วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 2 : การยั่วยุของหลี่หู่ จัดการได้ในหมัดเดียว!
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 2 : การยั่วยุของหลี่หู่ จัดการได้ในหมัดเดียว!
ซูอวี่ยัดบัตรธนาคารใส่กระเป๋า ก่อนจะสาวเท้าอย่างรวดเร็วมาถึงถนนสายหนึ่งในตัวเมืองเหิงเฉิง
กวาดสายตาเพียงไม่นาน เขาก็ล็อกเป้าหมายไปยังร้านค้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
“ร้านขายโอสถรายใหญ่ซิงเฉิง!”
ร้านขายโอสถแห่งนี้ถือว่ามีชื่อเสียงและอิทธิพลพอตัวในเมืองเหิงเฉิง
ไม่ว่าจะเป็นโอสถสำหรับปั้นปราณโลหิต หรือยาโด๊ปเสริมพละกำลังกายเนื้อ ที่นี่ล้วนมีวางจำหน่ายอย่างครบครัน
กระทั่งโอสถระดับ 3 ที่คนทั่วไปได้แต่แหงนหน้ามอง ก็ยังมีประดับร้าน!
ซูอวี่สูดลมหายใจเข้าลึก ผลักบานประตูร้านขายโอสถรายใหญ่ซิงเฉิงเข้าไป ทันใดนั้น พนักงานต้อนรับคนหนึ่งก็รีบปรี่เข้ามาหาทันที
“คุณผู้ชายท่านนี้ ต้องการรับอะไรดีครับ? ทางเราเพิ่งนำเข้า ‘โอสถปราณโลหิต’ ล็อตใหม่แกะกล่องมาเลย สนใจรับไปลองไหมครับ?”
พนักงานต้อนรับฉีกยิ้มการค้าตามมาตรฐาน เอ่ยถามซูอวี่อย่างนอบน้อม
ซูอวี่ใจเต้นตึกตักด้วยความคาดหวัง ตอบกลับไปสั้นๆ “ขอฉันดูหน่อย!”
พนักงานต้อนรับแอบดีใจเนื้อเต้นในใจ… ลูกค้ารายใหญ่มาแล้ว!
ต้องรู้ก่อนว่า คนที่มีปัญญาเจียดเงินซื้อโอสถปราณโลหิตได้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกกระเป๋าหนักทั้งนั้น
ต่อให้เขาประเมินลูกค้าพลาด แต่ถ้าฟลุกขายโอสถปราณโลหิตออกไปได้สักเม็ด แค่ค่าคอมมิชชันก็คุ้มค่าแรงเขาทั้งวันแล้ว
สำหรับลูกค้าทรงนี้ พนักงานต้อนรับย่อมต้องต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี
“ได้เลยครับ เชิญคุณผู้ชายทางนี้!”
ว่าแล้ว เขาก็ผายมือเชิญซูอวี่มาที่หน้าตู้กระจก ภายในนั้นมีโอสถปราณโลหิตสีแดงฉานกว่าสิบเม็ดวางเรียงรายอยู่บนถาดกำมะหยี่อย่างประณีต
“นี่คือโอสถปราณโลหิตล็อตใหม่ล่าสุดครับ! ถ้าคุณผู้ชายเหมาตู้รวดเดียวสิบเม็ดขึ้นไป ผมมีอำนาจตัดสินใจลดให้สิบเปอร์เซ็นต์ทันที!”
สิบเม็ดก็คือหนึ่งหมื่นหยวน หักส่วนลดสิบเปอร์เซ็นต์ก็ยังตั้งเก้าพันหยวน
โปรโมชั่นนี้เท่ากับซื้อเก้าแถมหนึ่งชัดๆ
ทว่า… น่าเสียดาย
พอฉุกคิดถึงยอดเงินในบัตรที่เหลือติดก้นบัญชีแค่แปดพันหยวน ซูอวี่ก็ทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างจนใจ แล้วเอ่ยปาก
“ไม่ต้องจัดมาเยอะขนาดนั้นหรอก เอาแค่แปดเม็ดก็พอ!”
แปดเม็ด ก็แปดพันหยวนพอดิบพอดี การลงทุนครั้งนี้นับว่าซูอวี่ได้เทหมดหน้าตัก ทุบหม้อข้าวตัวเองทิ้งอย่างแท้จริง!
แต่เพราะการมีอยู่ของ ‘ช่องสังเคราะห์’ ทำให้เขาเลิกเสียดายเศษเงินพวกนี้ไปแล้ว
แววตาของพนักงานต้อนรับฉายความผิดหวังวูบหนึ่ง
แต่ไม่ถึงเสี้ยววินาทีเขาก็ซ่อนมันเอาไว้มิดชิด อย่างไรเสีย ค่าคอมมิชชันจากแปดเม็ด ก็เทียบเท่ากับค่าแรงหลายวันของเขาอยู่ดี
ถือว่าไม่เลวเลย!
“ตกลงครับ! เดี๋ยวผมจะแพ็กโอสถปราณโลหิตให้คุณผู้ชายเดี๋ยวนี้เลย!”
พูดจบ เขาก็เตรียมหันไปจัดการหยิบสินค้า
แต่ในวินาทีนั้นเอง เสียงเย้ยหยันบาดหูก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ
“โย่ว! นี่มันซูอวี่ไม่ใช่เหรอวะเนี่ย ทำไม? ไอ้ขยะอย่างแกถึงเกิดใจป้ำ กล้าเสนอหน้าเหยียบเข้ามาในสถานที่หรูๆ แบบนี้ได้ล่ะ?”
พอได้ยินน้ำเสียงชวนสะอิดสะเอียนนี้ ซูอวี่ก็ขมวดคิ้วแน่น ตวัดสายตามองไปยังต้นเสียงทันที
สิ่งที่เห็นคือ ชายหนุ่มในชุดกีฬาแบรนด์เนมคนหนึ่ง กำลังเดินเชิดหน้าชูคอเข้ามาด้วยท่าทีหยิ่งยโสโอหัง
ชายหนุ่มคนนี้ซูอวี่รู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี… ไอ้เวรนี่คือเพื่อนร่วมชั้นของเขานั่นเอง
ชื่อของมันคือ ‘หลี่หู่’ ปราณโลหิตปาเข้าไปราวๆ 0.35 ถือว่ามีพรสวรรค์พอตัว
กระทั่งมีลุ้นว่า ในการประเมินนักสู้อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า มันอาจจะดันตัวเองขึ้นไปแตะระดับ ‘นักสู้ฝึกหัด’ ได้เลยด้วยซ้ำ
เพียงแต่ ไอ้หมอนี่มักจะไม่ค่อยกินเส้นกับเขามาแต่ไหนแต่ไร
หลี่หู่ชอบทำตัวกร่าง วางอำนาจบาตรใหญ่ชี้นิ้วสั่งคนอื่นในห้องเรียน อาศัยแค่ว่าที่บ้านมีเงินหนุนหลัง สันดานดิบโดยพื้นฐานแล้วจัดว่าห่วยแตกบัดซบ
ซูอวี่คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าโลกจะกลมจนต้องมาเจอไอ้เวรนี่ในสถานที่แบบนี้
ซูอวี่ปั้นหน้าเย็นชา สวนกลับไปเสียงแข็ง “ฉันจะมาที่นี่… แล้วมันไปหนักหัวแกหรือไง?”
พอหลี่หู่เห็นไอ้ขยะอย่างซูอวี่กล้าหักหน้าตนเองซึ่งๆ หน้า สีหน้าของมันก็บึ้งตึงลงทันตาเห็น
“ไอ้สวะเอ๊ย! สภาพอย่างแก… ชาตินี้ทั้งชาติอย่าได้หวังว่าจะได้เสวยสุขในที่แบบนี้เลย!”
หลี่หู่ตวัดสายตาเหยียดหยามไปทางพนักงานต้อนรับข้างๆ แล้วตวาดเสียงกร้าว
“ห่อโอสถปราณโลหิตในตู้ทั้งหมดมาให้พ่อ… พ่อเหมาหมด!”
ดวงตาของพนักงานต้อนรับเบิกกว้าง ลุกวาวเป็นประกาย!
เหมาหมด! งั้นค่าคอมมิชชันของฉันก็พุ่งทะลุเพดานไปอีกขั้นแล้วสิ!
ทันใดนั้น พนักงานต้อนรับก็หันขวับมาทางซูอวี่ แสร้งปั้นหน้าสลดรู้สึกผิด
“ต้องขอประทานโทษด้วยจริงๆ ครับคุณผู้ชาย พอดีคุณหลี่เป็นลูกค้าระดับ VIP ของร้านเรา สินค้าของทางร้าน… จำเป็นต้องให้สิทธิ์คุณหลี่ก่อนครับ”
สีหน้าของซูอวี่ดำทะมึนลงในพริบตา
“ฉันมาก่อนแท้ๆ ทำไมถึงไม่ขายให้ฉัน!”
ซูอวี่คำรามลอดไรฟัน สายตาดุดันจ้องเขม็งไปที่พนักงานต้อนรับราวกับสัตว์ร้ายพร้อมขย้ำเหยื่อ
พนักงานต้อนรับสะดุ้งเฮือกกับรังสีอำมหิตของซูอวี่ แต่พอฉุกคิดถึงก้อนเงินค่าคอมมิชชันจากฝั่งหลี่หู่ ความโลภก็ผลักดันให้เขาฮึดสู้ขึ้นมา
“คุณผู้ชายครับ ผมชี้แจงไปแล้วว่าคุณหลี่คือลูกค้า VIP ของร้าน! สินค้าต้องให้สิทธิ์คุณหลี่ก่อน! ถ้าคุณยังจะมาทำตัวงี่เง่าไร้เหตุผลแบบนี้ ผมคงต้องให้รปภ.มาเชิญคุณออกไปแล้วล่ะครับ!”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการเลือกปฏิบัติแบบหน้าด้านๆ ซูอวี่ก็กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดดำปูดโปนขึ้นเป็นริ้ว
หลี่หู่ที่ยืนดูงิ้วอยู่ข้างๆ แสยะยิ้มเหยียดหยันแล้วเอ่ยปากลอยหน้าลอยตา
“ไอ้ซูอวี่… เห็นแก่ที่เราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน พ่อก็จะไม่รังแกแกหรอกนะเว้ย ขอแค่แกเอาชนะฉันได้ โอสถพวกนี้ฉันยกให้แกฟรีๆ เลย… เป็นไงล่ะ?”
ภายในร้านขายโอสถ พอเห็นว่าฝั่งนี้เริ่มมีปากเสียง ลูกค้าคนอื่นๆ ก็พากันมามุงดูความสนุก
“เฮ้ย! นั่นมันคุณชายรองตระกูลหลี่ไม่ใช่เหรอวะ แล้วไอ้หนุ่มยาจกที่ยืนประจันหน้าอยู่ตรงนั้นมันใครกันล่ะ?”
“จุ๊ๆ… ท้าสู้เอาชนะคุณชายหลี่เนี่ยนะ? ดูทรงแล้วหลี่หู่คงกะจะรังแกไอ้หนูนี่ให้จมดินชัดๆ!”
“เฮ้อ น่าสมเพชไอ้หนูนั่นชะมัด โดนหลี่หู่หมายหัวแบบนี้ จบไม่สวยแหงๆ ถึงหลี่หู่มันจะทำตัวเสเพล แต่ตระกูลมันก็ทุ่มเงินปั้นปราณโลหิตไปแตะ 0.35 แล้ว อีกแค่คืบเดียวก็เลื่อนขั้นเป็นนักสู้ฝึกหัดแล้วแท้ๆ”
“ทรงนี้ ไอ้หนูนั่นคงโดนอัดจนหยอดน้ำข้าวต้มแหงมๆ!”
คนที่สามารถเดินกร่างในสถานที่ระดับนี้ได้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกมีสีมีเส้น จึงย่อมจดจำใบหน้าของหลี่หู่ได้เป็นอย่างดี
ผิดกับซูอวี่ที่เป็นแค่นักเรียนโนเนม พอโดนลูกเศรษฐีอย่างหลี่หู่ล็อกเป้าแบบนี้ ธรรมดาที่คนรอบข้างจะมองว่าเขาคือลูกแกะรอโดนเชือด
หน้าอกของซูอวี่กระเพื่อมขึ้นลงแรงๆ เขาเพ่งสายตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลี่หู่ แล้วเค้นเสียงลอดรอยยิ้มเย็นชา “แกพูดเองนะ!”
หลี่หู่กอดอก มองซูอวี่ด้วยสายตาสมเพชราวกับมองตัวตลก “เออ! พ่อพูดเองนี่แหละ ถ้าแกมีปัญญาเอาชนะฉันได้ ของในตู้พวกนี้… พ่อยกให้แกหมดเลย!”
ซูอวี่ไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง เขาย่อเข่าลงเล็กน้อยเพื่อรวบรวมแรงส่ง วินาทีต่อมา ร่างของเขาก็พุ่งทะยานแหวกอากาศออกไปราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่!
ความเร็วระดับนั้น รวดเร็วและดุดันเสียจนหลี่หู่เบิกตาโพลง ตอบสนองแทบไม่ทัน!
‘เป็นไปได้ยังไงวะ!? ทำไมไอ้สวะนี่ถึงได้เร็วขนาดนี้!’
หลี่หู่ตื่นตัวเต็มสูบในฉับพลัน ทว่าน่าเสียดาย… มันสายไปเสียแล้ว!
จังหวะที่หลี่หู่กำลังจะยกแขนขึ้นตั้งการ์ด ร่างของซูอวี่ก็ประชิดตัวเขาเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับหมัดขวาอันหนักหน่วงที่กระแทกอัดสวนออกไปในเสี้ยววินาที!
ปัง!!
หมัดเดียวซัดเข้ากลางลิ้นปี่ของหลี่หู่อย่างจัง! ร่างของมันลอยละลิ่วกระเด็นไปด้านหลังราวกับว่าวสายป่านขาด ก่อนจะร่วงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหวในชั่วพริบตา!
อย่าลืมสิว่า หลังจากซัดโอสถหลอมโลหิตเข้าไป ปราณโลหิตของซูอวี่ก็ทะลวงไปถึง 0.4 แล้ว! พละกำลังดิบๆ ของเขายิ่งพุ่งทะลุสี่ร้อยกิโลกรัมไปอย่างง่ายดาย!
หมัดมรณะที่อัดแน่นไปด้วยพละกำลังมหาศาลขนาดนี้ ต่อให้เป็นหลี่หู่ที่มีปราณโลหิต 0.35 ก็ไม่มีทางรับมันเอาไว้ได้!
วินาทีต่อมา ทั้งร้านขายโอสถก็ตกอยู่ในความเงียบกริบราวกับป่าช้า…
หลี่หู่… โดนวันพั้นช์น็อกเอาต์ไปแล้ว!
ไทยมุงบางคนถึงกับลอบกลืนน้ำลายดังเอื้อก เบิกตาโพลงมองฉากสยองตรงหน้าด้วยความตกตะลึงอ้าปากค้าง
ส่วนซูอวี่เพียงแค่สะบัดข้อมือเบาๆ แล้วเดินเข้าไปหาพนักงานต้อนรับที่กำลังยืนช็อกตาตั้ง เขาฉวยเอาโอสถปราณโลหิตสิบกว่าเม็ดในถาดนั้นมาอย่างหน้าตาเฉย ก่อนจะหันไปแสยะยิ้มมุมปากให้หลี่หู่ที่นอนกองอยู่บนพื้น
“งั้นก็… ขอบใจสำหรับของขวัญนะเว้ย!”
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินผิวปากตัวปลิวออกจากร้านขายโอสถรายใหญ่ซิงเฉิงไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น!
คล้อยหลังซูอวี่เดินลับสายตาไป ทั้งร้านก็ระเบิดความแตกตื่นกันอุตลุดราวกับรังแตนถูกกระทุ้ง!
หลี่หู่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนด้วยสภาพทุลักทุเลเปื้อนฝุ่น กุมหน้าอกที่ปวดร้าวพลางถลึงตาแดงก่ำมองไปทางประตูร้านด้วยความเคียดแค้นชิงชังสุดขีด
“ไอ้ซูอวี่! ฝากไว้ก่อนเถอะมึง! พรุ่งนี้พ่อจะเอาคืนแกให้สาสม!!”
มันตะคอกสุดเสียง โยนบัตรธนาคารทิ้งไว้ลวกๆ แล้วเดินกระทืบเท้ากระแทกปึงปังออกจากร้านไปด้วยความเกรี้ยวกราดอับอาย
ขณะที่ผู้คนในร้านยังคงยืนมองภาพวุ่นวายนี้ด้วยสายตาสนุกสนานและซุบซิบนินทา
“ไอ้หนูนั่นใจกล้าบ้าบิ่นถึงขั้นกล้าลงมืออัดคุณชายตระกูลหลี่ปางตายเชียวเรอะ! มันไม่รู้รึไงว่าหลี่หู่ยังมีพี่ชายอยู่อีกคน? แถมตอนนี้ไอ้พี่ชายนั่นก็สอบติดเป็น ‘นักสู้ฝึกหัด’ ไปแล้วด้วยซ้ำ!”
“หึๆ… นั่นมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องไปเดือดร้อนหรอก พรุ่งนี้รอดูจุดจบอันน่าสมเพชของไอ้เด็กจองหองนั่นที่โรงเรียนก็พอ รับรองว่า… ศพไม่สวยแน่!”