วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 95 ปริศนาหลังม่านจิตรกรรม... โลงศพสะกดวิญญาณ!
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 95 ปริศนาหลังม่านจิตรกรรม... โลงศพสะกดวิญญาณ!
บทที่ 95 ปริศนาหลังม่านจิตรกรรม… โลงศพสะกดวิญญาณ!
ในขณะที่เมิ่งฝานกำลังเตรียมตัวเร้นกายออกจากพระราชวังอสูรแห่งนี้ เพื่อมุ่งหน้าไปสมทบกับหลี่เสวี่ยโหรวตามที่นัดหมายไว้
ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวพ้นธรณีประตู ชายหนุ่มกลับหันหลังกลับไปมองโถงวิหารเป็นครั้งสุดท้ายอย่างไร้จุดหมาย ทันใดนั้น สายตาของเขาก็บังเอิญไปสะดุดเข้ากับภาพจิตรกรรมฝาผนังภาพหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดอับสายตาของพระราชวัง
หากมองเพียงผิวเผิน ภาพจิตรกรรมชิ้นนี้ดูแทบมิแตกต่างจากภาพสลักอื่น ๆ ที่ประดับอยู่รายรอบ ทว่าประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของเมิ่งฝานกลับสังเกตเห็น ‘จุดนูน’ เล็ก ๆ จุดหนึ่งที่ปรากฏอยู่บนภาพนั้นอย่างพอดิบพอดี
สัญชาตญาณบางอย่างร่ำร้องบอกเขาว่าภาพนี้มีลับลมคมใน เขาจึงตัดสินใจหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในความเงียบสงัดของพระราชวังอีกครั้ง จนกระทั่งมายืนประจันหน้ากับภาพวาดลึกลับนั้น
เมิ่งฝานพินิจพิเคราะห์ลวดลายบนผนังอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าก็ยังมิอาจมองออกว่ามีความพิเศษอันใดซ่อนอยู่ เขาจึงลองเสี่ยงดวงยื่นนิ้วเรียวยาวออกมาหนึ่งนิ้ว แล้วกดลงบนจุดนูนกึ่งกลางภาพจิตรกรรมนั้นเบา ๆ
หนึ่งลมหายใจ…
สองลมหายใจ…
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วโถงวิหาร ราวกับกาลเวลาได้หยุดหมุนไปชั่วขณะ
…
สิ้นลมหายใจที่เจ็ด แรงสั่นสะเทือนเบาๆ ก็แผ่ซ่านมาจากใต้ฝ่าเท้า
ทันใดนั้น แผ่นหินบนพื้นพระราชวังพลันแยกตัวออก เผยให้เห็นบันไดศิลาที่ทอดดิ่งลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง ห่างจากจุดที่เมิ่งฝานยืนอยู่เพียงไม่กี่ก้าว
“หึ… มีความนัยซ่อนอยู่จริงๆ เสียด้วย!” นัยน์ตาของเมิ่งฝานฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย
เขาหยุดคิดเพียงชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจสาวเท้าลงไปตามขั้นบันไดอย่างแน่วแน่ ในสถานการณ์ที่ปริศนาปรากฏอยู่ตรงหน้าเช่นนี้ ย่อมยากนักที่ผู้ฝึกตนจะข่มกลั้นความอยากรู้อยากเห็นได้ หากมิลงไปสำรวจให้เห็นกับตา ใจย่อมมิอาจสงบลงได้เลย
เมิ่งฝานหยิบไข่มุกราตรีออกมาหนึ่งเม็ด แสงนวลตาจากมันช่วยขับไล่ความมืดมิดรอบกาย บันไดที่ทอดตัวลงลึกเช่นนี้พิสูจน์ได้ว่าเบื้องล่างถูกขุดเจาะขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์อย่างประณีต เขาอดสงสัยมิได้ว่าในรังลับใต้ดินที่มิดชิดเพียงนี้ จะซุกซ่อน ‘ของวิเศษ’ ระดับใดเอาไว้กันแน่
ครู่ต่อมา ฝีเท้าของเขาก็หยุดลงที่ปลายสุดของบันได
แสงจากไข่มุกราตรีอาบไล้ไปทั่วบริเวณ เผยให้เห็นโถงใต้ดินขนาดมหึมาที่กว้างขวางยิ่งกว่าลานหน้าพระราชวังเบื้องบนเสียอีก ทว่าท่ามกลางความกว้างใหญ่กลับดูโล่งเตียนจนน่าประหลาด มีเพียงสิ่งเดียวที่ตั้งตระหง่านดึงดูดสายตา
โลงศพ!
มิใช่เพียงหนึ่ง แต่มีถึงแปดใบ!
เจ็ดโลงถูกจัดวางอย่างมีนัยสำคัญในรูปแบบ ‘เจ็ดดาวล้อมจันทร์’ โอบล้อมโลงศพใบพิเศษที่ตั้งตระหง่านอยู่กึ่งกลางอย่างน่าเกรงขาม
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า คิ้วของเมิ่งฝานพลันขมวดมุ่น นัยน์ตาหรี่แคบลงจนแทบเป็นเส้นตรง หากสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าเป็นกล่องสมบัติสักเจ็ดแปดใบ เขาคงลิงโลดด้วยความยินดีไปแล้ว ทว่าการต้องมาเผชิญหน้ากับโลงศพในแดนอสูรเช่นนี้ มันช่างชวนให้รู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก
จริงอยู่ว่าในสุสานโบราณ โลงศพมักบรรจุเครื่องประกอบศพอันล้ำค่าไว้มากมาย แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มักพัวพันอยู่กับคำว่า ‘อาถรรพ์’ และ ‘ลางร้าย’ เสมอ
สัญชาตญาณส่วนลึกของเมิ่งฝานร่ำร้องด้วยความระแวดระวัง แม้จะรู้ดีว่าขุมทรัพย์อาจซ่อนอยู่ภายใน แต่ความลังเลก็เริ่มกัดกินใจ เพราะสิ่งที่นอนนิ่งอยู่ในโลงนั้น มิจำเป็นต้องเป็นของมีค่าเสมอไป มันอาจเป็นวิญญาณอาฆาตหรือสิ่งชั่วร้ายที่ถูกผนึกไว้ก็เป็นได้
เมิ่งฝานสังหารอสูรมานับไม่ถ้วนจนไร้ความยำเกรงต่อเดรัจฉานป่า แต่สำหรับสิ่งที่เรียกว่า ‘ซากศพเดินได้’ หรือ ‘ผีดิบ’ ที่ลุกขึ้นมาจากโลง เขายังคงรู้สึกหวั่นใจอยู่มิน้อยจริงๆ
เขาค่อยๆ ก้าวเข้าไปหยุดอยู่หน้าโลงใบแรกที่อยู่ใกล้บันไดที่สุด พลางพินิจพิจารณาอย่างละเอียด เมิ่งฝานใช้ฝักกระบี่หงชี่เคาะลงบนฝาโลงเบา ๆ
ก๊อก… ก๊อก…
เสียงที่สะท้อนออกมานั้นทึบอัดและอึดอัด ราวกับมีเสียงกระซิบแว่วกังวานกลับมาจากภายใน… จะเปิด หรือไม่เปิด?
ในที่สุดเขาก็ระบายลมหายใจยาว ความลังเลนี้ช่างไร้แก่นสารนัก ในเมื่อดั้นด้นมาถึงที่นี่แล้ว ย่อมมิมีทางที่เขาจะถอยกลับไปเฉยๆ ความอยากรู้อยากเห็นและกลิ่นอายของวาสนาที่ลอยวนอยู่นั้นช่างเย้ายวนเกินกว่าจะต้านทาน
“มาถึงคลังสมบัติแล้วจะให้กลับมือเปล่า ข้าเมิ่งฝานทำมิได้หรอก!”
เขาสลัดความหวั่นใจทิ้งไป ก่อนจะยื่นมือออกไปที่ฝาโลงศพใบแรกอย่างมั่นคง!
ต่อให้เปิดโลงออกมาชิ้นส่วนศพจะลุกขึ้นมาอาละวาดจริงแล้วจะอย่างไรเล่า?
ในฐานะศิษย์สำนักกระบี่ซู่ซัน การปราบอสูรขจัดมารย่อมเป็นกิจวัตรที่คุ้นชิน จะให้มาขวัญอ่อนกับศพเพียงร่างเดียวได้อย่างไร? แม้สิ่งเบื้องหน้าจะกลายเป็นผีดิบคลั่งหรือซากศพเดินได้ เมิ่งฝานก็มั่นใจว่าวิชาตัวเบาของเขาคงพอจะพาตัวเองโกยแนบออกมาได้ทันท่วงที
ตามตำนานเล่าขาน ผีดิบนั้นร่างกายแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า ศาสตราใดก็มิอาจระคายผิว ทว่าในดินแดนอสูรที่พลังฝึกปรือถูกผนึกไว้เช่นนี้ การต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดสายถึกทนย่อมมิใช่เรื่องสนุก เมิ่งฝานมิเคยเห็นผีดิบตัวเป็นๆ มาก่อน แม้แต่ในหอคัมภีร์ก็มิมีบันทึกถึงสิ่งนี้ไว้ชัดเจน จินตนาการอันน่าหวาดหวั่นทั้งหมดจึงเป็นเพียงสิ่งที่เขามโนขึ้นมาเองเท่านั้น
แต่ความจริงมักประหลาดล้ำกว่าจินตนาการเสมอ
เมิ่งฝานรวบรวมความกล้า วางฝ่ามือลงบนฝาโลงเย็นเฉียบตรงหน้า ก่อนจะออกแรงผลักอย่างมั่นคง
ทว่า… กลับไร้ซึ่งการตอบสนองใด ๆ ฝาโลงนั้นนิ่งสนิทมิขยับเขยื้อนแม้เพียงมิลลิเมตร!
ด้วยพละกำลังจาก ‘กายแท้จอมอำนาจ’ ที่ใกล้จะบรรลุชั้นที่สี่ ต่อให้เป็นโลงเหล็กหนาทึบ เมิ่งฝานก็ควรจะผลักมันกระเด็นได้อย่างง่ายดาย แต่นี่กลับราวกับว่ามันถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับปฐพี
ในขณะที่เขากำลังจะทุ่มกำลังทั้งหมดเพื่อลองอีกครา พลันมีกระแสลมปราณแห่งความตายอันน่าสยดสยองขุมหนึ่งพุ่งพล่านออกมาจากความว่างเปล่า!
เฮือก!
หัวใจของเมิ่งฝานกระตุกวูบ ความหวาดกลัวอันลึกล้ำที่มิอาจอธิบายได้พุ่งจู่โจมจิตวิญญาณของเขาทันที มันรุนแรงเสียจนสั่นประสาทไปถึงรากฐานวิญญาณ แม้แต่มหาวิถี ‘หยวนซื่อ’ ในร่างยังสั่นไหวอย่างรุนแรงราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูทางธรรมชาติ!
น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ที่แห่งนี้ซุกซ่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงเอาไว้!!
เมิ่งฝานสลัดความอยากรู้อยากเห็นทิ้งไปในพริบตา เขาเร่งเร้าวิชาตัวเบา ‘หิมะลอยตามลม’ พาร่างทะยานออกจากโถงใต้ดินนั้นอย่างสุดกำลัง ในส่วนลึกของจิตใจเขาสัมผัสได้ชัดเจนว่า… เขาได้ก้าวล่วงเข้าไปในสิ่งที่ไม่ควรแตะต้องเข้าเสียแล้ว
โลงศพทั้งแปดใบนั้นคือลางมรณะ! หากเขาฝืนเปิดมันออกจริงๆ จุดจบเดียวที่รออยู่คงมีเพียงความตายที่ไร้หลุมฝัง แม้แต่หอคุมปีศาจของสำนักซู่ซันที่ว่าเฮี้ยนหนักหนา ก็ยังมิเคยทำให้เขารู้สึกสยองพองขนได้ถึงเพียงนี้
น้ำในเขตอสูรแห่งนี้… ลึกเกินกว่าที่สามสำนักใหญ่จะหยั่งถึงเสียแล้ว!
เมิ่งฝานพุ่งพรวดออกจากบันไดลับกลับคืนสู่โถงพระราชวัง เขาไม่รอช้ารีบกดจุดนูนบนภาพจิตรกรรมฝาผนังเพื่อปิดกลไก คืนทุกอย่างสู่สภาพเดิมราวกับมิเคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น แม้ความลึกลับเบื้องล่างจะยั่วยวนเพียงใด แต่หากต้องแลกด้วยชีวิต เขาก็มิขอเอาตัวเข้าเสี่ยงเด็ดขาด
“นางปีศาจนั่นอาจจะรู้อะไรบางอย่าง แต่น่าเสียดายที่กลายเป็นธุลีไปเสียแล้ว” เมิ่งฝานแสยะยิ้มขมขื่นพลางส่ายหน้า
แต่เขาก็มิได้นึกเสียใจที่ลงมือหนัก หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาก็ยังเลือกที่จะระเบิดนางให้แหลกคามืออยู่ดี ในเมื่อยามนั้นเขาไม่มีปัญญาจะจับเป็นนางมาเค้นความลับได้ การกำจัดภัยใกล้ตัวให้สิ้นซากย่อมเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดที่สุด
เมิ่งฝานรีบเร้นกายออกจากท้องพระโรง มุ่งหน้าไปยังสมรภูมิทางทิศใต้ทันที เขาไม่อยากอยู่ใกล้สถานที่อัปมงคลแห่งนี้อีกแม้แต่วินาทีเดียว เมื่อไปถึงก็พบว่าศิษย์สำนักซู่ซันกำลังกวาดล้างปีศาจที่เหลืออย่างดุเดือด หลังจากนางพญาจิ้งจอกตายไป พวกสมุนกระจอกเหล่านี้ก็มิต่างจากใบไม้แห้งที่รอวันถูกเผาทำลาย
ชายหนุ่มเนียนแทรกตัวเข้าไปในกลุ่มคนพลางลงมือช่วย ‘เก็บงาน’ อย่างคล่องแคล่ว
“ศิษย์พี่เมิ่งฝาน! ท่านกลับมาแล้ว ในท้องพระโรงเป็นอย่างไรบ้าง ได้ของดีอะไรมาหรือไม่?”
หลี่เสวี่ยโหรวที่สังเกตเห็นเขา เดินเข้ามาทักทายด้วยสีหน้าที่คลายความกังวลลง แม้นางจะเชื่อมั่นในฝีมือของเขา แต่นางก็อดเป็นห่วงมิได้
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มบาง ๆ ตอบกลับอย่างราบเรียบ
“ในนั้นมีเพียงนางจิ้งจอกอสูรตนหนึ่ง ข้าจัดการสังหารมันไปเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็แค่กำจัดซากพวกนี้ให้สิ้นซาก ภารกิจของเราก็นับว่าเสร็จสมบูรณ์”