วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 132 ทั่วทั้งสนามเงียบกริบดุจป่าช้า! คะแนนที่ได้คือ….!!
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 132 ทั่วทั้งสนามเงียบกริบดุจป่าช้า! คะแนนที่ได้คือ….!!
กายาทองคำไร้มลทินระดับสอง พรสวรรค์สีแดง!
ชั่วพริบตา ผู้ชมนับไม่ถ้วนต่างระเบิดเสียงเชียร์กู่ร้องดังกึกก้อง
“สัตว์ประหลาดเกินไปแล้วเว้ย! ไม่เสียทีที่เป็นถึงลูกชายของหนานหวัง นี่มันความหวังของภูมิภาคใต้พวกเราชัดๆ!”
“จริงด้วย! ด้วยคะแนนระดับนี้ ต่อให้เอาไปวัดผลในการสอบเกาเข่าระดับประเทศ ก็พุ่งทะยานติดสิบอันดับแรกได้สบายๆ!”
“สมกับเป็นอัจฉริยะระดับสัตว์ประหลาดจากภูมิภาคใต้ของพวกเรา พรสวรรค์ระดับนี้มากพอจะเอาไปเทียบชั้นกับยอดฝีมือขอบเขตราชันรุ่นเยาว์ได้เลยนะนั่น!”
คลื่นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่มระลอกแล้วระลอกเล่า
“คอยดูเถอะ หนานโส่วเหรินจะกวาดคะแนนไปได้สักเท่าไหร่กัน?”
“ระดับนี้ยังไงก็ต้องมีสักหนึ่งร้อยแปดสิบคะแนนล่ะวะ!”
“พูดยากนะ กายาทองคำไร้มลทินระดับสองน่าจะฟาดไปสักเก้าสิบสี่คะแนน ส่วนพรสวรรค์สีแดงก็น่าจะอยู่ราวๆ แปดสิบถึงเก้าสิบ ต้องมาลุ้นกันว่าพรสวรรค์ของหนานโส่วเหรินจะอยู่ในเกณฑ์ไหนของระดับสีแดง”
“ถูกต้อง พรสวรรค์สีแดงก็มีทั้งสูงต่ำปะปนกันไป แต่ในเมื่อหนานโส่วเหรินเป็นถึงทายาทของหนานหวัง ต่อให้อยู่ในระดับสีแดง มันก็ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน”
ฝูงชนจ้องหน้าจอเขม็งด้วยความคาดหวัง ทันใดนั้น บนหน้าจอของหนานโส่วเหรินก็ปรากฏตัวเลขสถิติเด้งขึ้นมา
หนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้าคะแนน!
“หึ้ย… ขาดอีกแค่นิดเดียวก็จะแตะร้อยแปดสิบอยู่แล้วเชียว! แต่ได้มาหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้าคะแนนก็ถือว่าสุดยอดมากนะ ถ้าอิงสถิติปีก่อนๆ คนที่ทำได้เกินร้อยแปดสิบขึ้นไป อย่างต่ำๆ ก็ต้องติดหนึ่งในห้าแล้ว”
“สมกับเป็นลูกชายของหนานหวังจริงๆ!”
เมื่อเห็นคะแนนของหนานโส่วเหริน ผู้ชมชาวเมืองเจิ้นหนานจำนวนไม่น้อยต่างเอ่ยปากชื่นชมไม่ขาดสาย
ตัดภาพมาที่ภายในสมาคมนักสู้
เหยียนอู่หัวเราะร่วน เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “โส่วเหรินไม่เสียทีที่เป็นบุตรของหนานหวัง พรสวรรค์ล้ำเลิศปานนี้ สู้มาเข้าสถาบันจิงอู่ของเราไม่ดีกว่ารึ!”
ทว่าทันทีที่คำพูดหลุดออกจากปาก ผู้รับผิดชอบคนอื่นๆ ก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชาขัดคอทันที
“เหอะ สถาบันจิงอู่ของพวกแกมันนับเป็นตัวอะไรวะ? สู้มาเข้าสถาบันหมัวตู้ของฉันจะดีกว่า!” ชายวัยกลางคนร่างท้วมแค่นเสียงเย็น
ชายคนนี้คือจวงเฉียง ผู้รับผิดชอบจากสถาบันหมัวตู้ ทั้งยังเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตปรมาจารย์สุริยัน!
“สถาบันหมัวตู้แข็งแกร่งนักหรือไง? โรงเรียนทหารที่หนึ่งของฉันเป็นสามอันดับแรกในบรรดาห้าสถาบันใหญ่เชียวนะ ฉันว่าโรงเรียนทหารที่หนึ่งนี่แหละเหมาะสมกับโส่วเหรินที่สุด” ชายวัยกลางคนในชุดทหารลายพรางเอ่ยเสียงเรียบ ทันทีที่ขยับปาก กลิ่นอายสังหารเยือกเย็นก็แผ่ซ่านตลบอบอวล
ชายคนนี้มีนามว่า จางสือ ผู้รับผิดชอบจากโรงเรียนทหารที่หนึ่ง
“สถาบันอวิ๋นตวนของฉันก็ไม่เลวเหมือนกันนะ”
“สถาบันจู่หลงของฉันก็เหมาะสมกับโส่วเหรินเช่นกัน!”
ชั่วพริบตา ตัวแทนจากห้าสถาบันใหญ่ต่างก็เปิดศึกน้ำลายแย่งชิงตัวกันให้วุ่นวาย
หนานหวังมองภาพตรงหน้า รอยยิ้มบางๆ ประดับขึ้นมุมปาก แม้ว่าตัวเขาจะเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตราชัน ศักดิ์ฐานะไม่ด้อยไปกว่าบรรดาอธิการบดีของห้าสถาบันใหญ่เลยแม้แต่น้อย แต่การที่ลูกชายแท้ๆ กลายเป็นที่ต้องการตัวแย่งชิงกันเบอร์นี้ ย่อมทำให้เขารู้สึกปลื้มปีติเป็นธรรมดา
หนานหวังหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี “ทุกท่าน เรื่องนี้ปล่อยให้ลูกชายตัวดีของผมเป็นคนตัดสินใจเองเถอะครับ ถึงผมจะเป็นพ่อ แต่ก็ใช่ว่าจะบังคับกะเกณฑ์เขาทุกอย่างได้ซะเมื่อไหร่ล่ะ จริงไหม?”
“รอให้การสอบจำลองจบลงก่อน ค่อยให้เขาเป็นคนตัดสินใจเองเถอะ” หนานหวังกล่าวไกล่เกลี่ยให้บรรยากาศผ่อนคลายลง
เหยียนอู่เอ่ยอย่างอารมณ์ดีเช่นกัน “ในเมื่อท่านหนานหวังพูดมาขนาดนี้แล้ว งั้นพวกเราก็รอจนกว่าการสอบจะจบก็แล้วกัน”
จากนั้น พวกเขาก็เบนสายตากลับไปยังหน้าจอการสอบอีกครั้ง
บนหน้าจอ อัจฉริยะจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มทำการทดสอบระดับพลังและศักยภาพของตัวเอง ทว่ากลับไม่มีใครสักคนเดียวที่พอจะงัดเอาความแข็งแกร่งมาเทียบเคียงกับหนานโส่วเหรินได้เลย
ทางด้านอวิ๋นซิ่วก็ทำการทดสอบเสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน
กายาทองคำขั้นสุดยอดระดับสี่ พรสวรรค์สีส้ม!
หากตัดหนานโส่วเหรินออกไป คะแนนของอวิ๋นซิ่วก็นับว่าครองอันดับสูงสุด ณ เวลานี้
แม้จะเป็นเพียงพรสวรรค์สีส้ม แต่มันก็บวกคะแนนให้เขาไปถึงเจ็ดสิบเก้าคะแนน ซึ่งถือเป็นเพดานสูงสุดของพรสวรรค์สีส้มแล้ว ส่วนคะแนนพลังบ่มเพาะ เขากวาดไปได้ถึงแปดสิบสี่คะแนน
รวมเบ็ดเสร็จ ฟาดไปทั้งสิ้นหนึ่งร้อยหกสิบสามคะแนน รั้งตำแหน่งอันดับสอง!
ภายในห้องพักของดินแดนฉู่
อวิ๋นหรงแหงนหน้าหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง “ไม่เสียทีที่เป็นอัจฉริยะตระกูลอวิ๋นของข้า! หนึ่งร้อยหกสิบสามคะแนน ต่อให้เอาไปวัดผลระดับประเทศ ก็ทะยานติดห้าสิบอันดับแรกได้สบายๆ!”
เวลานี้อวิ๋นหรงกำลังอารมณ์ดีจนถึงขีดสุด
แม้คะแนนของอวิ๋นซิ่วจะห่างจากอันดับหนึ่งอย่างหนานโส่วเหรินถึงสิบหกคะแนน แต่อีกฝ่ายเป็นถึงทายาทของขอบเขตราชัน จะเอามาเปรียบเทียบกันก็คงไม่ได้ แต่ถ้าเทียบกับคนอื่นๆ ล่ะก็ อวิ๋นซิ่วนี่แหละคืออันดับหนึ่งตัวจริงเสียงจริง! อวิ๋นหรงย่อมเบิกบานใจเป็นธรรมดา
ทว่าท่ามกลางหน้าจอนับร้อย หญิงสาวที่มีใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งคนหนึ่งกำลังค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปใกล้ศิลาจารึก เธอค่อยๆ ยกมือเรียวบางดุจหยกขึ้นทาบทับลงบนศิลาอย่างแผ่วเบา
พริบตานั้น แสงสีทองหม่นก็สาดประกายพุ่งเข้าสู่สายตาผู้ชมทั่วทั้งสนามอีกครั้ง!
“อะไรกันวะเนี่ย?! มีกายาทองคำไร้มลทินโผล่มาอีกคนแล้วงั้นเหรอ! แม่หนูคนนี้เป็นใครกัน?”
“ภูมิภาคเหนือ? คนภูมิภาคเหนือมาทำบ้าอะไรในการสอบจำลองของภูมิภาคใต้พวกเรากันวะ!”
ผู้ชมจำนวนไม่น้อยต่างพากันมึนงงสับสน
ภาพที่เห็นคือ บนศิลาจารึกค่อยๆ ปรากฏตัวอักษรคำว่า ‘สี่’ ลอยเด่นขึ้นมา
วินาทีนั้น รูม่านตาของผู้ชมทั่วทั้งสนามต่างหดเกร็งสั่นสะท้านอย่างรุนแรง!
กายาทองคำไร้มลทินระดับสี่!!
ถึงกับแข็งแกร่งกว่าหนานโส่วเหรินตั้งสองระดับเลยงั้นเหรอ!
“พระเจ้าช่วย! แม่หนูคนนี้เป็นใครกันแน่ พรสวรรค์ระดับนี้ทำไมถึงไม่ใช่คนภูมิภาคใต้ของเรา ดันทะลึ่งเป็นคนภูมิภาคเหนือซะได้!”
“สัตว์ประหลาดเกินไปแล้วเว้ย!”
ฝูงชนจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือด หัวข้อสนทนาทั้งหมดพุ่งเป้าไปที่ตัวตนที่แท้จริงของทังเนี่ยนปิง
ท่ามกลางเสียงถกเถียง ทังเนี่ยนปิงก็เดินมาหยุดยืนอยู่หน้าหินทดสอบเป็นที่เรียบร้อย แขนที่ขาวเนียนดุจหยก ค่อยๆ ยกขึ้นทาบฝ่ามือลงบนหินทดสอบอย่างแผ่วเบา
วี้ด! วี้ด! วี้ด!!!
ตามมาด้วยเสียงสั่นพ้องกึกก้อง ลำแสงสีแดงฉานก็พุ่งทะยานเสียดฟ้า สาดแสงสว่างเจิดจ้าอาบย้อมลานกว้างจนกลายเป็นสีเลือด!
ชั่วอึดใจ ผู้ชมทั่วทั้งสนามพลันตกอยู่ในความเงียบกริบดุจป่าช้าอีกครั้ง!
“เดี๋ยวก่อน... ถึงกับเป็นพรสวรรค์สีแดงเหมือนกันงั้นเหรอ! หรือว่าผู้หญิงคนนี้จะน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าทายาทของหนานหวังซะอีก?”
ผู้คนจำนวนไม่น้อยอุทานหน้าถอดสี ถ้าเป็นคนของภูมิภาคใต้ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ดันเป็นคนภูมิภาคเหนือแหลมเข้ามา นี่มันตั้งใจมาตบหน้าพวกเขาฉาดใหญ่กลางสี่แยกชัดๆ!
หลังจากนั้น คะแนนของทังเนี่ยนปิงก็ปรากฏหราบนหน้าจอ
หนึ่งร้อยแปดสิบแปดคะแนน!
คะแนนพลังบ่มเพาะซัดไปถึงเก้าสิบแปดคะแนน ส่วนคะแนนพรสวรรค์ก็พุ่งทะยานไปแตะเก้าสิบคะแนนอย่างน่าสะพรึงกลัว!
นั่นหมายความว่าพรสวรรค์ของทังเนี่ยนปิง ต่อให้อยู่ท่ามกลางเหล่าอัจฉริยะพรสวรรค์สีแดงด้วยกัน ก็ยังถือเป็นตัวท็อประดับแนวหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย ด้อยกว่าแค่อัจฉริยะสัตว์ประหลาดระดับสีทองเท่านั้น!
ชั่วพริบตานั้น ทั่วทั้งเมืองเจิ้นหนานพลันตกอยู่ในความเงียบงัน
หนึ่งร้อยแปดสิบแปดคะแนน! นั่นมันทิ้งห่างหนานโส่วเหรินไปตั้งเกือบสิบคะแนนเลยเชียวนะ!
อย่ามองว่าสิบกว่าคะแนนเป็นเรื่องเล็กน้อย หากนำไปใช้วัดผลในการสอบเกาเข่าระดับประเทศล่ะก็ แค่คะแนนเดียวที่ต่างกัน ก็หมายถึงการเหยียบหัวคนอื่นขึ้นไปนับพันคนแล้ว! ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอัจฉริยะหัวกะทิที่มีสิทธิ์เบียดขึ้นอันดับต้นๆ แค่แต้มเดียวก็อาจทำให้หลุดโผกระเด็นตกกระดานได้เลย!
ตัดมาที่ภายในสมาคมนักสู้
ผู้รับผิดชอบจากห้าสถาบันใหญ่ต่างก็นั่งนิ่งเงียบ ทว่าสายตาที่จ้องมองหน้าจอกลับทอประกายวูบไหวอย่างบ้าคลั่ง
“ทังเนี่ยนปิงคนนี้ ถ้าจำไม่ผิด เธอเป็นลูกศิษย์ของเป่ยหวังไม่ใช่เหรอ? ลูกศิษย์ของเป่ยหวังมาทำบ้าอะไรที่นี่วะ?” เหยียนอู่หรี่ตาลง เอ่ยถามด้วยความมึนงง
จางสือเอ่ยเสียงเรียบ “จะด้วยเหตุผลบ้าบออะไรก็ช่าง แต่ทังเนี่ยนปิงคนนี้ โรงเรียนทหารที่หนึ่งของฉันขอจองตัว!”
“เหอะ! อะไรคือโรงเรียนทหารที่หนึ่งของแกขอจองวะ? แม่หนูคนนี้เหมาะสมกับสถาบันอวิ๋นตวนของฉันมากที่สุดโว้ย!” หูซื่อถลึงตาตะคอกกลับอย่างหัวเสีย
พริบตานั้น ผู้รับผิดชอบจากห้าสถาบันใหญ่ก็เปิดศึกน้ำลายแย่งชิงตัวกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านอีกรอบ
หนานหวังที่นั่งอยู่บนตำแหน่งประธานหน้าตาดำทะมึนลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่าเขาก็ไม่อาจระเบิดโทสะออกมาตรงๆ
และในจังหวะนั้นเอง บนหน้าจอมอนิเตอร์ ร่างของอู๋หลิงเอ๋อร์ก็เริ่มขยับตัวเช่นกัน!
ชั่วอึดใจต่อมา สถิติของอู๋หลิงเอ๋อร์ก็เด้งขึ้นมา
กายาทองคำไร้มลทินระดับสี่ พรสวรรค์สีแดง!
หนึ่งร้อยแปดสิบแปดคะแนน!
คะแนนก๊อปปี้ทังเนี่ยนปิงมาแบบเป๊ะๆ ไม่มีผิดเพี้ยน! มันกระชากคอเสื้อหนานโส่วเหรินให้ร่วงหล่นลงไป แล้วทะยานตัวขึ้นสู่อันดับสองเคียงคู่กันทันที!
“ซี๊ด… แล้วอู๋หลิงเอ๋อร์คนนี้เป็นใครมาจากไหนอีกล่ะเนี่ย! มาจากเมืองจิงตูงั้นเหรอ? งั้นก็พอทน”
“ทนบ้าอะไรล่ะโว้ย! ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆ นี่มันการสอบจำลองของภูมิภาคใต้เรานะ แล้วไอ้พวกภูมิภาคเหนือกับเมืองจิงตูหน้าไหนมันโผล่มาทำซากอะไรที่นี่วะ? นี่มันจงใจมาก่อกวนเหยียบหน้ากันชัดๆ!”
ผู้ชมบางคนสบถด้วยความไม่สบอารมณ์ โดยเฉพาะตอนที่เห็นหนานโส่วเหรินถูกสองสาวทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่น ความเดือดดาลในใจก็ยิ่งพุ่งทะลุปรอท! เพราะยังไงซะ หนานโส่วเหรินก็ถือเป็นหน้าตาของชาวภูมิภาคใต้ทั้งหมดเชียวนะโว้ย!
“ก็ไม่รู้ว่าภูมิภาคใต้เรา จะมีใครหน้าไหนพอฟัดพอเหวี่ยงเอาชนะนังหนูสองคนนี้ได้บ้างมั้ยเนี่ย” ใครบางคนถอนหายใจเฮือกใหญ่
ผู้คนรอบข้างต่างพากันเงียบกริบ
ขนาดลูกชายของหนานหวังยังสู้สองคนนี้ไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องไปหวังพึ่งคนอื่นๆ เลย ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกอับอายขายขี้หน้า ชั่วขณะหนึ่ง บรรยากาศของผู้ชมทั่วทั้งเมืองเจิ้นหนานก็ซึมกระทือลงอย่างเห็นได้ชัด
ทว่าภายในสมาคมนักสู้ ตัวแทนจากห้าสถาบันใหญ่กลับเปิดศึกน้ำลายแย่งชิงตัวอู๋หลิงเอ๋อร์กันอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง!
“แม่งเอ๊ย! อู๋หลิงเอ๋อร์คนนี้ต้องเป็นคนของสถาบันจิงอู่ของฉันเท่านั้น! พื้นเพเดิมเธอก็เป็นคนเมืองจิงตูอยู่แล้วนี่หว่า!”
“ไสหัวไปไกลๆ เลยไอ้เวร! เด็กเมืองจิงตูแห่มาเข้าสถาบันหมัวตู้ของฉันน้อยซะที่ไหนล่ะวะ? ฉันไม่สนโว้ย อู๋หลิงเอ๋อร์ต้องเป็นคนของสถาบันหมัวตู้เท่านั้น!”
“ทุกท่านอย่าเพิ่งหัวร้อนกันสิ ไว้หน้าฉันสักครั้งเถอะ อู๋หลิงเอ๋อร์ยังไงก็เข้ากับสถาบันอวิ๋นตวนของฉันที่สุดแล้ว”
“ไสหัวไปซะ!!” ผู้รับผิดชอบจากอีกสี่สถาบันตะเพิดหูซื่ออย่างเดือดดาลพร้อมเพรียงกัน
มีเพียงหลี่ฉางเซิงที่นั่งอยู่มุมห้องเท่านั้นที่ทำหูทวนลม ราวกับปาหี่ตรงหน้าไม่เกี่ยวอะไรกับเขาแม้แต่น้อย
สีหน้าของหนานหวังยิ่งดำทะมึนลงไปอีก แต่ก็ไม่อาจอาละวาดฟาดงวงฟาดงาออกมาได้ เพราะยังไงซะ คนหนึ่งก็เป็นถึงศิษย์ของเป่ยหวัง ส่วนอีกคนก็เป็นถึงศิษย์ของเม่ยหวัง
สำหรับหนานหวัง ยอมให้ไปซัดหน้ากับราชันพิฆาตมังกรยังจะดีซะกว่าต้องไปงัดกับสองขอบเขตราชันหญิงคู่นี้… พวกหล่อนรับมือยากเกินไปจริงๆ!
“เอ๊ะ! พวกนายดูนั่น! ซูอวี่เพิ่งจะเริ่มขยับตัวเอาป่านนี้!”
บนอัฒจันทร์มีคนสังเกตเห็นหน้าจอของซูอวี่ ภาพที่เห็นคือซูอวี่ผู้ซึ่งยืนนิ่งราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอกไปเนิ่นนาน เพิ่งจะก้าวเดินไปยังศิลาจารึก
“เฮ้อ… กะอีแค่ซูอวี่คนเดียวแล้วมันจะทำไมวะ? ตอนนี้หน้าตาภูมิภาคใต้เราถูกตบจนแหกหมดแล้ว แค่ซูอวี่คนเดียวจะไปกู้หน้าภูมิภาคใต้คืนมาได้ยังไง?”
ฝูงชนไม่ได้ตั้งความหวังอะไรกับซูอวี่เลยแม้แต่น้อย เพราะทังเนี่ยนปิงและอู๋หลิงเอ๋อร์… สองสาวนั่นมันเป็นสัตว์ประหลาดระดับหลุดโลกเกินไปจริงๆ!
บนหน้าจอ ซูอวี่ค่อยๆ ทาบฝ่ามือลงบนศิลาจารึกอย่างแผ่วเบา
พริบตานั้น แสงสีทองหม่นก็สาดประกายสว่างวาบขึ้นมาทันที!
“กายาทองคำไร้มลทิน! ซูอวี่เองก็บรรลุกายาทองคำไร้มลทินด้วยงั้นเหรอ!” ผู้ชมบางส่วนหลุดปากอุทาน
วินาทีต่อมา บนศิลาจารึกก็ปรากฏตัวอักษรคำว่า ‘สอง’ หราขึ้นมา
กายาทองคำไร้มลทินระดับสอง!
แม้จะมีคนทึ่งอยู่บ้าง แต่เพราะก่อนหน้านี้มีกายาทองคำไร้มลทินโผล่มาโชว์เทพถึงสามคนแล้ว ผลลัพธ์ของซูอวี่ตอนนี้จึงดูจืดชืดไปถนัดตา
“เฮ้อ… กายาทองคำไร้มลทินระดับสอง ถึงจะสูสีกับหนานโส่วเหริน และนับเป็นอัจฉริยะระดับท็อปของท็อป แต่ถ้าจะเอาไปงัดกับสองสาวนั่น… ขุมพลังมันยังห่างชั้นกันเกินไปว่ะ” ผู้ชมบางคนส่ายหน้าถอนหายใจ
กายาทองคำไร้มลทินระดับสอง ไม่ว่าจะเอาไปวางไว้เวทีไหนก็มากพอจะสร้างความโกลาหลได้สบายๆ ทว่าในวันนี้ที่มีสุดยอดอัจฉริยะกายาทองคำไร้มลทินผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด แถมสองในนั้นยังเป็นถึงระดับสี่! สิ่งที่ซูอวี่ทำได้จึงกลายเป็นเพียงก้อนกรวดเล็กๆ ไปโดยปริยาย
ชั่วขณะนั้น บรรยากาศของผู้ชมชาวเมืองเจิ้นหนานก็ดิ่งลงเหวอีกระลอก
“ฉันเดาว่าซูอวี่ก็น่าจะมีพรสวรรค์สีแดงนั่นแหละ คะแนนคงสูสีบี้กับหนานโส่วเหริน... เฮ้อ! ตกลงภูมิภาคใต้เราจะไม่มีใครเอาชนะยัยเด็กสองคนนั้นได้จริงๆ เหรอวะ?”
“แม่งเอ๊ย! ถึงจะมีอัจฉริยะระดับกายาทองคำไร้มลทินแจ้งเกิดตั้งสองคน พวกเราก็ควรจะดีใจสิวะ แต่ทำไมตอนนี้ฉันกลับจุกจนยิ้มไม่ออกเลยว่ะ!”
ภาพตัดมาที่สมาคมนักสู้
“เจ้าซูอวี่คนนี้สามารถหล่อหลอมกายาทองคำไร้มลทินได้ ก็เพียงพอให้พวกเราคว้าตัวเข้าสถาบันแล้วล่ะ แต่ยังไงก็คงเทียบโส่วเหรินไม่ได้หรอก เพราะคะแนนพรสวรรค์ของโส่วเหรินน่ะ…ของจริงบอกเลย!” เหยียนอู่ส่ายหัวเบาๆ หลังจากโดนพลังระดับสัตว์ประหลาดของสามคนแรกกระแทกตา พอมาเห็นกายาทองคำของซูอวี่ คลื่นความตื่นเต้นในใจเขาก็หดหายไปเยอะ
ยิ่งไปกว่านั้น สถิติของซูอวี่ก็ไม่ได้ทะลุเพดานเหมือนอัจฉริยะพวกนั้น
ผู้รับผิดชอบจากสถาบันอื่นๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วย “ถึงจะด้อยกว่าท็อปเทียร์นิดหน่อย แต่ถ้าได้ตัวมาก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว” ทุกคนต่างออกความเห็นสอดคล้องกัน
ตรงมุมห้อง หลี่ฉางเซิงจับจ้องหน้าจอของซูอวี่ด้วยสายตาล้ำลึก เขาจิบสุราอึกหนึ่งก่อนที่มุมปากจะยกยิ้มขึ้นบางๆ ประกายแสงคมปลาบวาบผ่านนัยน์ตา
“น่าสนใจนี่!”
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ฝ่ามือของซูอวี่ทาบทับลงบนหินทดสอบ...
ตูม!!
ชั่วพริบตา ลำแสง ‘สีทอง’ สายหนึ่งก็พุ่งทะลักระเบิดความสว่างจ้าบาดตาขึ้นมาอย่างรุนแรง!!
เสาแสงสีทองอร่ามพุ่งทะยานราวกับกระบี่ยักษ์ที่ต้องการจะฉีกกระชากผืนฟ้า แรงกดดันมหาศาลส่งผลให้มิติโลกเสมือนจริงทั้งใบต้องสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างบ้าคลั่ง!!
“เชี่ยอะไรกันวะนั่น!!”
ภายในสมาคมนักสู้ ผู้รับผิดชอบระดับสูงหลายคนถึงกับลุกพรวดเตะเก้าอี้กระเด็น! นัยน์ตาทุกคู่เบิกโพลงเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงจนถึงขีดสุด!
วินาทีต่อมา ตัวเลขคะแนนชุดหนึ่งก็ค่อยๆ สลักลึกขึ้นกลางหน้าจอมอนิเตอร์
หนึ่งร้อยเก้าสิบสี่คะแนน!
ชั่วพริบตานั้น… ทั่วทั้งสนามสอบพลันเงียบกริบดุจป่าช้า!!