วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 98 มังกรเขียวน้อยจำนน สยบสิ้นด้วยอานุภาพกระบี่
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 98 มังกรเขียวน้อยจำนน สยบสิ้นด้วยอานุภาพกระบี่
บทที่ 98 มังกรเขียวน้อยจำนน สยบสิ้นด้วยอานุภาพกระบี่
“เจ้ามังกรน้อยนี่ช่างรู้ความเสียนี่กระไร ถึงกับรู้จักอ้อนวอนขอชีวิตด้วยตัวเองเชียว” หลิวเยียนผิงเห็นท่าทีสยบยอมของมันแล้วก็อดมิได้ที่จะเอ่ยขำ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ยามพวกนางเผชิญหน้ากับเหล่าอสูรพราย มักพบเจอแต่พวกที่ดุร้ายบ้าคลั่งหรือไม่ก็รนหาที่ตาย ทว่าอสูรที่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา รู้ทิศทางลม และรีบชิงขอชีวิตเองเช่นนี้ หลิวเยียนผิงเพิ่งเคยพบเห็นเป็นครั้งแรก นางจึงรู้สึกว่ามันช่างแปลกใหม่และน่าสนใจยิ่งนัก
แม้แต่บนใบหน้าของหลี่เสวี่ยโหรวก็ปรากฏแววประหลาดใจกึ่งขบขัน เพราะภาพอสูรกายระดับสูงหมอบกราบประจบสอพลอนั้น เป็นเรื่องที่หาดูได้ยากยิ่ง
เมิ่งฝานก้มลงเก็บดอกบัวที่ลอยมาหยุดแทบเท้าขึ้นมาพินิจพิจารณา แม้มั่นใจว่ามันคือสมบัติวิเศษแห่งปฐพี ทว่าเขากลับมิทราบสรรพคุณที่แน่ชัดของมัน
และปัญหาใหญ่ที่เขากังวลที่สุดก็คือ มันจะเหี่ยวเฉาหรือไม่?
ตามครรลองของพฤกษาสวรรค์ เมื่อถูกเด็ดออกมาแล้วมักมีเวลาจำกัดในการใช้ หากมิรีบดูดซับพลังหรือปรุงเป็นโอสถ ความขลังของมันย่อมมลายสิ้นไปตามกาลเวลา ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมิน้อย
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าดอกบัวนี้คือสิ่งใด มีสรรพคุณเช่นไรบ้าง?”
เมิ่งฝานหันไปถามสองดรุณี โดยเน้นไปที่หลิวเยียนผิงเป็นพิเศษ ด้วยนางเป็นถึงหลานสาวของผู้อาวุโสแห่งตำหนักโอสถ ตามหลักแล้วความรู้เรื่องสมุนไพรวิเศษย่อมต้องซึมซับเข้าสมองมาบ้าง
ทว่าผลลัพธ์กลับทำให้เมิ่งฝานต้องลอบถอนหายใจ เมื่อทั้งหลี่เสวี่ยโหรวและหลิวเยียนผิงต่างส่ายหน้าเป็นพัลวัน
ช่างเป็นทายาทที่ทำให้บรรพบุรุษต้องหลั่งน้ำตาโดยแท้ หลิวเยียนผิงผู้นี้คือต้นแบบของ ‘ศิษย์จอมขี้เกียจ’ อย่างชัดเจน! แม้นางจะเป็นนักเรียนหลังห้อง ทว่านางกลับเป็นประเภทที่มีอุปกรณ์การเรียนครบครันเหนือกว่าผู้ใด
“ข้ามี ‘ขวดหยกวิญญาณ’ อยู่ใบหนึ่ง มันเป็นของวิเศษสำหรับจัดเก็บสิ่งของ แม้พื้นที่ภายในจะมิกว้างขวางนัก แต่กลับเปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณเข้มข้นที่ช่วยรักษาความสดใหม่และคงสภาพวิเศษของตัวยาไว้ได้ เจ้าใส่ดอกบัวลงไปในนี้เถิด น่าจะช่วยยืดอายุของมันไว้ได้จนกว่าจะถึงสำนัก ข้าให้เจ้ายืมก่อน รอกลับถึงซู่ซันแล้วค่อยคืนข้าก็แล้วกัน”
ดวงตาของเมิ่งฝานพลันเปล่งประกายขึ้นมาทันที สมกับเป็นเศรษฐินีตัวน้อย นางถึงกับมี ‘ตู้เย็นวิเศษ’ ระดับสูงของโลกบำเพ็ญเพียรพกติดตัวเชียวหรือ!
เมิ่งฝานรับขวดหยกมาจากหลิวเยียนผิง นำดอกบัวบรรจุลงไปอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเก็บเข้าอกเสื้ออย่างคล่องแคล่วดุจเป็นของตนเองมาแต่เดิม
“พอกลับถึงสำนักซู่ซันแล้ว อย่าลืมคืนข้าด้วยล่ะ!” หลิวเยียนผิงเอ่ยย้ำอีกครั้งด้วยความหวงแหน
“วางใจเถอะ ข้ามิใช่คนประเภทชอบชักดาบของใคร” เมิ่งฝานยิ้มตอบอย่างอารมณ์ดี
ทว่าทันทีที่สิ้นคำ สายตาของเขาก็เบนกลับไปยังบึงน้ำสีเลือดเข้ม มังกรเขียวตนนั้นยังมิสิ้นใจ มันเพียงแค่บาดเจ็บ ทว่าสำหรับเมิ่งฝานแล้ว ในเมื่อลงมือไปแล้วเขาก็เขามิคิดจะเหลือพยานเอาไว้ให้ยุ่งยากภายหลัง ‘ถอนรากถอนโคน’ คือวิถีที่ปลอดภัยที่สุด!
เขาไม่มีวันใจอ่อนเพียงเพราะมันรู้จักอ้อนวอนขอชีวิต เมิ่งฝานกระชับกระบี่หงชี่ กวัดแกว่งเจตจำนงกระบี่กดดันลงสู่บึงน้ำอีกครา จนผิวน้ำกระเพื่อมไหวเป็นระลอกคลื่น
ชั่วอึดใจ มังกรเขียวก็ถูกบีบให้โผล่พ้นน้ำ ทว่าครานี้มันมิได้พุ่งเข้าใส่อย่างดุร้ายเหมือนก่อน แต่มันกลับค่อย ๆ คลานขึ้นฝั่งอย่างพินอบพิเทา ก่อนจะหมอบราบคาบแก้วอยู่แทบเท้าของเมิ่งฝาน
มันเงยหน้าขึ้นด้วยท่าทางที่พยายามจะให้ดู ‘น่าเอ็นดู’ ที่สุด พร้อมกับส่งยิ้มประหลาดพิกลมาให้ แม้รอยยิ้มของอสูรกายจะดูน่าขนพองสยองเกล้าอยู่บ้าง ทว่าเมิ่งฝานกลับอ่านเจตนาในแววตาของมันได้อย่างทะลุปรุโปร่ง มันกำลังประจบสอพลออย่างสุดชีวิตเพื่อวอนขอลมหายใจ!
นี่มัน…
โบราณว่าไว้มิให้ตีคนที่ยิ้มให้ แม้จะเป็นอสูรก็ตาม ท่าทีขี้ขลาดตาขาวถึงขีดสุดของมันทำให้เมิ่งฝานถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพบเจออสูรที่กลัวตายได้โล่ขนาดนี้ ทั้งที่บาดแผลจากกระบี่ของเขานั้นมิได้ฉกรรจ์ถึงชีวิตเสียด้วยซ้ำ!
มันช่างไร้ซึ่งศักดิ์ศรีแห่งเผ่าพันธุ์อสูรโดยสิ้นเชิง ทว่านั่นก็ทำให้เขาตระหนักได้ว่า มิต้องกล่าวถึงมนุษย์ แม้แต่อสูรก็มีนิสัยแตกต่างกันไป ในหมู่คนมีทั้งพวกขี้ขลาดเห็นแก่ตัวและวีรบุรุษผู้กล้า อสูรกายก็คงมิต่างกัน!
“เมิ่งฝาน เจ้ามังกรน้อยนี่รู้ความยิ่งนัก ดูท่าสติปัญญาจะสูงส่งไม่เบา เจ้ามิคิดจะรับมันไว้เป็นสัตว์เลี้ยงวิญญาณแก้เบื่อหรือ? สำนักซู่ซันของเราขึ้นชื่อเรื่องการปราบอสูร สานุศิษย์ไม่น้อยก็มักจะสยบพวกมันมาเป็นบริวารกันทั้งนั้น” หลิวเยียนผิงเอ่ยเสนอด้วยรอยยิ้มสดใส
ที่จริงนางเองก็นึกสนใจงูเขียวที่แสนรู้นี่อยู่เหมือนกัน ทว่าด้วยตบะของนางในยามนี้ยังมิต้องกล่าวถึงการสยบมัน แค่จะสู้กับมันให้ชนะยังเป็นเรื่องยาก นางจึงหวังจะให้เมิ่งฝานเป็นคนจัดการแทน
ทว่าเมิ่งฝานกลับส่ายหน้าพลางเอ่ยเสียงเรียบ
“เลี้ยงหมาป่าไว้ข้างตัว วันดีคืนดีมันอาจจะหันมาแว้งกัดข้าจน ‘ไข่สั่น’ ก็ได้ ข้ามิมีเวลาว่างมานั่งปวดใจกับเรื่องพรรค์นั้นหรอก”
ใบหน้าของหลิวเยียนผิงพลันแดงซ่านด้วยความอับอาย นางถ่มน้ำลายใส่เขาทีหนึ่งพลางแหวใส่
“ตาคนหยาบคาย!”
คำพูดพรรค์นั้นกล้าหลุดปากต่อหน้าสตรีได้อย่างไรกัน!
แม้แต่หลี่เสวี่ยโหรวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็พลอยหน้าแดงระเรื่อไปด้วย นางลอบถอนใจพลางนึกในใจว่าพี่ชายของตนผู้นี้ บางครั้งก็พูดจาขวานผ่าซากจนน่าตีนัก!
เมิ่งฝานหาได้แยแสต่อท่าทีขัดเขินของสองดรุณีไม่ เขาเยือกเย็นประดุจน้ำแข็งขณะชูกระบี่หงชี่ขึ้นสูง ตั้งมั่นจะปลิดชีพเจ้ามังกรเขียวตนนี้ให้จบสิ้นในดาบเดียว
ตามนิสัยของเขานั้นมักตัดไฟแต่ต้นลมเสมอ เรื่องราวอันใดที่สุ่มเสี่ยงจะนำความยุ่งยากมาให้ในภายหลัง การใช้คมดาบจัดการให้สิ้นซากนับเป็นวิธีที่เรียบง่ายและทรงประสิทธิภาพที่สุด
ทว่าเจ้ามังกรเขียวตนนี้กลับมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่สูงล้ำเกินกว่าที่เมิ่งฝานจะคาดคิด
ทันทีที่เห็นประกายกระบี่วาววับและรังสีฆ่าฟันที่มิมีทีท่าว่าจะปรานี มันก็ตระหนักได้ทันทีว่าความตายกำลังกวักมือเรียกอยู่ตรงหน้า ครั้นจะต่อสู้ขัดขืนก็มิต่างจากการเอาไข่ไปกระทบหิน สุดท้ายย่อมต้องมลายสิ้นมิผิดเพี้ยน
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย มันตัดสินใจใช้ไหวพริบเฮือกสุดท้ายบีบคั้นหาทางรอดเพียงหนึ่งเดียวจากหมื่นเส้นทางมรณะ!
ท่ามกลางคมกระบี่ที่กำลังจะฟาดฟันลงมา มังกรเขียวมิเพียงแต่มิคิดจะต่อต้านหรือหลบหนี แต่มันกลับอ้าปากคาย ‘ลูกแก้วอสูร’ ประจำกายออกมาอย่างสมัครใจ!
ลูกแก้วอสูรของเหล่าสัตว์อสูรนั้น หากจะเปรียบไปก็สำคัญดุจ ‘หยวนเสิน’ ของเหล่านักบำเพ็ญเพียร หรืออาจกล่าวได้ว่ามันคือที่สถิตแห่งดวงวิญญาณและตบะทั้งหมดของมัน
การที่อสูรตนหนึ่งยอมคายลูกแก้วประจำกายออกมาเช่นนี้ ย่อมหมายถึงการสวามิภักดิ์อย่างสิ้นเชิง มอบชีวิตและวิญญาณไว้ในเงื้อมมือของผู้อื่นโดยดุษฎี หากเมิ่งฝานเพียงแค่ตวัดกระบี่ฟันลูกแก้วนั้นให้แตกสลาย มังกรเขียวตนนี้ย่อมต้องดับสูญไปพร้อมกันอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง!
ต้องยอมรับว่า แม้อสูรตนนี้จะขี้ขลาดตาขาวเป็นที่สุด แต่มันกลับรู้จักเลือกหนทางได้อย่างชาญฉลาดและถูกกาลเทศะยิ่งนัก
ท่าทีศิโรราบถึงขั้นสูงสุดเช่นนี้ ทำให้เมิ่งฝานถึงกับชะงักกระบี่ในมือด้วยความรู้สึกที่พยากรณ์มิถูก โบราณว่าไว้มิให้ตีคนที่แย้มยิ้มให้ แล้วนับประสาอะไรกับผู้ที่หมอบกราบกรานจนหน้าผากโขกพื้นแทบหลั่งเลือดเช่นนี้?
“เมิ่งฝาน ข้าเคยได้ยินมาว่าหากสัตว์อสูรยอมคายลูกแก้วออกมาด้วยตนเอง นั่นคือการยอมจำนนเพื่อขอเป็นข้ารับใช้” หลิวเยียนผิงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“เพียงเจ้าหยดเลือดลงบนลูกแก้วนั้น อสูรตนนี้ก็จะกลายเป็นสัตว์เลี้ยงวิญญาณของเจ้าโดยสมบูรณ์ ชีวิตและความตายของมันจะขึ้นอยู่กับเจตจำนงของเจ้าเพียงชั่วความคิดเดียว ก่อนหน้านี้เจ้ากังวลเรื่องเลี้ยงหมาป่าแว้งกัด ทว่าหากมีพันธสัญญาเลือดนี้ควบคุมอยู่ เรื่องเช่นนั้นย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นเด็ดขาด!”
ผู้ที่เร่งเอ่ยให้ความกระจ่างยังคงเป็นหลิวเยียนผิง ส่วนหลี่เสวี่ยโหรวนั้นได้แต่ยืนนิ่งเงียบ แม้พลังฝึกปรือของนางจะสูงล้ำ ทว่าในด้านความรอบรู้และประสบการณ์โลก นางย่อมต้องยอมศิโรราบให้แก่หลิวเยียนผิง ผู้ซึ่งเติบโตมาในตระกูลใหญ่ที่มั่งคั่งด้วยตำราและภูมิปัญญา หาใช่สามัญชนจากหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงเช่นนางและเมิ่งฝาน
เมิ่งฝานพยักหน้าเบา ๆ “เรื่องนี้ข้าพอจะรู้แจ้งอยู่บ้าง ช่วงเวลาที่ข้าคลุกคลีอยู่ในหอพระคัมภีร์ซู่ซัน ข้าได้ผ่านตาตำราโบราณที่บันทึกเรื่องพันธสัญญาอสูรมามิใช่น้อย”
ชายหนุ่มลดกระบี่ลง สายตาหรี่มองลูกแก้วอสูรที่ลอยเด่นอยู่เบื้องหน้ามังกรเขียวที่กำลังหมอบนิ่งอย่างสั่นเทา ใจหนึ่งเขายังคงลังเล ว่าควรจะเก็บ ‘ข้ารับใช้’ ที่ขี้ขลาดถึงเพียงนี้ไว้ข้างกายดีหรือไม่