วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 4 หาเรื่องเหรอ? หมัดเดียวจอด!
ภายในห้องเรียน ซูอวี่นั่งเท้าคางฟังครูสอนด้วยความเบื่อหน่าย
จิตใจของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับเนื้อหาบนกระดานเลยแม้แต่น้อย แต่มันลอยไปถึงเรื่อง ‘การทดสอบนักสู้’ เรียบร้อยแล้
‘มีเพียงการผ่านการทดสอบนักสู้เท่านั้น ถึงจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการคัดเลือกของสถาบันยุทธ์อย่างเป็นทางการ… และมีเพียงการเข้าเรียนในสถาบันยุทธ์เท่านั้น ที่จะพลิกชะตาชีวิตของฉันได้อย่างสิ้นเชิง!’
ค่านิยมนี้ฝังรากลึกไปทั่วทุกหย่อมหญ้าของประเทศต้าเซี่ย
ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างดิ้นรนแทบเป็นแทบตายเพื่อก้าวขึ้นเป็น ‘นักสู้’ และเข้าศึกษาในสถาบันยุทธ์ นี่คือหนทางเดียวที่จะลืมตาอ้าปากและหลุดพ้นจากความต้อยต่ำ ในโลกที่เชิดชูวิถีแห่งยุทธ์เป็นใหญ่!
ในฐานะผู้ทะลุมิติ ซูอวี่ย่อมทะเยอทะยานไปสู่จุดสูงสุด เขาจะไม่ยอมตายอนาถเหมือนชาติก่อนอีกเด็ดขาด!
กริ๊งงงง! เสียงออดเลิกเรียนดังขัดจังหวะความคิด ซูอวี่ไม่รอช้ารูดซิปกระเป๋าหนังสือ เตรียมมุ่งหน้าไปยังสมาคมนักสู้เพื่อเข้ารับการทดสอบทันที
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ร่างกำยำของชายหนุ่มคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาขวางหน้าประตูห้องเรียน
กล้ามเนื้อทุกมัดของมันปูดโปนราวกับพร้อมจะปริแตก ท่วงท่าการเดินเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลังอันดิบเถื่อน
ชายคนนั้นยืนจังก้าขวางประตู ไม่สนหัวครูผู้สอนที่ยังยืนอยู่หน้าชั้น มันแผดเสียงตะคอกลั่น
“ใครชื่อซูอวี่ ไสหัวออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้!”
เสียงนั้นกึกก้องสะเทือนโสตประสาทดั่งพยัคฆ์คำราม
หลี่หู่รีบลุกพรวด ชี้หน้าไปยังซูอวี่ที่นั่งอยู่มุมห้องทันที
“พี่ใหญ่! มันนั่นแหละ! ไอ้สวะนี่แหละที่ปล้นโอสถปราณโลหิตสิบกว่าเม็ดของฉันไปเมื่อวาน!”
ชายร่างยักษ์คนนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นพี่ชายแท้ๆ ของหลี่หู่… หลี่หลง!
เขาคือตัวเต็งอันดับต้นๆ ของโรงเรียนมัธยมเหิงเฉิงที่ 1 ผู้สอบผ่านเกณฑ์ ‘นักสู้ฝึกหัด’ ไปนานแล้ว และกำลังเตรียมตัวทะลวงขึ้นเป็นนักสู้เต็มตัว ชื่อเสียงของมันในโรงเรียนถือว่าไม่ธรรมดา
หลี่หลงตวัดสายตาเหี้ยมเกรียมจ้องเขม็งไปที่ซูอวี่ พลางแสยะยิ้มเย็นชา
“แกสินะที่กล้าปล้นน้องชายข้าเมื่อวาน? จะไสหัวออกมาดีๆ หรือจะให้พ่อเข้าไปลากคอแกออกมา!”
นักเรียนทั้งห้องต่างหน้าซีดเผือด ถูกข่มขวัญด้วยกลิ่นอายคุกคามของหลี่หลงจนไม่มีใครกล้าปริปาก
ครูประจำชั้นทนดูความกำเริบเสิบสานนี้ไม่ไหว รีบตวาดขึ้น
“หลี่หลง! เธอคิดจะทำอะไร ออกไปเดี๋ยวนี้! ที่นี่คือห้องเรียน ไม่ใช่ลานประลอง!”
หลี่หลงแค่นหัวเราะกวนประสาท
“ครูครับ ใจเย็นๆ สิ ผมไม่ได้มาหาเรื่องชกต่อยสักหน่อย แค่อยากมาเห็นหน้าไอ้สวะที่มันกล้าลองดีกับตระกูลหลี่ก็แค่นั้นเอง!”
“เห็นแล้วก็ไสหัวไปซะ!” ครูสวนกลับด้วยสีหน้าดำทะมึน
หลี่หลงยักไหล่แบบไม่ยี่หระ
“วางใจเถอะครู ผมไปแน่”
พูดจบมันก็หันหลังเตรียมเดินจากไป ทว่าก่อนพ้นประตู มันปรายตามองซูอวี่แล้วขยับปากขมุบขมิบแบบไร้เสียง แต่อ่านได้ใจความชัดเจนว่า…
‘พ่อรอแกอยู่หน้าประตูโรงเรียน!’
เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ครูประจำชั้นก็หันมามองซูอวี่ด้วยแววตาหนักใจ
“ซูอวี่… หลี่หลงมันเป็นถึงตัวเต็งของโรงเรียน เธอไปขัดขากันได้ยังไง? ส่วนเธอน่ะหลี่หู่! ทำไมไม่ห้ามพี่ชายตัวเองฮะ!”
หลี่หู่แค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างจองหอง
“ผมฟังคำสั่งพี่ใหญ่คนเดียว!”
ครูประจำชั้นได้แต่ถอดถอนใจอย่างจนปัญญา แต่ไม่ทันไร ซูอวี่กลับสะพายกระเป๋าหนังสือแล้วเดินดุ่มๆ ออกจากห้องไปหน้าตาเฉย!
บรรดานักเรียนที่ชอบสอดรู้สอดเห็นต่างนั่งไม่ติดเก้าอี้ พากันแห่ลุกเดินตามไปดูเรื่องสนุกทันที
“เฮ้ย! ซูอวี่มันไปมีเรื่องกับหลี่หู่ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ? แถมยังกล้าไปปล้นมันอีก หมอนั่นไม่รู้รึไงว่าตระกูลหลี่มันกัดไม่ปล่อย!”
“เหอะ หลี่หู่คงจงใจหาเรื่องมากกว่า ตอนนี้หลี่หลงกำลังขึ้นหม้อ ผ่านการทดสอบนักสู้ฝึกหัดมาตั้งนานแล้ว เผลอๆ ปราณโลหิตน่าจะทะลุ 0.6 ไปแล้วด้วยซ้ำ!”
“ไปเหยียบตาปลาหลี่หลงเข้าแบบนี้ ดูท่าชีวิตมัธยมปลายของซูอวี่คงจบเห่แล้วว่ะ”
ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทา ซูอวี่กลับเดินล้วงกระเป๋าทอดน่องไปตามทางเดินมุ่งสู่หน้าประตูโรงเรียนอย่างชิลล์ๆ
คำขู่ของสวะอย่างหลี่หลง ไม่เคยอยู่ในสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย
‘ก็ดีเหมือนกัน ฉันเพิ่งทะลวงเป็นนักสู้… เอาไอ้หลี่หลงมาเป็นกระสอบทรายทดสอบพลังดูหน่อย ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว’
ณ บริเวณหน้าประตูโรงเรียน เพียงแค่หลี่หลงยืนกอดอกอยู่เฉยๆ ก็แผ่แรงกดดันดุดันออกมาจนนักเรียนที่เดินผ่านไปมาต้องลอบกลืนน้ำลาย
“นั่นหลี่หลงนี่หว่า? มายืนดักรอใครวะ? หรือว่ามีไอ้บอดที่ไหนไปกระตุกหนวดเสือเข้า?”
“จุ๊ๆ ยุคนี้ยังมีคนกล้ารนหาที่ตายอยู่อีกเหรอวะ กล้ามีเรื่องกับตระกูลหลี่ในเมืองเหิงเฉิงเนี่ยนะ! แค่ตัวหลี่หลงเองก็เป็นถึงนักสู้ฝึกหัดแล้ว!”
“งานนี้มีคนเละเป็นโจ๊กแน่”
ฝูงชนจำนวนมากเริ่มก่อตัวมุงดูเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก ซูอวี่ก็เดินก้าวพ้นประตูโรงเรียนออกมา เมื่อเห็นไทยมุงจำนวนมหาศาล เขาก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
หลี่หลงเห็นเป้าหมายโผล่มาก็จ้องเขม็งด้วยสายตาดุร้าย พลางบีบข้อนิ้วดังกรอบแกรบ
“ใจเด็ดดีนี่หว่า! คิดไม่ถึงว่าไอ้สวะอย่างแกจะกล้าโผล่หัวออกมาให้พ่อกระทืบจริงๆ!”
สายตานับร้อยคู่ของไทยมุงหันขวับไปจ้องซูอวี่เป็นตาเดียว
“ไอ้หมอนี่น่ะเหรอคู่กรณีหลี่หลง? จุ๊ๆ หน้าตาก็หล่อดีหรอก แต่สงสัยสมองจะมีปัญหา อนาคตดับวูบแน่มึง”
“ไอ้จืดนี่ใครวะ ไม่เห็นคุ้นหน้าเลย กล้าปีนเกลียวพี่หลงเนี่ยนะ รนหาที่ตายชัดๆ!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์และเสียงหัวเราะเยาะดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ
ซูอวี่กวาดตามองหลี่หลงด้วยสายตาเย็นเยียบไร้อารมณ์ เขาปลดกระเป๋าหนังสือโยนทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใส่ใจ
“จะจบเรื่องตรงนี้เลยใช่ไหม?”
หลี่หลงแค่นเสียงเหี้ยม
“จะตายอยู่แล้วยังเสือกปากดี! วันนี้พ่อจะสั่งสอนให้แกรู้สำนึก ว่าผลของการกระตุกหนวดเสือตระกูลหลี่มันมีจุดจบยังไง!”
สิ้นเสียงคำราม ร่างกำยำของหลี่หลงก็ดีดตัวพุ่งทะยานเข้าใส่ หมัดขวาขนาดมหึมาซัดแหวกอากาศพุ่งตรงเข้าใส่หน้าซูอวี่ดุจลูกปืนใหญ่ทรงพลัง!
“ซี๊ดดด! โคตรเถื่อน! หมัดนี้กะด้วยตาเปล่าพละกำลังทะลุเจ็ดร้อยกิโลกรัมแหงๆ! หลี่หลงมันใกล้จะบรรลุเป็นนักสู้เต็มตัวแล้วนี่หว่า!”
“ไอ้หนุ่มนั่นศพไม่สวยแน่ พละกำลังเจ็ดร้อยกิโลกรัมอัดเข้าหน้านี่ไม่ต่างอะไรกับโดนรถบรรทุกชนเลยนะเว้ย! ยืนบื้อทำไมวะ หลบดิวะ!”
“เฮ้ยเดี๋ยวก่อน! ไอ้หมอนั่นมันบ้าไปแล้ว! มันคิดจะทำอะไรวะน่ะ?!”
เสียงตะโกนลั่นด้วยความแตกตื่นดังขึ้นจากฝูงชน
ทุกสายตาเบิกกว้างจ้องมองภาพเบื้องหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา…
ซูอวี่ไม่แม้แต่จะขยับเท้าหลบ เขายืนนิ่งราวกับขุนเขา ก่อนจะง้างหมัดที่ดูบอบบางกว่าหลายเท่าตัว สวนกลับเข้าปะทะกับหมัดดาวตกของหลี่หลงแบบตรงๆ โต้งๆ!
“ไอ้บ้านั่นมันบวกตรงๆ เลยเหรอวะนั่น!!”
“เหอะ! เอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงชัดๆ สมองมันคงพังไปแล้วแหงๆ แยกย้ายเถอะว่ะ จบแค่นี้แหละ ก็แค่ไอ้โง่คนนึง…”
เสียงเย้ยหยันยังไม่ทันขาดคำ ทว่าในเสี้ยววินาทีต่อมา สีหน้าของทุกคนกลับแข็งค้าง!
เปรี้ยงงงง!!!
วินาทีที่หมัดสองขนาดปะทะกัน ใบหน้าอันเหี้ยมเกรียมของหลี่หลงกลับบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส!
“อ๊ากกกกกก!!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสนั่น ร่างยักษ์ของหลี่หลงปลิวละลิ่วกระเด็นถอยครูดไปกับพื้นคอนกรีตจนเกิดเป็นรอยลากยาวนับสิบเมตร!
มันทรุดลงไปกองกับพื้น กุมมือขวาของตัวเองเอาไว้แน่น สภาพหมัดที่เคยทรงพลังบัดนี้แหลกเละเป็นโจ๊ก เลือดสดๆ และเศษเนื้อสาดกระเซ็น ถึงขั้นมองเห็นกระดูกนิ้วมือแตกหักแทงทะลุผิวหนังออกมาขาวโพลน!
หลี่หลงเงยหน้าจ้องมองซูอวี่ด้วยดวงตาสั่นระริกเต็มไปด้วยความหวาดผวาขีดสุด มันเค้นเสียงสั่นเครือออกจากลำคอ
“กะ… แกไม่ใช่นักสู้ฝึกหัด… แกเป็น… นักสู้!!”
สิ้นคำสั้นๆ ประโยคเดียว ฝูงชนนับร้อยรอบด้านราวกับถูกฟ้าผ่ากลางแสกหน้า ทุกคนเบิกตาโพลงอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง!
นักสู้!!
เด็กหนุ่ม ม.ปลาย อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขา… บรรลุขอบเขต ‘นักสู้’ ไปแล้วงั้นเหรอ?!
ท่ามกลางความเงียบสงัดราวกับป่าช้า ซูอวี่ปรายตามองเศษสวะที่นอนจมกองเลือดด้วยแววตาสมเพช เขาปัดฝุ่นที่มือเบาๆ ก้มลงหยิบกระเป๋าหนังสือขึ้นพาดบ่า แล้วก้าวเดินจากไปอย่างเยือกเย็น
ปล่อยทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังอันน่าเกรงขาม และความหวาดผวาที่ฝังลึกลงไปในจิตใจของทุกคนในที่นั้น!