วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 13: หลี่เทียนเฮ่อหลบหนี และการชดเชยจากสมาคมนักสู้!
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 13: หลี่เทียนเฮ่อหลบหนี และการชดเชยจากสมาคมนักสู้!
รูม่านตาของซูอวี่หดเกร็งวูบ
บุคคลระดับบิ๊กเบิ้มงั้นเหรอ?
แววตาของเขาฉายประกายสงสัยออกมาอย่างปิดไม่มิด
ตอนนั้นเอง หลิวขวงก็เอ่ยถามขึ้น “เธอรู้จักการสอบเข้ามหาวิทยาลัยใช่ไหมล่ะ?”
ซูอวี่พยักหน้ารับ การสอบเข้ามหาวิทยาลัย… ใครบ้างล่ะจะไม่รู้จัก? เรียกได้ว่าการสอบเกาเข่าคืองานสอบสุดหฤโหด และยิ่งใหญ่ที่สุดของต้าเซี่ยในทุกๆ ปีเลยก็ว่าได้!
อัจฉริยะนับไม่ถ้วนต่างขับเคี่ยวกันฝ่าด่านหฤโหดนี้ เพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในการเข้าร่วมสถาบันยุทธ์ และก้าวขึ้นเป็นยอดฝีมือระดับท็อปของต้าเซี่ย
ว่ากันว่า แม้แต่ตัวตนระดับสูงสุดของต้าเซี่ยในยุคปัจจุบัน ล้วนก้าวออกมาจากสถาบันยุทธ์ทั้งสิ้น!
นี่คือข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า สถาบันยุทธ์มีแรงดึงดูดต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์มหาศาลขนาดไหน
ทว่าเส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากต้องการเข้าร่วมสถาบันยุทธ์ จำเป็นต้องผ่านการสอบเกาเข่าให้ได้เสียก่อน มีเพียงหัวกะทิที่ทำคะแนนสอบได้ยอดเยี่ยมเท่านั้น ถึงจะมีคุณสมบัติก้าวผ่านประตูสถาบันยุทธ์ได้
หลิวขวงอธิบายต่อ “การสอบเข้ามหาวิทยาลัยถือเป็นโอกาสเพียงหนึ่งเดียวที่สถาบันยุทธ์จะคัดเลือกบุคลากร และเพื่อการนี้ ทางสมาคมนักสู้เองก็เตรียมการเอาไว้อย่างเพียบพร้อมเช่นกัน”
“เตรียมการ?” ซูอวี่ยิ่งงุนงงหนักเข้าไปอีก การสอบเข้ามหาวิทยาลัยมันไปเกี่ยวอะไรกับสมาคมนักสู้ด้วยล่ะ?
ราวกับสัมผัสได้ถึงความสงสัยของเด็กหนุ่ม หลิวขวงคลี่ยิ้มบาง
“มองเผินๆ การสอบเกาเข่าอาจดูเหมือนเป็นแค่เวทีคัดเลือกคนของสถาบันยุทธ์ แต่สำหรับสมาคมนักสู้แล้ว… มันก็ถือเป็นบททดสอบด้วยเช่นกัน”
“สมาคมนักสู้มีหน้าที่อะไร เธอเองก็น่าจะรู้ดีใช่ไหมล่ะ?”
ซูอวี่พยักหน้าพลางตอบ “สมาคมนักสู้คือศูนย์รวมนักสู้ทั้งหมดของมนุษยชาติ ได้รับการคุ้มครองจากยอดฝีมือระดับท็อป และเป็นปราการด่านหน้าในการต่อกรกับหมื่นเผ่าพันธุ์ครับ!”
หลิวขวงหัวเราะร่วน “ถูกต้อง! สมาคมนักสู้เปิดรับนักสู้ทุกคนของต้าเซี่ยโดยไม่แบ่งแยกชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นคนของสถาบันยุทธ์ หรือแม้แต่นักสู้ระดับนายพลจากกองทัพ ล้วนมีสถานะเป็นสมาชิกของสมาคมนักสู้พ่วงอยู่ด้วยทั้งสิ้น”
“ขุมกำลังระดับท็อปของมนุษยชาติในปัจจุบันหนีไม่พ้นสามขั้วมหาอำนาจ… กองทัพรับศึกภายนอก สมาคมนักสู้ดูแลภายใน และสถาบันยุทธ์ทำหน้าที่ขัดเกลา ทั้งสามองค์กรนี้หลอมรวมกันจนกลายเป็นระบบนิเวศนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุด”
“ดังนั้น การสอบเข้ามหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่แค่การเฟ้นหาบุคลากรของสถาบันยุทธ์ แต่มันคือ ‘การประเมินผลงาน’ ของสมาคมนักสู้แต่ละพื้นที่ด้วย ยิ่งสาขาไหนปั้นอัจฉริยะออกมาได้มากเท่าไหร่ ทรัพยากรสนับสนุนที่สาขานั้นจะได้รับก็ยิ่งมหาศาลตามไปด้วย!”
“ด้วยเหตุนี้…” หลิวขวงสูดลมหายใจเข้าลึก สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง
“เมืองเหิงเฉิงของเราเป็นเพียงสาขาย่อยภายใต้การดูแลของสมาคมนักสู้แห่งมณฑลเจียงหนาน อัจฉริยะที่แจ้งเกิดจากเมืองเหิงเฉิง จะถูกนับรวมเป็นผลงานการประเมินของมณฑลเจียงหนานด้วยเช่นกัน”
“และในทุกๆ ปี เพื่อติวเข้มให้อัจฉริยะเหล่านี้ทำคะแนนสอบได้ทะลุเพดาน สมาคมนักสู้แห่งมณฑลเจียงหนานจึงได้จัดตั้งการฝึกพิเศษลับๆ ที่มีชื่อว่า… ค่ายอัจฉริยะ!”
“ค่ายอัจฉริยะ?” เพียงได้ยินชื่อนี้ ซูอวี่ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความไม่ธรรมดาที่แฝงอยู่
ลมหายใจของเด็กหนุ่มเริ่มร้อนผ่าว “ถ้าอย่างนั้น บุคคลระดับบิ๊กเบิ้มที่ท่านรองประธานพูดถึงก็คือ…”
หลิวขวงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มกว้าง “ถูกต้อง! บิ๊กเบิ้มท่านนั้นคือครูฝึกจากค่ายอัจฉริยะ อีกไม่กี่วันเขาจะเดินทางมาที่เมืองเหิงเฉิงเพื่อทดสอบเธอด้วยตัวเอง หากผ่านเกณฑ์ เธอจะได้โควตาเข้าค่ายอัจฉริยะทันที! และเมื่อถึงเวลานั้น… ทั้งทรัพยากรล้ำค่าและเคล็ดวิชาบ่มเพาะระดับสูง จะถูกเปิดคลังประเคนให้เธอแบบไม่อั้น!”
ตาของซูอวี่เบิกกว้างเป็นประกาย การดูแลระดับวีไอพีประเคนทรัพยากรให้ไม่อั้นขนาดนี้…
หากเอามันมาคอมโบเข้ากับ ‘ช่องสังเคราะห์’ ของฉันล่ะก็… เลเวลพลังของฉันจะไม่พุ่งทะยานเป็นจรวดทะลุฟ้าเลยงั้นรึ!?
ยิ่งคิด เลือดในกายของซูอวี่ก็ยิ่งสูบฉีดด้วยความตื่นเต้นรอคอย
หลังจากนั้น เขาก็ซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับครูฝึกท่านนั้นและข้อมูลของค่ายอัจฉริยะกับหลิวขวงอีกพักใหญ่
ราวสองชั่วโมงให้หลัง โจวเหวินก็ผลักประตูพรวดเข้ามาในห้องทำงานของหลิวขวง ทว่าสีหน้าของเขาในเวลานี้กลับมืดทะมึนย่ำแย่จนถึงขีดสุด
หลิวขวงขมวดคิ้วแน่น เอ่ยถามเสียงเข้มทันที “เกิดอะไรขึ้น?”
โจวเหวินกัดฟันกรอด รายงานด้วยความคับแค้นใจ “ท่านรองประธาน เป็นความบกพร่องของผมเองครับ! ตอนที่พวกเรานำกำลังบุกไปถึงสำนักงานใหญ่กลุ่มธุรกิจตระกูลหลี่ ไอ้หลี่เทียนเฮ่อมันชิงไหวตัวทันและหลบหนีไปก่อนแล้ว! ตอนนี้พวกเราควบคุมตัวบุคลากรทั้งหมดของมันเอาไว้ พร้อมกับสั่งล็อกประตูปิดเมืองเรียบร้อย ตราบใดที่ไอ้หลี่เทียนเฮ่อกล้าโผล่หัวออกมา ผมรับรองว่าจะลากคอมันมาสับเป็นชิ้นๆ ให้ได้ครับ!”
หลิวขวงจ้องมองโจวเหวินด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าแววตาคมกริบกลับแผ่แรงกดดันมหาศาลจนโจวเหวินแทบหายใจไม่ออก
ไม่กี่อึดใจต่อมา หลิวขวงก็แค่นเสียงหัวเราะหยันเยียบเย็น
“ฉันประเมินประธานกลุ่มธุรกิจตระกูลหลี่ต่ำไปสินะ คิดไม่ถึงเลยว่าจะเตรียมทางหนีทีไล่ไว้รอบคอบขนาดนี้ มิน่าล่ะ… มันถึงได้กล้าเหยียบย่ำกฎของสมาคมนักสู้ แล้ว กล้าส่งคนไปลอบสังหารนักสู้แบบโต้งๆ!”
“ยกเลิกคำสั่งปิดเมืองซะ ในเมื่อไอ้หลี่เทียนเฮ่อเตรียมหมากตานี้ไว้ตั้งแต่แรก ป่านนี้มันคงเผ่นแน่บออกนอกเมืองไปตั้งนานแล้ว ดีไม่ดีตอนนี้อาจจะกำลังนั่งจิบไวน์เสวยสุขอยู่ที่ไหนสักแห่ง”
“ถ่ายทอดคำสั่งลงไป… ออกหมายจับหลี่เทียนเฮ่อระดับสูงสุดทั่วประเทศ!”
หลิวขวงสั่งการเฉียบขาดดุดันดุจสายฟ้าฟาด จากนั้นจึงถอนหายใจยาว หันมามอง ซูอวี่ด้วยแววตารู้สึกผิด “คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าไอ้จิ้งจอกเฒ่านั่นจะมุดรูหนีไปได้ เอาแบบนี้ก็แล้วกัน… เรื่องนี้ถือเป็นความหละหลวมของสมาคมนักสู้เอง เดี๋ยวฉันจะให้คนเบิก ‘โอสถชำระกาย’ สิบเม็ดมาให้เธอ ถือซะว่าเป็นการชดเชยทำขวัญสำหรับเรื่องในครั้งนี้ก็แล้วกัน”
โอสถชำระกายสิบเม็ด!!
ตาของซูอวี่ลุกวาวสว่างจ้า!
ถ้ามีตั้งสิบเม็ด… ฉันก็สามารถเอามันไปคราฟต์เป็นโอสถที่ระดับสูงกว่า ‘โอสถชำระกระดูก’ ได้สบายๆ เลยน่ะสิ!?
ยิ่งไปกว่านั้น… เผลอๆ อาจจะช่วยปั่นเกจลุ้นไอเทมแรร์ชิ้นนั้นให้เต็มหลอดได้เลยด้วยซ้ำ!
หลังจากกล่าวขอบคุณหลิวขวงยกใหญ่และรับของชดเชยมาเป็นที่เรียบร้อย ซูอวี่ก็บึ่งตรงกลับมายังห้องเช่าซอมซ่อของตัวเองทันที
เมื่อมองโอสถชำระกายทั้งสิบเม็ดที่อัดแน่นอยู่ในกล่อง ซูอวี่ก็อดไม่ได้ที่จะแลบลิ้นเลียริมฝีปากด้วยความหิวกระหาย
เขากดเปิดหน้าต่างระบบช่องสังเคราะห์ ก่อนจะโยนโอสถชำระกายทั้งหมดลงไปแบบไม่ลังเล
พริบตาต่อมา โอสถชำระกระดูกจำนวนห้าเม็ดที่ทอประกายแวววาวก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา!
“โอสถชำระกระดูกห้าเม็ด… ขอเวลาฉันบ่มเพาะสักสองสามวัน แบบนี้ก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปราณโลหิตขั้นปลาย อัปค่าปราณโลหิตไปแตะ 8 แต้มได้ชิลๆ เลยนี่หว่า!”
“แล้วถ้า… ฉันเอามันไปสังเคราะห์ต่อล่ะ?”
ความคาดหวังในใจของซูอวี่พุ่งทะยานทะลุปรอท!
เขาจับโอสถชำระกระดูกสองเม็ดโยนกลับเข้าไปในช่องคราฟต์ แล้วกดยืนยันการ ‘สังเคราะห์’ ทันที!
วิ้ง! แสงสีขาวสว่างเจิดจ้าสาดส่องออกมาจนแสบตา
เมื่อแสงจางลง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือโอสถเม็ดหนึ่งที่ขาวเนียนบริสุทธิ์ราวกับหยกมันแกว นอนสงบนิ่งอยู่ในช่องสังเคราะห์
พร้อมกับหน้าต่างข้อความระบบที่เด้งพรวดขึ้นมาตรงหน้า!
[**แจ้งเตือน: สังเคราะห์สำเร็จ! โฮสต์ได้รับ <โอสถหลอมไขกระดูก> ระดับ 5**]
[**คุณสมบัติ: เมื่อรับประทาน จะสามารถยกระดับปราณโลหิตเพิ่มขึ้น 3 แต้มได้แบบ 100%!**]
[**ผลข้างเคียง: ร่างกายรองรับได้เพียงหนึ่งเม็ดในทุกๆ 5 วันเท่านั้น!**]
โอสถระดับ 5!! แววตาของซูอวี่เปล่งประกายเจิดจ้าดุจแสงตะวัน!
“น่าเสียดายแฮะที่ห้าวันยัดได้แค่เม็ดเดียว… แต่ก็นะ การเพิ่มปราณโลหิตขึ้น 3 แต้มแบบการันตีร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็โกงพอๆ กับการบัฟพลังทะลวงขอบเขตย่อยแบบก้าวกระโดดได้เลยนี่หว่า!”
ในขอบเขตปราณโลหิต… ค่าปราณ 1-3 แต้มคือขั้นต้น, 4-6 แต้มคือขั้นกลาง, 7-9 แต้มคือขั้นปลาย และเมื่อใดก็ตามที่ค่าปราณโลหิตพุ่งไปแตะ 10 แต้ม… นั่นแหละคือการเหยียบย่างเข้าสู่ ‘ขอบเขตหลอมโลหิต’ อย่างแท้จริง!
ไม่รอช้า ซูอวี่จับโอสถที่เหลือโยนลงไป คราฟต์โอสถหลอมไขกระดูกออกมาเพิ่มอีกหนึ่งเม็ดทันที!
“โอสถหลอมไขกระดูกสองเม็ด บวกโอสถชำระกระดูกอีกหนึ่งเม็ด… ถ้าฉันกะจังหวะการกินยาดีๆ ภายในครึ่งเดือน… ฉันอาจจะทะลวงขึ้นไปตบหน้าระดับขอบเขตหลอมโลหิตได้เลยด้วยซ้ำ!”
ซูอวี่กำหมัดแน่น ตื่นเต้นจนเลือดลมเดือดพล่าน ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง… เสียงแจ้งเตือนอันเย็นเยียบไร้อารมณ์ดุจเครื่องจักร ก็ดังก้องกังวานขึ้นในหัวของเขา!
[**ติ๊ง! แจ้งเตือน: เกจค่าความโชคดีสะสมถึงเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว… โฮสต์ต้องการทำการ ‘สกัด’ ไอเทมระดับแรร์หรือไม่?!**]
ค่าความโชคดีเต็มแล้วงั้นเหรอ?! หรือว่า…
ความปีติยินดีอย่างบ้าคลั่งระเบิดตู้มขึ้นในใจของซูอวี่! เขารีบสับนิ้วกดเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา หมายมั่นปั้นมือจะเบิกตาดูให้เห็นกับตาว่า… ไอเทมโคตรแรร์ชิ้นแรกในชีวิตของเขา มันจะเป็นของวิเศษทวนฟ้าหักสวรรค์ระดับไหนกันแน่!!