วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 97 สมบัติแห่งพสุธา... โลหิตย้อมบึงใส
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 97 สมบัติแห่งพสุธา... โลหิตย้อมบึงใส
บทที่ 97 สมบัติแห่งพสุธา… โลหิตย้อมบึงใส
เมิ่งฝานมิตระหนักรู้หรอกว่าศิษย์พี่เหอผู้นั้นจะเป็นคนดีดั่งคำสรรเสริญหรือไม่
ทว่าเขากลับรู้สึกว่าสายตาในการมองคนของหลิวเยียนผิงนั้นเข้าขั้นย่ำแย่เหลือทน
เพราะไม่ว่าจะเป็นเนี่ยปิงหรือเจียงผัวเยว่ ต่างก็ล้วนเป็นพวกหน้าเนื้อใจเสือ หาใช่ผู้ทรงธรรมอย่างที่นางเข้าใจไม่!
เมิ่งฝานมิได้ปริปากบอกหลิวเยียนผิงหรือหลี่เสวี่ยโหรวเรื่องโลงศพลึกลับที่เขาพบใต้ถุนวิหาร
และยิ่งมิคิดจะแพร่งพรายเรื่องที่เขาสังหารเนี่ยปิงจนร่างสลายกลายเป็นผุยผง
ด้วยรู้ดีว่าหลิวเยียนผิงนั้นเป็นพวก ‘ปากไม่มีหูรูด’ หากบอกนางไปก็มิต่างจากการหาเหาใส่หัว ส่วนหลี่เสวี่ยโหรวนั้น เขามิอยากให้จิตใจที่ใสซื่อของนางต้องขุ่นมัวหรือวิตกกังวลด้วยเรื่องคาวเลือดเกินจำเป็น
เหล่าศิษย์สำนักซู่ซันเริ่มทยอยแยกย้ายกันออกจากป่าใหญ่
บ้างก็ออกเดินทางเพียงลำพัง บ้างก็รวมกลุ่มกันสามถึงห้าคนเพื่อความปลอดภัย
ส่วนเมิ่งฝาน หลี่เสวี่ยโหรว และหลิวเยียนผิง ยังคงยึดถือพันธสัญญาเดิม ออกเดินทางร่วมกันทั้งสามคน
สามวันผ่านไป ทั้งสามก็ปรากฏตัวขึ้น ณ หุบเขาเร้นลับแห่งหนึ่ง
ตลอดสามวันที่ผ่านมา พวกเขาเดินทางไปอย่างไร้จุดหมายประหนึ่งการจาริกแสวงบุญ พบเจออสูรกายหลงเหลืออยู่เพียงประปราย และสังหารไปได้เพียงสิบสามตัวเท่านั้น
เป็นไปตามคาด… เมื่อพ้นจากอาณาเขตป่ามรณะ โอกาสที่จะพบเจออสูรกายก็น้อยลงอย่างยิ่ง
เมิ่งฝานแทบมิได้ขยับเขยื้อนศัสตราเลยแม้แต่น้อย อสูรกายทั้งสิบสามตัวนั้นล้วนปราชัยให้แก่คมกระบี่ของสองดรุณีข้างกาย
ด้วยอสูรระดับต่ำเช่นนี้ เขาย่อมคร้านจะลงมือ หากมิใช่อสูรชั้นสูงระดับเดียวกับพญางูขาว เมิ่งฝานย่อมรู้สึกว่าการชักกระบี่ออกมานั้นเป็นการสิ้นเปลืองแรงเปล่า!
“ศิษย์พี่เมิ่งฝาน! ท่านดูบึงน้ำข้างหน้านั่นซิ”
ท่ามกลางความเงียบสงัดของหุบเขา หลี่เสวี่ยโหรวพลันร้องเรียกพลางชี้ชวนให้ดูบางอย่าง
เมิ่งฝานทอดสายตาตามไป พบกับบึงน้ำนิ่งสงบที่มีแสงแดดตกกระทบผิวน้ำจนระยิบระยับดุจเกล็ดแก้ว
บนผิวน้ำนั้นมีใบบัวเขียวขจีเรียงรายเป็นระเบียบ ทว่าท่ามกลางหมู่มวลใบบัวกลับมีดอกบัวดอกหนึ่งชูช่อบานสะพรั่งอย่างโดดเดี่ยว
ดอกบัวนี้งอกเงยจากตมทว่ามิแปดเปื้อนราคี ผุดผ่องราวกับผ่านการชะล้างจากพิรุณสวรรค์ เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้แจ้งว่ามิใช่พฤกษาธรรมดา แต่มันคือ ‘สมบัติล้ำค่าแห่งฟ้าดิน’ โดยแท้!
“ดอกบัวดอกนี้.ช่างเป็นของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง!” ดวงตาของเมิ่งฝานเป็นประกายวาบขึ้นมาทันที
หาใช่เพียงเขาเท่านั้น แม้แต่หลิวเยียนผิงและหลี่เสวี่ยโหรวต่างก็รู้ซึ้งถึงมูลค่าของมันโดยมิต้องมีใครบอก
“เมิ่งฝาน เจ้าสังเกตที่ก้นบึ้งนั่นสิ มีเงามืดก้อนมหึมาหมอบนิ่งอยู่ ดูเหมือนจะมีอสูรกายบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ใต้น้ำ” หลิวเยียนผิงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงระแวดระวังเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติ
เมิ่งฝานพยักหน้าช้า ๆ “รอบข้างสมบัติวิเศษมักมีอสูรพิทักษ์ปกป้องเสมอ นั่นเป็นเรื่องปกติของโลกใบนี้… และภารกิจของพวกเรามิใช่การกวาดล้างอสูรหรอกหรือ?”
หากมองในมุมของอสูร เมิ่งฝานย่อมมิพ้นเป็นพวก ‘ฆ่าคนชิงสมบัติ’
ด้วยดอกบัวนี้ถูกมันเฝ้าแหนปกป้องมาเนิ่นนาน ย่อมสมควรเป็นเจ้าของโดยธรรมชอบ
ทว่าในวิถีแห่งโลกที่ผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่ มนุษย์สังหารอสูรย่อมเป็นครรลองธรรมชาติ
เฉกเช่นเดียวกับที่อสูรกินมนุษย์เป็นอาหาร ย่อมไม่มีความผิดหรือความชอบธรรมใด ๆ มาตัดสิน นอกจากอำนาจที่เหนือกว่าเท่านั้น!
เมื่อเมิ่งฝานตัดสินใจ ‘ฆ่าอสูรชิงสมบัติ’ เขาก็ลงมืออย่างเด็ดขาดโดยไร้ซึ่งความลังเลหรือภาระทางจิตใจแม้แต่น้อย
“ศิษย์พี่หลี่ คราก่อนเป็นท่านที่สำแดงฝีมือ คราวนี้ถึงทีข้าบ้างแล้ว!” หลิวเยียนผิงเอ่ยกลั้วยิ้มพลางหันไปหาหลี่เสวี่ยโหรว หลังจากร่วมเป็นร่วมตายกันมาหลายวัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็สนิทสนมกันจนความประหม่าที่เคยมีมลายสิ้น
หลี่เสวี่ยโหรวพยักหน้ารับ “วางใจเถิด ในเมื่อตกลงกันไว้แล้วว่าคนละครา ข้าย่อมมิแย่งชิงวาสนาของเจ้า”
หลิวเยียนผิงรับคำอย่างกระตือรือร้นและเตรียมจะมุ่งหน้าไปยังบึงน้ำ ทว่ามือหนาของเมิ่งฝานกลับยื่นมาคว้าไหล่นางไว้เสียก่อน “ที่น้องเสวี่ยโหรวยอมให้เจ้านั้น ข้ายัังมิได้ยินยอมเลยนะ”
หลิวเยียนผิงชะงักฝีเท้า หันมามองเมิ่งฝานด้วยความฉงน “มิใช่ว่าเจ้าคร้านจะลงมือหรอกหรือ? เหตุใดจึงมานึกอยากแย่งชิงกับพวกข้าเล่า?”
เมิ่งฝานส่ายหน้าพลางเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าไม่อยากลงมือก็จริง แต่จะให้ข้านิ่งดูดายมองเจ้าไปรนหาที่ตาย ข้าทำมิลงจริง ๆ”
คิ้วของหลิวเยียนผิงขมวดมุ่น ความรู้สึกแรกคือนึกอยากจะโต้แย้งด้วยความไม่พอใจที่ถูกมองข้ามฝีมือ ทว่าด้วยความเชื่อมั่นที่มีต่อเมิ่งฝาน นางจึงสะกดกลั้นอารมณ์นั้นไว้ เพราะนางรู้ดีว่าคนอย่างเขาไม่มีวันล้อเล่นกับเรื่องความเป็นความตายเช่นนี้
หากเมิ่งฝานเอ่ยปาก แสดงว่านางย่อมมิใช่คู่มือของอสูรใต้น้ำตัวนั้นจริง ๆ!
“ตัดคำว่า ‘คิดว่า’ ออกไปได้เลย หลิวเยียนผิงเจ้าสู้มันมิได้หรอก” เมิ่งฝานกล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ก่อนจะเดินผ่านนางมุ่งหน้าสู่ริมบึง
แคร่ก!
กระบี่หงชี่ถูกชักออกจากฝัก เจตจำนงกระบี่สายหนึ่งพลันแผ่ซ่านออกมาในอากาศ เมิ่งฝานตวัดมือเบา ๆ ในท่วงท่า ‘กระบี่มา’ ออร่ากระบี่พลันพุ่งวาบไปตัดก้านบัวอย่างแม่นยำ ก่อนจะโอบอุ้มชูดอกบัวงามให้ลอยล่องกลับมาหาเขาดุจมีชีวิต
หลี่เสวี่ยโหรวและหลิวเยียนผิงยืนตะลึงลาน แม้จะรู้ว่าเมิ่งฝานเก่งกาจเพียงใด แต่ภาพที่เห็นยามนี้ช่างน่าสะพรึงนัก ภายใต้พันธนาการที่พลังฝึกปรือถูกปิดผนึกจนสิ้น เขายังสามารถควบคุมเจตจำนงกระบี่ให้ประณีตและพลิ้วไหวถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ต่อให้พวกนางมีพลังสมบูรณ์พร้อม ก็ยังมิอาจร่ายรำกระบี่ได้สวยงามและทรงพลังเท่านี้เลย!
“เมิ่งฝาน เขาแทบจะเทียบชั้นได้กับศิษย์พี่กวง รุ่นเยาว์ที่เก่งที่สุดของซู่ซันแล้ว!” หลิวเยียนผิงพึมพำด้วยความเคารพเลื่อมใส
ศิษย์พี่กวง… กวงเทียนโหยว!
นามที่เป็นดั่งตำนานในหมู่ศิษย์รุ่นหลังของซู่ซัน ทว่าน่าเสียดายที่…
ตูม!!!
ในขณะที่ทั้งสองกำลังตกอยู่ในภวังค์ บึงน้ำพลันระเบิดออกอย่างรุนแรง มังกรน้ำสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าสั่นสะเทือนไปทั่วหุบเขา แรงกดดันมหาศาลกระแทกเข้ากับออร่ากระบี่ของเมิ่งฝานจนแตกกระจาย ส่งผลให้ดอกบัวที่กำลังลอยมานั้นร่วงหล่นกลับสู่บึงน้ำอีกครั้ง!
เสี้ยววินาทีต่อมา ร่างของมังกรน้ำสีเขียวขจีขนาดสี่เมตรพุ่งทะยานฝ่าน้ำขึ้นมาหมายจะปลิดชีพเมิ่งฝาน แม้ขนาดของมันจะเล็กกว่าพญางูขาวที่ป่ามรณะ ทว่ากลิ่นอายสังหารกลับดุดันและเข้มข้นกว่าหลายเท่าตัวนัก
“พวกเจ้าถอยไปให้พ่าง!” เมิ่งฝานตวาดลั่น พร้อมกับตวัดกระบี่หงชี่ฟันสวนกลับไปทันที
ฟันสยบอสูร!
ผ่าขุนเขา!
สายฟ้าฟาด!
สามสภาวะคุกคามรวมเป็นหนึ่ง! ท่าไม้ตายเดียวกับที่เคยสังหารพญางูขาวถูกสำแดงออกมาอีกครั้งอย่างเยือกเย็น
พญามังกรเขียวตนนี้อาจจะแกร่งกว่างูขาวอยู่บ้าง แต่ขนาดนางอสูรจิ้งจอกกึ่งราชาข้ายังสังหารมาแล้ว จะมาพรั่นพรึงอะไรกับงูสี่ขาตัวนี้
ฉัวะ!
กระบี่หงชี่กรีดผ่านเนื้อหนัง คมดาบอาบชโลมด้วยโลหิตอสูร เมิ่งฝานยืนสงบนิ่งดั่งขุนเขา ในขณะที่มังกรเขียวส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดก่อนจะร่วงหล่นกลับลงสู่บึงน้ำ ภายในพริบตา น้ำที่เคยใสสะอาดก็ถูกเลือดย้อมจนเป็นสีแดงฉาน
ดอกบัวที่ลอยเด่นกลางบึงโลหิตยามนี้ มิได้ดูบริสุทธิ์นวลตาเหมือนก่อน ทว่ามันกลับดูงดงามอย่างฉูดฉาดและเย้ายวนภายใต้แสงสะท้อนของสีเลือดที่เจิ่งนอง
ทันใดนั้นดอกบัวพลันลอยเหนือผิวน้ำขึ้นมาเองโดยที่เมิ่งฝานมิได้ลงมือ มันค่อย ๆ เคลื่อนมาหยุดอยู่แทบเท้าของชายหนุ่ม คราวนี้มิใช่อานุภาพกระบี่ที่ดึงดูดมันมา ทว่าเป็นมังกรน้ำเขียวที่จำนนต่อพลัง ยอมส่งมอบสมบัติล้ำค่าให้ด้วยตัวเองเพื่อเป็นการขอขมา
มันยอมชดใช้สมบัติเพื่อวอนขอชีวิต!