วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 131 เริ่มต้นการทดสอบระยะที่สอง!
คะแนนเต็ม!
ตัวเลข ‘หนึ่งร้อยคะแนน’ ขนาดมหึมาประจักษ์แก่สายตาทุกคู่ ทันใดนั้นไม่ว่าภายในหรือภายนอกโรงยิม ผู้ชมทั้งหมดต่างตกตะลึงจนเงียบกริบดุจป่าช้า
พวกเขาจ้องเขม็งไปยังตัวเลขบนหน้าจอ นัยน์ตาสั่นระริกไม่หยุด
“ถึงกับ…ได้คะแนนเต็ม!” ใครบางคนที่กลั้นหายใจมาเนิ่นนานหลุดอุทานออกมาเสียงสั่น
“… พวกนายดูนั่นสิ! เวลาเพิ่งจะผ่านไปแค่ยี่สิบกว่านาทีเอง!” เสียงอุทานนี้ดึงดูดความสนใจของทุกคนจนต้องหันขวับไปมอง
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ บนหน้าจอ เวลากลับเพิ่งเดินไปถึงแค่นาทีที่ยี่สิบสามเท่านั้น!
ชั่วพริบตา เสียงฮือฮาด้วยความตกตะลึงก็ดังกึกก้องกระหึ่มไปทั่วทั้งเมืองเจิ้นหนาน
“บ้าไปแล้ว! ยี่สิบนาทีทำข้อสอบเสร็จ แถมยังฟาดคะแนนเต็มอีก เจ้านี่มันทำได้ยังไงกันวะ!”
“น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว! สมแล้วที่เป็นถึงศิษย์ของราชันพิฆาตมังกร ฉันว่าแล้วเชียว คนที่ยอดฝีมือขอบเขตราชันหมายตาไว้จะเป็นคนธรรมดาได้ยังไง!”
“แถมพวกนายดูสิ อันดับสองอย่างทังเนี่ยนปิงเพิ่งจะได้แค่แปดสิบเก้าคะแนน ยังห่างจากเก้าสิบอีกตั้งแต้มหนึ่ง”
ผู้คนนับไม่ถ้วนแหงนมองชื่อ ‘ซูอวี่’ บนหน้าจอ พร้อมส่งเสียงโห่ร้องเชียร์อย่างบ้าคลั่ง
ตัดภาพมาที่ห้องพักของมณฑลเจียงหนาน เจียงซ่างและกลุ่มครูฝึกต่างโห่ร้องด้วยความยินดีปรีดา
“ไอ้หนูคนนี้ร้ายกาจนัก ไม่เสียทีที่เป็นเด็กจากมณฑลเจียงหนานของเรา!” เจียงซ่างกำหมัดแน่น แววตาฉายแววปีติยินดีอย่างปิดไม่มิด
“คะแนนเต็มเชียวนะ! แถมยังฟาดคะแนนเต็มในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงอีก ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ต่อให้เป็นการสอบเกาเข่าระดับประเทศ ก็คงพุ่งทะยานติดหนึ่งในสามได้สบายๆ!” ไป๋จ่านหัวเราะร่วน ท่าทางตอนนี้ราวกับลูกหลานในไส้เพิ่งสอบได้จอหงวน
ในขณะเดียวกัน ภายในห้องพักของดินแดนฉู่ สีหน้าของอวิ๋นหรงกลับมืดครึ้มลง
ในฐานะหัวหน้าครูฝึกของค่ายอัจฉริยะดินแดนฉู่ เขาคือผู้นำทีมมาในครั้งนี้ เมื่อเห็นชื่อซูอวี่ผงาดอยู่อันดับหนึ่ง ใบหน้าของเขาก็ดำคล้ำทะมึนลงไปอีกหลายส่วน
“ซูอวี่…. เหอะ! ก็แค่ทฤษฎี ต่อให้ทำเวลาเร็วแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องไปวัดกันที่คะแนนรวมอยู่ดี มีอะไรให้น่าตื่นเต้นนักหนา” อวิ๋นหรงแค่นเสียงเย็น น้ำเสียงแฝงจิตสังหารเข้มข้น
“รอให้การสอบภาคปฏิบัติเริ่มก่อนเถอะ วันนั้นแหละจะเป็นวันตายของไอ้เด็กซูอวี่! ศิษย์ราชันพิฆาตมังกรบ้าบออะไรกัน ต่อหน้าอัจฉริยะตระกูลอวิ๋นของข้า มันก็เป็นได้แค่ขยะที่ทนรับการโจมตีไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว!” รอยยิ้มบิดเบี้ยวบ้าคลั่งผุดขึ้นบนใบหน้าของอวิ๋นหรง
“อัจฉริยะตระกูลอวิ๋นของข้า ได้รับการระดมทรัพยากรจากคนทั้งตระกูลเพื่อหล่อหลอมกายาทองคำไร้มลทิน อนาคตย่อมก้าวขึ้นสู่ขอบเขตราชันได้อย่างแน่นอน ไอ้เด็กเมื่อวานซืนอย่างมัน ก็เป็นได้แค่หินรองเท้าให้อัจฉริยะตระกูลอวิ๋นของข้าเหยียบย่ำก้าวขึ้นไปเท่านั้น!”
…..
ณ สมาคมนักสู้ หนานหวังปรายตามองชื่อซูอวี่แวบหนึ่ง ภายในใจบังเกิดคลื่นพายุถาโถมอย่างรุนแรง
ศิษย์ของราชันพิฆาตมังกรอีกแล้วงั้นเหรอ?
ภายนอกหนานหวังยังคงปั้นหน้าเรียบเฉย ทว่าลึกๆ กลับหงุดหงิดงุ่นง่าน
ในมุมมองของเขา การสอบจำลองครั้งนี้ควรเป็นเวทีโชว์ออฟของลูกชายตนเองแท้ๆ ใครจะคิดว่าจู่ๆ ซูอวี่ที่โผล่มาจากไหนไม่รู้จะมาแย่งซีนจนทำลายแผนการเสียหมดสิ้น เขาทอดสายตามองชื่อซูอวี่อย่างลึกล้ำ
ก็แค่ไม่รู้ว่าไอ้พวกโง่เง่าตระกูลอวิ๋นนั่น…เตรียมการไปถึงไหนแล้ว
เหยียนอู่ที่นั่งอยู่ข้างหนานหวังเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “ซูอวี่….เจ้าเด็กคนนี้มันน่าสนใจดีนะ แต่เป็นศิษย์ของราชันพิฆาตมังกร ถ้าทำไม่ได้ขนาดนี้สิแปลก”
เขาหันไปมองหนานหวัง “ทว่านี่เป็นแค่ภาคทฤษฎีเท่านั้น สำหรับคนที่มีรากฐานทฤษฎีแน่น ต่อให้ไม่มีพลังรบก็ทำได้เหมือนกัน”
กลุ่มคนรอบข้างต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย
ในฐานะตัวแทนจากห้าสถาบันใหญ่ วิสัยทัศน์ของพวกเขาย่อมเหนือกว่าคนทั่วไป ในแต่ละปีพวกเขาพบเห็นอัจฉริยะมานับไม่ถ้วน คนที่จะเข้าตาพวกเขาได้ ต้องเป็นตัวท็อประดับแนวหน้าของแคว้นต้าเซี่ยเท่านั้น กะอีแค่สอบทฤษฎีพื้นๆ…มันยังวัดอะไรไม่ได้หรอก
ตรงมุมห้อง หลี่ฉางเซิงจิบสุราเลิศรสอึกหนึ่งด้วยท่าทีราบเรียบ เขาปรายตามองชื่อของซูอวี่แวบหนึ่ง มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
“น่าสนใจ!”
เมื่อคะแนนเต็มของซูอวี่กลายเป็นข้อสรุปที่ฮือฮา ทั่วทั้งเมืองเจิ้นหนานก็เดือดพล่านราวกับน้ำเดือด เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป
เหล่าอัจฉริยะคนอื่นๆ เริ่มทยอยทำข้อสอบเสร็จสิ้น อัจฉริยะที่ติดสิบอันดับแรกล้วนทำคะแนนได้เต็มกันทั้งหมด ต่างกันที่เวลาว่าใครใช้มากใช้น้อยกว่ากันก็เท่านั้น
สิ่งที่น่าจับตามองคือ ทังเนี่ยนปิง! หญิงสาวสามารถเร่งสปีดคว้าคะแนนเต็มได้ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเช่นเดียวกัน ส่วนคนที่เหลืออย่างหนานโส่วเหริน อู๋หลิงเอ๋อร์ และอวิ๋นซิ่ว ล้วนใช้เวลาเกินสามสิบนาทีกันทั้งสิ้น
เหล่าอัจฉริยะออกจากระบบกันมากขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าหลายคนเต็มไปด้วยความเสียดาย พวกเขาคือคนที่พลาดคะแนนเต็ม บางคนมาตกม้าตายเอาข้อสุดท้าย และบางคนก็ทำไม่ทันเพราะเวลาหมดเสียก่อน พวกเขาจึงเริ่มทยอยแยกย้ายกลับห้องพัก
ภายในห้องพักมณฑลเจียงหนาน ตู้เนี่ยนกวนสบถขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“เชี่ยเอ๊ย! ซูอวี่ นายมันสัตว์ประหลาดชัดๆ เวลาแค่ยี่สิบสามนาที นายกลับฟาดคะแนนเต็มมาได้เนี่ยนะ!”
ตู้เนี่ยนกวนลอบถอนหายใจ แม้จะทำเสร็จในหนึ่งชั่วโมง แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับข้อสุดท้ายจนได้มาแค่เก้าสิบเก้าคะแนน ร่วงไปอยู่อันดับสิบกว่านู่น แต่อย่างน้อยนี่ก็ถือเป็นอันดับสูงสุดของมณฑลเจียงหนานแล้ว…หากไม่นับซูอวี่
ซูอวี่ยิ้มบาง ไม่ตอบกลับอะไร
เจียงซ่างพยายามข่มกลั้นความตื่นเต้น แสร้งตีหน้าขรึมตบมือแปะๆ “เอาล่ะๆ พักผ่อนกันให้เต็มที่ พักสิบนาทีแล้วเตรียมตัวเข้าสู่การทดสอบระยะที่สอง!”
กฎการทดสอบระยะที่สองนั้นเรียบง่ายมาก... นั่นคือการ ‘วัดพรสวรรค์’ และ ‘ระดับพลัง’
ยิ่งพรสวรรค์และระดับพลังสูง คะแนนที่ได้ก็ยิ่งพุ่งทะยาน ผลรวมของทั้งสองอย่าง สามารถทำคะแนนได้สูงสุดถึงสองร้อยคะแนน!
ทว่า…
นับตั้งแต่แคว้นต้าเซี่ยถูกก่อตั้งขึ้น ยังไม่เคยมีใครหน้าไหนคว้าคะแนนเต็มจากการทดสอบรอบนี้ไปได้เลยแม้แต่คนเดียว!
ในส่วนของระดับพลัง หากต้องการร้อยคะแนนเต็ม อย่างน้อยต้องมีระดับพลังอยู่ที่ขอบเขตกายาทองคำขั้นสมบูรณ์แบบ ต่อให้เป็นกายาทองคำไร้มลทิน ก็ต้องทะลวงให้ถึงระดับห้าให้ได้! การบรรลุกายาทองคำไร้มลทินระดับห้าในวัยเพียงสิบแปดปี… ทั่วทั้งแคว้นต้าเซี่ยยังไม่เคยปรากฏอัจฉริยะระดับสัตว์ประหลาดพันธุ์นั้นมาก่อน!
ส่วนในด้านพรสวรรค์ พรสวรรค์ ‘สีทอง’ คือคะแนนเต็ม!
ทั่วทั้งแคว้นต้าเซี่ย หนึ่งปีการจะมีคนครอบครองพรสวรรค์สีทองโผล่มาสักคนสองคนก็ถือว่าปาฏิหาริย์แล้ว บางปีอาจไม่มีอัจฉริยะสีทองถือกำเนิดขึ้นมาเลยเสียด้วยซ้ำ
การคิดจะกวาดคะแนนเต็มจากทั้งสองเงื่อนไข จึงเป็นระดับความยากที่เรียกได้ถ้าสววรค์ไม่เข้าข้างก็อย่าหวังจะได้!
ซูอวี่หรี่ตาลง พักผ่อนสายตาเงียบๆ
สิบกว่านาทีผ่านไป เสียงประกาศของพิธีกรก็ดังแว่วเข้ามา
“การทดสอบระยะที่สอง…เริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้! ขอให้ผู้เข้าสอบทุกท่านทยอยเดินเข้าสู่สนามสอบตามลำดับ”
ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศ ซูอวี่พลันลืมตาโพลง แววตาคมกริบดุจกระบี่ทอประกายวาบ!
หลังจากการพักฟื้นสิบกว่านาที สภาพร่างกายของเขาถูกปรับให้อยู่ในจุดสูงสุดเป็นที่เรียบร้อย
อัจฉริยะทุกคนทยอยลุกขึ้นยืน ก้าวเดินเข้าสู่สนามสอบอย่างพร้อมเพรียง สนามสอบยังคงเป็นห้องเดิม แม้กระทั่งการจัดวางสิ่งของก็ไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
ซูอวี่หยิบหมวกจำลองมิติขึ้นมาสวมอย่างชำนาญ พริบตานั้นภาพเบื้องหน้าเริ่มบิดเบี้ยว เมื่อมิติอวกาศกลับคืนสู่ความสงบ เขาก็พบว่าตัวเองถูกส่งตัวมายังลานกว้างแห่งหนึ่งเป็นที่เรียบร้อย
ใจกลางลานกว้าง มีศิลาจารึกหนึ่งต้นและหินยักษ์สีดำสนิทตั้งตระหง่าน
สำหรับหินสีดำก้อนนี้…ซูอวี่คุ้นเคยกับมันดี มันคือหินทดสอบ! ก่อนหน้านี้ตอนอยู่เมืองเหิงเฉิง ไป๋จ่านก็ใช้หินแบบนี้แหละทดสอบพรสวรรค์ของเขา เพียงแต่หินที่ไป๋จ่านพกติดตัวมาเป็นแค่ก้อนเล็กๆ เท่านั้น
ขณะเดียวกันในโลกภายนอก จอมอนิเตอร์ยักษ์ถูกแบ่งออกเป็นจอเล็กจอน้อยจำนวนมาก แต่ละช่องถ่ายทอดสดภาพของเหล่าอัจฉริยะจากภูมิภาคใต้ และแน่นอนว่ามีภาพของซูอวี่รวมอยู่ด้วย
“การทดสอบระยะที่สองต้องวัดกันที่ของจริงแล้ว ทั้งพลังบ่มเพาะและศักยภาพ ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้เด็ดขาด!” ผู้ชมรุ่นเก๋าที่คุ้นเคยกับระบบถอนหายใจออกมา ในขณะเดียวกันแววตาก็ฉายความคาดหวัง
เหตุผลที่การสอบเกาเข่าคืองานยิ่งใหญ่แห่งปีของแคว้นต้าเซี่ย เป็นเพราะอัจฉริยะที่แจ้งเกิดจากเวทีนี้…คือความหวังของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในอนาคต!
ทุกคนรู้ดีว่า ยิ่งคนรุ่นเยาว์แข็งแกร่งมากเท่าไหร่ แคว้นต้าเซี่ยก็จะยิ่งไร้เทียมทานและไม่มีวันถูกทำลาย! เกาเข่า…จึงเป็นตัวแทนของรุ่งอรุณแห่งความหวัง
“ก็แค่ไม่รู้ว่าปีนี้เราจะได้เห็นอัจฉริยะพรสวรรค์ ‘สีแดง’ สักกี่คน ฉันจำได้ว่าปีที่แล้ว ภูมิภาคใต้ของเรามีอัจฉริยะสีแดงจุติมาถึงสองคนเลยนะ!”
“นั่นสิ แต่ฉันว่าปีนี้ขอแค่มีหลุดมาสักคนก็คุ้มแล้ว พรสวรรค์สีแดงใช่ของหาง่ายซะที่ไหน!”
ฝูงชนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส ทว่าระหว่างที่กำลังถกเถียงกันอยู่นั้น ภายในหน้าจอพลันปรากฏร่างชายหนุ่มในชุดสีน้ำตาลค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ศิลาจารึก
“นั่นมันหนานโส่วเหริน! ลูกชายของหนานหวังนี่!”
“คิดไม่ถึงว่าคนแรกที่เปิดฉากจะเป็นถึงทายาทของขอบเขตราชัน! ฉันได้ยินมาว่าหมอนี่มีพรสวรรค์สีแดงเลยนะ ขอแค่ไม่ตายไปกลางคัน อนาคตอย่างต่ำต้องบรรลุขอบเขตโหวชัวร์!”
“บ้าไปแล้ว! แค่คนแรกก็จัดสัตว์ประหลาดมาให้ดูเลยเหรอวะ!”
บนหน้าจอ หนานโส่วเหรินค่อยๆ ทาบฝ่ามือลงบนศิลาจารึก ทันใดนั้นไอวิญญาณก็ไหลทะลักเข้าไปในแผ่นหินอย่างบ้าคลั่ง! แสงประกายสีทองหม่นสาดส่องหลั่งไหลเข้าไปในศิลา
“สีทองหม่น! เชี่ยเอ๊ย… หรือว่านั่นจะเป็นกายาทองคำไร้มลทินในตำนาน!”
วินาทีที่แสงสีทองหม่นสาดประกาย มันก็สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสนามสอบ
กายาทองคำไร้มลทินเลยนะโว้ย! สำหรับคนธรรมดาทั่วไป มันคือสุดยอดขอบเขตที่มีอยู่แค่ในตำนานเท่านั้น!
“สมแล้วที่เป็นทายาทของขอบเขตราชัน ถึงกับหล่อหลอมกายาทองคำไร้มลทินได้สำเร็จ!”
“ก็แค่ไม่รู้ว่าตอนนี้มันอยู่ระดับไหนแล้ว?”
ฝูงชนจ้องหน้าจอเขม็งตาแทบไม่กะพริบ ราวกับกลัวจะพลาดช็อตเด็ด
ทันใดนั้น บนศิลาจารึกพลันปรากฏตัวเลขขึ้นมาหนึ่งตัว
‘สอง!’
“กายาทองคำไร้มลทินระดับสอง!!”
ฝูงชนอุทานลั่นด้วยความตกตะลึง! เนื่องจากการจะยกระดับกายาทองคำไร้มลทินนั้นยากเย็นแสนเข็ญราวกับปีนป่ายขึ้นสวรรค์ การเลื่อนจากระดับหนึ่งไประดับสอง หากเทียบกับกายาทองคำทั่วไป…มันยากระดับเดียวกับการก้าวกระโดดจากระดับหนึ่งไประดับสี่เลยทีเดียว!
หนานโส่วเหรินทำได้ถึงขั้นนี้ เรียกได้ว่าน่าขนลุกสุดๆ!
เมื่อเจ้าตัวเห็นระดับบ่มเพาะของตัวเอง ก็รีบสาวเท้าเดินไปที่หินทดสอบ ก่อนจะทาบฝ่ามือลงไปแนบสนิท
วินาทีนี้ ผู้ชมทั่วทั้งสนามต่างพากันกลั้นหายใจ เกรงว่าจะพลาดวินาทีประวัติศาสตร์
พริบตานั้นเอง ลำแสงสีแดงฉานก็ระเบิดพุ่งทะลักออกจากหินทดสอบ สาดแสงสว่างเจิดจ้าอาบย้อมไปทั่วทั้งลานกว้าง!
พรสวรรค์สีแดง กายาทองคำไร้มลทินระดับสอง!!
ชั่วพริบตานั้น ผู้ชมทั่วทั้งสนามต่างระเบิดเสียงเฮลั่น คลื่นความบ้าคลั่งทะลักทะลวงไปถึงขีดสุด!!