วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 96 บ่วงพันธนาการ... และวิถีแห่งมาร!
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 96 บ่วงพันธนาการ... และวิถีแห่งมาร!
บทที่ 96 บ่วงพันธนาการ... และวิถีแห่งมาร!
เมิ่งฝานเลือกที่จะเอ่ยถึงเพียงเหตุการณ์เบาบางเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
แม้ใบหน้าจะประดับด้วยรอยยิ้ม ทว่าหากสังเกตให้ดีจะพบว่าเป็นเพียงการปั้นแต่งขึ้นเพื่อตบตาเท่านั้น
เพราะลึก ๆ ในใจของเขายังคงสั่นไหวด้วยความหวาดหวั่นที่ยังมิจางหาย มิใช่หวาดหวั่นต่อฤทธาของนางจิ้งจอกอสูรตนนั้น แต่เป็นความพรั่นพรึงต่อสิ่งที่นอนสงบนิ่งอยู่ในโลงศพใต้ผืนธรณี
สัญชาตญาณร่ำร้องบอกเมิ่งฝานว่า ต่อให้เป็นยอดคนอย่างท่านผู้เฒ่าหลิน หากต้องเผชิญหน้ากับโลงศพเหล่านั้นก็อาจถึงขั้นต้องคุกเข่าสยบ
ชายหนุ่มพยายามสะกดกลั้นความฟุ้งซ่าน ปรับลมหายใจให้คงที่ ก่อนจะเข้าร่วมกับหลี่เสวี่ยโหรวเพื่อกวาดล้างเศษซากอสูรระดับต่ำที่เหลือ การเข่นฆ่าดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
เพียงครึ่งชั่วยามผ่านไป กองทัพอสูรก็ถูกถอนรากถอนโคนจนแทบสิ้นซาก
ทว่าชัยชนะในครานี้กลับต้องแลกมาด้วยหยาดเลือดและน้ำตา เมื่อศิษย์สำนักกระบี่ซู่ซันต้องสังเวยชีวิตในสนามรบไปกว่าสิบคน
นี่คือสัจธรรมที่มิอาจหลีกเลี่ยง เมื่อคู่ต่อสู้คืออสูรร้ายที่มีสัญชาตญาณฆ่าฟัน หาใช่เพียงสัตว์ป่าธรรมดา
หลังจากนั้น สถานการณ์ก็เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ภายใต้การบัญชาการของเหอฟางหยวน ศิษย์ที่เหลือเริ่มกระจายกำลังล้อมจับและปลิดชีพศัตรูที่หลบหนีไปตามซอกมุม
ในไม่ช้า ภารกิจกวาดล้างก็เสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ อสูรในพฤกษาแห่งนี้ถูกสังหารจนสิ้นซาก
ใบหน้าของเหล่ายอดฝีมือเริ่มปรากฏรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ พวกเขาต่างรู้สึกว่าภารกิจบรรลุเป้าหมาย และความดีความชอบในครานี้ย่อมมิหลุดลอยไปไหน!
ทว่า… หามีผู้ใดล่วงรู้ไม่ว่า พวกเขาเกือบจะต้องพบกับจุดจบอันสยดสยองกันถ้วนหน้า
หากเมิ่งฝานมิได้ลงมือเด็ดหัวนางพญาจิ้งจอกในท้องพระโรง ศิษย์ซู่ซันทุกคนย่อมมิต่างจากซากศพที่รอวันถูกฝัง ไม่มีทางรอดชีวิตออกไปได้แม้แต่เพียงผู้เดียว
ด้วยตบะของนางอสูรตนนั้น ช่างเข้มแข็งจนน่าใจหาย
แม้แต่ตัวเมิ่งฝานเองก็เกือบจะติดบ่วงเสน่หาจนเสียที
หากมิได้หงชี่ทุ่มเทพลังเข้าช่วยเหลือสุดกำลัง สถานการณ์คงพลิกผันจนยากจะแก้ไข!
อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมา เหตุการณ์ที่ผ่านมาถือเป็นเพียง ‘ความยุ่งยาก’ เท่านั้น
สำหรับเมิ่งฝานแล้ว มันยังห่างไกลจากคำว่า ‘อับจนหนทาง’
เพราะถึงแม้จะไม่มีหงชี่ช่วยปลดพันธนาการ เมิ่งฝานก็ยังซุกซ่อนไพ่ตายใบสุดท้ายเอาไว้สำรอง
ในช่วงเวลาที่ถูกนางอสูรสะกดร่ายกายไว้นั้น เขายังมีอีกหนึ่งวิถีที่จะดิ้นรนให้หลุดพ้นและสังหารนางได้ในพริบตา
นั่นคือ… การยอมจำนนต่อเจตจำนงแห่ง ‘กระบี่เจ็ดสูญมาร’ ด้วยตนเอง!
ไม่ว่าจะเป็นกระบี่เจ็ดสูญมาร, กระบวนท่าราตรีนิรันดร์ หรือแม้แต่กระบี่ไท่ซั่งไร้รัก เมิ่งฝานล้วนเคยสัมผัสและซึมซับแก่นแท้มาบ้างแล้ว ทว่าที่ผ่านมาเขาเพียงแค่ฝึกปรือผ่าน ๆ มิได้ถลำลึกเข้าไปในวังวนนั้นอย่างจริงจัง
เขาสามารถเข้าถึงได้เพียง ‘ท่วงทำนอง’ และ ‘พลังกระบี่’ เท่านั้น
ทว่าขั้นต่อไปที่รออยู่ คือการบรรลุ ‘จิตกระบี่’!
หากเป็น ‘กระบี่ไท่ซั่งไร้รัก’ การจะบรรลุถึงขั้นจิตกระบี่นั้นจำต้องตัดสายสัมพันธ์ทางโลกอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยการลงมือสังหารผู้ที่ตนรักที่สุด
เงื่อนไขที่อำมหิตผิดมนุษย์เช่นนี้ สำหรับเมิ่งฝานย่อมเป็นไปมิได้เลย นอกจากว่าในอนาคตเขาจะสามารถค้นพบ ‘ทางลัด’ อื่นที่มิต้องสละความเป็นคน
ทว่าสำหรับ ‘กระบี่เจ็ดสูญมาร’ นั้น ด้วยรากฐานทางศาสตร์กระบี่อันล้ำเลิศ เมิ่งฝานสามารถบรรลุจิตกระบี่สายนี้ได้อย่างง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ
แต่เมื่อใดที่เขาเหยียบย่างเข้าสู่จิตกระบี่แห่งเจ็ดสูญมาร เมิ่งฝานย่อมต้องตกสู่ก้นบึ้งแห่งความมืดมิดอย่างมิอาจเลี่ยง!
กระบวนท่าของจอมดาบมารผู้นั้น หาใช่สิ่งที่จะนำมาฝึกเล่น ๆ เพื่อความรื่นเริงได้ไม่!
‘ตกสู่ความมืดมน’
เพียงสี่พยางค์สั้น ๆ ทว่ากลับแฝงด้วยกลิ่นอายแห่งความหายนะอันน่าพรั่นพรึงอย่างที่สุด
ในห้วงวิกฤตกลางท้องพระโรงเมื่อครู่ หากหงชี่ไร้ซึ่งหนทางเยียวยา เมิ่งฝานย่อมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเปิดรับ ‘จิตกระบี่แห่งเจ็ดสูญมาร’ และยินยอมให้ตนเองถูกความมืดเข้าครอบงำวิญญาณ
จริงอยู่ว่าในสภาวะที่จิตใจตกสู่ห้วงมาร เมิ่งฝานย่อมสามารถสะบัดพันธนาการของนางอสูรให้หลุดพ้นและสังหารนางทิ้งได้ในชั่วพริบตา ทว่าผลกระทบที่ตามมาหลังจากนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาและอาจเป็นความพินาศที่ย้อนกลับมาทำลายตัวเขาเอง
ดังนั้น หากมิถึงคราวอับจนหนทางจริง ๆ เมิ่งฝานย่อมมิคิดที่จะก้าวลงสู่เส้นทางสายนั้นเด็ดขาด
ช่างโชคดียิ่งนักที่หงชี่นั้นพึ่งพาได้เสมอ จึงมิต้องบีบคั้นให้เมิ่งฝานต้องเดิมพันด้วยความเป็นคนในก้าวสุดท้าย!
“ศิษย์พี่เมิ่งฝาน ภารกิจที่สำนักมอบหมายมาก็สำเร็จลุล่วงแล้ว เช่นนี้พวกเราก็เตรียมตัวออกจากแดนอสูรกันได้เลยใช่หรือไม่?” เมื่อพายุแห่งการต่อสู้สงบลง หลี่เสวี่ยโหรวพลันเอ่ยถามด้วยความหวัง
เมิ่งฝานส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไม่ง่ายดายถึงเพียงนั้น เป้าหมายที่แท้จริงของสามสำนักใหญ่คือการกวาดล้างอสูรในแดนแห่งนี้ให้สิ้นซาก”
“แม้ว่าอสูรกลุ่มใหญ่ทั้งสามทิศจะถูกจัดการโดยแต่ละสำนักไปแล้ว แต่ในซอกหลืบของแดนอสูรย่อมยังมีกลุ่มอสูรเล็กอสูรน้อยที่กระจัดกระจายอยู่ พวกเราต้องไล่ล่ากวาดล้างพวกมันให้หมดสิ้น ซึ่งคงต้องกินเวลาอีกไม่น้อย ประเมินดูแล้วคงต้องรอจนกว่าจะใกล้ครบกำหนดเปิดปิดเขตแดน พวกเราจึงจะได้กลับออกไป”
ประตูมิติสู่แดนอสูรจะเปิดออกเป็นเวลาหนึ่งเดือน เมิ่งฝานคาดการณ์ว่าพวกเขาต้องติดอยู่ในดินแดนอัปมงคลแห่งนี้อย่างน้อยอีกยี่สิบวัน และถึงแม้จะใช้เวลาจนหยดสุดท้าย ทั้งสามสำนักก็คงมิอาจกำจัดปีศาจได้ครบทุกตัวในพื้นที่อันกว้างขวางสุดลูกหูลูกตานี้ ย่อมต้องมี ‘ปลาที่หลุดรอดจากตาข่าย’ อยู่บ้างเป็นธรรมดา
ทว่าพวกที่หลงเหลือเพียงหยิบมือนั้นย่อมมิใช่ปัญหาร้ายแรง สาเหตุที่สามสำนักกระบี่ร่วมมือกันบุกทะลวงแดนอสูรในครานี้ ก็เพื่อตัดรากถอนโคนพวกอสูรชั้นสูงที่มักแอบลอบออกไปก่อกรรมทำเข็ญในโลกมนุษย์ หากพวกตัวหัวหน้าถูกกำจัดจนสิ้น เหลือเพียงลูกสมุนไม่กี่ตัว พวกมันย่อมมิอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนใด ๆ ได้อีก
“หากเป็นเช่นนั้น หมายความว่าเรายังต้องอยู่ในแดนอสูรนี้อีกหลายวันน่ะสิ? ต้องคอยตามไล่ล่าพวกกุ้งฝอยปลาซิวที่หลบซ่อนอยู่ มันช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริง!” หลี่เสวี่ยโหรวบ่นอุบพร้อมทำท่าทางระเหี่ยใจ
หลังจากผ่านสมรภูมิใหญ่อันดุเดือดมา การต้องมาคอยวิ่งไล่จับอสูรกระจอกทีละตัวสองตัวนั้น ย่อมจืดชืดไร้รสชาติสำหรับนางจริง ๆ
“ไม่มีทางเลือกอื่นหรอก ในเมื่อเป็นภารกิจก็ถือเสียว่าเดินชมทิวทัศน์แปลกตาในแดนอสูรไปพลาง ๆ ก็แล้วกัน หากโชคดี บางทีเจ้าอาจจะได้พบสมุนไพรหายากหรือของวิเศษที่ซุกซ่อนอยู่ตามป่าเขาก็ได้” เมิ่งฝานเอ่ยปลอบใจนางอย่างไม่คิดอะไรมาก
ไม่นานนัก เหล่าศิษย์สำนักซู่ซันก็มารวมตัวกันอีกครั้งที่บริเวณชายป่า เมิ่งฝานและหลี่เสวี่ยโหรวได้พบกับหลิวเยียนผิงและเด็กน้อยทั้งสามคนที่นางคุ้มครองอยู่
เหอฟางหยวน ในฐานะผู้นำภารกิจในครั้งนี้ ก้าวออกมาเบื้องหน้าและประกาศต่อทุกคนด้วยน้ำเสียงอันทรงพลัง
“ขุมกำลังหลักของอสูรที่ยึดครองป่าแห่งนี้ ถูกพวกเราขจัดสิ้นจนหมดสิ้นแล้ว! บัดนี้ ภารกิจหลักของสำนักกระบี่ซู่ซันได้สำเร็จลุล่วงอย่างงดงาม!”
“นับจากนี้ ขอให้ทุกคนกระจายกำลังกันออกไป ค้นหาเหล่าอสูรที่แตกพ่ายและหลบซ่อนอยู่ในดินแดนแห่งนี้ พบเจอที่ใดให้สังหารให้สิ้นอย่าให้เหลือรอด”
เหอฟางหยวน ประกาศกร้าวต่อหน้าศิษย์ทุกคน “เมื่อใกล้ครบกำหนดหนึ่งเดือนตามที่นัดหมายไว้ ขอให้ทุกคนกลับมารวมตัวกันที่ปากทางเข้าแดนอสูรโดยพร้อมเพรียงกัน ส่วนตัวข้านั้น จะขอแรงสหายร่วมสำนักสักสองสามคน ช่วยกันนำร่างผู้ล่วงลับกลับคืนสู่มาตุภูมิ”
ใบไม้ร่วงย่อมถวิลหารากเหง้า เหล่าศิษย์สำนักกระบี่ซู่ซันที่ทิ้งชีวิตไว้ในแดนทมิฬแห่งนี้ ย่อมไม่สมควรถูกทิ้งร่างให้เดียวดายในดินแดนแปลกถิ่นอันสกปรกมัวหมอง
การตัดสินใจของเหอฟางหยวนในครานี้ได้รับความเลื่อมใสจากทุกคนโดยไร้ข้อกังขา อีกทั้งภารกิจกวาดล้างศัตรูที่เหลือรอดนั้นมิจำเป็นต้องเคลื่อนไหวเป็นกองทัพใหญ่ การกระจายตัวออกไปย่อมมีประสิทธิภาพในการค้นหาและปลิดชีพพวกมันได้ทั่วถึงกว่า
ยามนั้น หลิวเยียนผิง พลันพาเด็กน้อยทั้งสามคนเดินเข้าไปหาเหอฟางหยวน
“ศิษย์พี่เหอ เด็กทั้งสามคนนี้คือผู้บริสุทธิ์ที่พวกข้าช่วยออกมาจากเงื้อมมืออสูร ในเมื่อท่านจะล่วงหน้าออกจากแดนอสูรก่อน ข้าจึงอยากฝากฝังให้ท่านช่วยพาสมบัติตัวน้อยเหล่านี้ออกไปด้วยจะได้หรือไม่?”
เหอฟางหยวนก้มลงมองเด็กทั้งสามด้วยแววตาประหลาดใจกึ่งเวทนา เขาไม่คาดคิดเลยว่าในป่าลึกที่เต็มไปด้วยอสูรคลั่งเช่นนี้ จะยังมีเด็กที่รอดชีวิตจากการถูกลักพาตัวมาได้
เขากล่าวกับหลิวเยียนผิงด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“วางใจเถิดศิษย์น้องหลิว ข้าจะพาพวกเขาออกไปสู่ความปลอดภัยด้วยชีวิต และจะเร่งสืบหาครอบครัวเพื่อส่งพวกเขากลับคืนสู่อ้อมอกพ่อแม่ให้จงได้”
“ขอบคุณศิษย์พี่เหอมากจริง ๆ” หลิวเยียนผิงประสานมือคารวะด้วยความซาบซึ้ง
“มิเป็นไร นี่คือหน้าที่ที่ศิษย์ซู่ซันพึงกระทำอยู่แล้ว!” เหอฟางหยวนตอบรับอย่างจริงจัง
หลิวเยียนผิงเดินกลับมาหาเมิ่งฝานและหลี่เสวี่ยโหรวด้วยความโล่งอกอย่างยิ่ง ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มที่มิอาจซ่อนเร้น เมื่อภาระอันหนักอึ้งทั้งสามถูกยกออกไปจากบ่า อารมณ์ของนางก็ดูจะแจ่มใสขึ้นมาทันที
“เดิมทีข้ายังนึกกังวลว่าอาจต้องไหว้วานให้เจ้าเป็นคนพาสเด็ก ๆ ออกไปก่อน มิคาดว่าเหอฟางหยวนจะอาสาจัดการเรื่องนี้ให้เสียเอง” เมิ่งฝานกล่าวพลางยิ้มเย้ากับหลิวเยียนผิง
คำพูดของเขาหาใช่เรื่องล้อเล่น แต่เขาคิดเช่นนั้นจริง ๆ เพราะการจะพาเด็กเล็กถึงสามคนรอนแรมไปทั่วแดนอสูรที่เต็มไปด้วยอันตรายนั้น นับเป็นเรื่องที่ยากลำบากและเสี่ยงเกินไป
หลิวเยียนผิงพยักหน้าเห็นด้วย พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเลื่อมใส
“ศิษย์พี่เหอผู้นี้… ช่างเป็นคนดีน่านับถือโดยแท้!”