียงแค่การที่นางสามารถสะกดการเคลื่อนไหวของเมิ่งฝานไว้ได้ ก็พิสูจน์แล้วว่านางน่าหวาดหวั่นเพียงใด
หากมิมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น เหล่าศิษย์สำนักซู่ซันในครานี้ มีโอกาสสูงยิ่งที่จะต้องพ่ายแพ้ยับเยินและกลายเป็นอาหารอสูรไปจนหมดสิ้น
ในใจของเมิ่งฝานเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย เหตุใดสามสำนักกระบี่ใหญ่ที่ส่งคนมาสืบข่าวล่วงหน้าถึงได้ปล่อยให้มีช่องโหว่ฉกรรจ์เช่นนี้? มหาปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวระดับนี้ เหตุใดจึงไม่มีรายงานระบุไว้แม้แต่บรรทัดเดียว?
หากสำนักรู้ซึ้งถึงตัวตนของนาง ย่อมไม่มีทางส่งศิษย์มาทิ้งชีวิตอย่างไร้ค่าเช่นนี้แน่นอน เว้นเสียแต่ว่า ยอดฝีมือที่ถูกส่งมาสืบข่าวก่อนหน้า จะถูกนางจิ้งจอกตนนี้ใช้เล่ห์กลล่อลวงจนข้อมูลบิดเบือนไปหมดสิ้น เรื่องราวมันช่างสลับซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะคาดเดาได้ในยามวิกฤต สิ่งเดียวที่เมิ่งฝานต้องทำตอนนี้คือ หาทางหลุดพ้นจาก ‘กรงขังเสน่หา’ นี้ให้จงได้!
“เจ้าสะกดข้าไว้แต่กลับมิยอมลงมือปลิดชีพ ต้องการสิ่งใดจากข้ากันแน่?” เมิ่งฝานเค้นเสียงถามเพื่อดึงความสนใจและยื้อเวลาให้ได้นานที่สุด
นิ้วเรียวงามของนางปีศาจลูบไล้ไปตามใบหน้าของชายหนุ่ม นางคลี่ยิ้มยั่วยวนพลางกระซิบด้วยน้ำเสียงกระเส่า “นานปีทีหนจะพบพานบุรุษหนุ่มรูปงามเยี่ยงเจ้า ข้ามิรีบร้อนปลิดทิ้งหรอก ข้าอยากจะค่อย ๆ ‘เชยชม’ เจ้าให้หนำใจ ข้าสุข เจ้าสม ต่างฝ่ายต่างเริงรมย์ นั่นมิใช่ความสุขที่แท้จริงหรอกหรือ?”
คำพูดที่ชวนคลื่นเหียนนั้นทำให้เมิ่งฝานขมวดคิ้วแน่นด้วยความรังเกียจ
อสูรเดรัจฉาน ช่างต่ำช้าไร้ยางอายโดยแท้! หากความบริสุทธิ์ของเขาต้องมามัวหมองด้วยน้ำมือของนางอสูรตนนี้ ต่อให้รอดชีวิตไปได้ มันย่อมกลายเป็นตราบาปทมึนที่กัดกินใจเขาไปชั่วชีวิต เขาต้องรีบหาทางออกเดี๋ยวนี้
“นายท่าน ข้าสามารถช่วยให้ท่านหลุดพ้นจากพันธนาการนี้ได้”
เสียงของ หงชี่ ดังก้องขึ้นในจิตวิญญาณประดุจเสียงสวรรค์ประทานพร ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับแฝงด้วยความหนักใจ
“ทว่าโอกาสมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ข้าต้องสละพลังงานทั้งหมดที่เพียรสะสมมาเพื่อทำลายมนตร์สะกดนี้ หากท่านมิอาจสังหารนางได้ในการจู่โจมครั้งเดียว เราจะมิเหลือโอกาสที่สอง และคงต้องปล่อยให้นางย่ำยีตามอำเภอใจ”
มีโอกาสเพียงครั้งเดียวงั้นหรือ?
แค่นั้นก็เหลือเฟือแล้ว
ตั้งแต่วันที่เริ่มฝึกปรือจนสำเร็จวิชา เมิ่งฝานยังมิเคยปลดปล่อยพลังเต็มพิกัดเลยสักครั้ง หากจะต้องใช้มันเป็นครั้งแรกเพื่อปลิดชีพนางอสูรที่งดงามปานล่มเมืองผู้นี้ ก็นับว่าคู่ควรและมิเสียดายพรสวรรค์ที่สั่งสมมา
หงชี่หลอมรวมจิตวิญญาณเข้ากับเมิ่งฝานมาเนิ่นนานจนล่วงรู้ถึงความเด็ดเดี่ยวในใจเขา เมิ่งฝานจึงออกคำสั่งผ่านกระแสจิตอย่างเยือกเย็นและกระชับ
“อีกสิบลมหายใจจงระเบิดพลังออกมา ปลดปล่อยข้าจากกรงขังของนางอสูรตนนี้”
เขาไม่ได้เอ่ยคำรับรองหรือคำสัญญาใด ๆ ว่าจะสังหารนางได้สำเร็จ มีเพียงคำสั่งที่เฉียบขาดและมั่นคง ไร้ซึ่งถ้อยคำฟุ่มเฟือย
ยามนั้นนิ้วมือซุกซนของนางปีศาจยังคงลูบไล้ไปตามลำคอ บ่า และลาไปถึงแผ่นอกของเมิ่งฝาน นางแย้มยิ้มอย่างพึงใจพลางเอ่ยเย้า
“น้องชายรูปงาม เหตุใดจึงเงียบงันไปเล่า อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าคงจะใจร้อนจนรอไม่ไหวแล้วสินะ ฮ่า ๆ ๆ”