วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 44 จัดการหวังเจี๋ย ระวังตัวจากสือเจียน!
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 44 จัดการหวังเจี๋ย ระวังตัวจากสือเจียน!
“หืม?”
สิ้นประโยคของหวังเจี๋ย หัวคิ้วของไป๋จ่านพลันขมวดมุ่นเข้าหากัน เขาสะบัดหน้าตวัดสายตามองหวังเจี๋ยขวับ เพราะสัมผัสได้ถึงกลิ่นทะแม่งๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในคำพูดนั้น
“แกหมายความว่ายังไง?” ไป๋จ่านเค้นเสียงถาม
ทว่าหวังเจี๋ยในยามนี้กลับหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ แววตาของมันเบิกกว้างจ้องเขม็งไปที่ร่างของซูอวี่ราวกับเห็นผีสาง สติสัมปชัญญะแตกกระเจิงจนเสียงรอบข้างไม่ทะลวงเข้าโสตประสาทอีกต่อไป
จังหวะนั้นเอง ซูอวี่ก็ก้าวอาดๆ ออกมาเบื้องหน้า เขายืนปรายตามองหวังเจี๋ยด้วยหางตา ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน
“ครูฝึกครับ ไม่ต้องไปถามมันให้เสียเวลาหรอก หวังเจี๋ยในตอนนี้… พอเห็นผมยังยืนหัวโด่มีชีวิตอยู่ มันก็คงช็อกจนวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้วล่ะครับ!”
ได้ยินดังนั้น เฉินเจ๋อก็ขมวดคิ้วถามทันควัน “หมายความว่ายังไง เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ซูอวี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เรื่องนี้คงต้องขอบคุณไอ้สวะหน้าโง่จากลัทธิเทพสวรรค์นั่นล่ะครับ!”
สองครูฝึกยิ่งฟังก็ยิ่งงุนงงเป็นไก่ตาแตก ส่วนหวังเจี๋ย… ปราการจิตใจของมันแหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลีไปเรียบร้อย สภาพยามนี้ราวกับโดนสูบกระดูกสันหลังออกจนหมด ร่างกายอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง ทิ้งตัวล้มพับคามือของเฉินเจ๋อไปดื้อๆ
เฉินเจ๋อปรายตามองสภาพอุจาดตาของมันด้วยความขยะแขยง ก่อนจะสะบัดมือโยนร่างอัปมงคลนั้นทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี แล้วหันขวับกลับมามองซูอวี่
“สวะหน้าโง่จากลัทธิเทพสวรรค์งั้นรึ? ทำไมเธอถึงพูดแบบนั้น?”
หลังจากนั้น ซูอวี่จึงเริ่มสาธยายเรื่องราวทั้งหมดอย่างละเอียดยิบ เริ่มตั้งแต่ที่หวังเจี๋ยพาคนตระกูลหวังมาดักลอบสังหาร ลากยาวไปจนถึงแผนยืมดาบฆ่าคน ใช้หลี่เทียนเฮ่อเป็นเครื่องมือตลบหลังฆ่าล้างบางพวกมันจนเหี้ยน!
พอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจนกระจ่าง โทสะของไป๋จ่านก็ระเบิดตู้ม!
“ค่ายอัจฉริยะปล่อยให้มีเศษสวะเดนตายอย่างแกหลุดเข้ามาได้ยังไงวะ!”
“ฉันก็ว่าอยู่… ทำไมขี้ข้าตระกูลหวังถึงโผล่หัวมาเพ่นพ่านแถวนี้ได้ ปกติตระกูลหวังมันก็เอาแต่กบดานมุดหัวอยู่ในมณฑลเจียงหนาน ไม่เคยแยแสเมืองรอบนอกด้วยซ้ำ ที่แท้ก็ถ่อมาถึงนี่เพื่อตามฆ่าซูอวี่!”
ใบหน้าของไป๋จ่านดำทะมึนด้วยแรงโทสะ สายตาที่ก้มมองหวังเจี๋ยในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับการมองศพไร้ค่า
ส่วนเฉินเจ๋อ แม้จะเงียบไปแต่วินาทีนี้ในใจเขากลับเสียวสันหลังวาบ!
บอกตามตรง แผนการครั้งนี้ของซูอวี่มันบ้าบิ่นระห่ำแตกจนชวนให้หัวใจวายเกินไปแล้ว! ไม่เพียงต้องรับมือกับยอดฝีมือขอบเขตหลอมภายในจากลัทธิเทพสวรรค์ แต่ยังต้องเอาตัวรอดจากการถูกลอบกัดโดยคนจากค่ายอัจฉริยะด้วยกันเองอีก! โชคดีที่ไอ้หนูนี่มันสมองไว พลิกแพลงสถานการณ์ได้อย่างเหนือชั้น ไม่อย่างนั้น… วันนี้คงได้กลายเป็นศพเฝ้าหมู่บ้านนี้ไปจริงๆ
แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อเห็นซูอวี่ยังยืนหยัดครบสามสิบสองไร้รอยขีดข่วน เฉินเจ๋อก็ลอบพ่นลมหายใจด้วยความโล่งอก
“โชคดีจริงๆ… คนไม่เป็นอะไรก็ดีถมเถแล้ว!”
ไป๋จ่านไม่ได้สบถคำด่าทอใดๆ อีก เขาสาวเท้าเดินตรงดิ่งเข้าหาหวังเจี๋ยที่นอนปวกเปียก ก่อนจะซัดฝ่ามือกระแทกเปรี้ยงลงไปเต็มแรง!
พลังวิญญาณอันเกรี้ยวกราดบดขยี้ร่างของหวังเจี๋ยจนแหลกเหลวเละเทะกลายเป็น กองเนื้อบดในพริบตา!
ตู้ม!
หลังลงมือบดขยี้จนสิ้นซาก ไป๋จ่านก็ชักฝ่ามือกลับมาอย่างราบเรียบ เขาปัดเศษเลือดสวะออกจากมืออย่างไม่ยี่หระ
“เดนมนุษย์พรรค์นี้ ตายๆ ไปซะได้ก็ดี จะได้ไม่หนักแผ่นดิน!”
จัดการธุระเสร็จ ไป๋จ่านจึงหันไปพยักหน้าให้ซูอวี่ ก่อนจะทอดสายตามองข้ามไปยังแท่นบูชากลืนโลหิตด้วยแววตาตึงเครียด
“ก่อนหน้านี้ฉันเดาไว้แล้วว่าน่าจะเป็นฝีมือลัทธิเทพสวรรค์ชักจูงอยู่เบื้องหลัง แต่คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าพวกมันจะกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ ถึงขั้นกล้าเสี่ยงถูกสมาคมนักสู้กวาดล้าง แอบมาลอบสร้างแท่นบูชากลืนโลหิตไว้ถึงที่นี่!”
เฉินเจ๋อเดินเข้ามาขนาบข้างพลางแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ “สร้างเรื่องใหญ่โตเขย่าขวัญขนาดนี้ แต่สมาคมนักสู้สาขาเมืองอวิ้นเฉิงกลับหูหนวกตาบอดไม่รู้เรื่องอะไรเลย! ฉันว่าเก้าอี้ประธานสมาคมของพวกมัน… คงถึงเวลาต้องถูกริบแล้วล่ะมั้ง!”
ซูอวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เอ่ยปากถามด้วยความฉงน “ครูฝึกครับ ไอชั่วแท่นบูชากลืนโลหิตนี่… มันคืออะไรกันแน่ครับ?”
ด้วยความที่เพิ่งได้บดขยี้เศษสวะอย่างหวังเจี๋ยระบายอารมณ์ ประกอบกับเห็นซูอวี่ยังยืนหัวโด่ปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน โทสะในใจไป๋จ่านจึงมอดดับลงไปมาก เขาเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แท่นบูชากลืนโลหิต คือแท่นบูชาอาคมนอกรีตสุดชั่วร้าย มันจะสูบแก่นโลหิตของมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิต ส่งผ่านการทำงานของค่ายกลเพื่อกลั่นหลอมออกมาเป็น ‘โอสถโลหิต’ ของพรรค์นี้น่ะ ปกติจะปรากฏให้เห็นก็แค่ในเขตแดนของ ‘หมื่นเผ่าพันธุ์’ เท่านั้นแหละ แต่ในเมื่อลัทธิเทพสวรรค์เป็นขี้ข้ารับใช้เผ่าเทพ การที่พวกมันจะเสือกรู้วิธีการบัดซบแบบนี้… ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก”
“แต่ที่น่าสนใจคือ…” ไป๋จ่านแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบจนน่าขนลุก “ในเมื่อคราวนี้พวกมันเสร่อทิ้งหลักฐานชิ้นเบ้อเริ่มไว้ให้พวกเราจับได้คาหนังคาเขา ไอ้พวกลัทธิเทพสวรรค์ทั่วทั้งมณฑลเจียงหนาน... ก็อย่าหวังว่าจะได้ซุกหัวนอนอย่างสงบสุขอีกเลย!”
“เรื่องใหญ่ระดับนี้… ศูนย์บัญชาการใหญ่คงต้องส่งยอดฝีมือ ‘ระดับโหว’ ลงมากวาดล้างมณฑลเจียงหนานให้ราบเป็นหน้ากลองแน่!”
ยอดฝีมือระดับโหว!
หัวใจซูอวี่กระตุกวูบอย่างแรง คิดไม่ถึงเลยว่าภารกิจระดับ A ที่ดูเผินๆ เหมือนจะไม่มีอะไร กลับเป็นชนวนเหตุลากตัวตนระดับโหวให้เคลื่อนไหวได้! นี่แสดงให้เห็นชัดเจนเลยว่า ขั้วอำนาจเบื้องบนของเผ่ามนุษย์ ให้ความสำคัญกับการกวาดล้างพวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์มากถึงขนาดไหน!
หลังจากนั้น ไป๋จ่านก็ตวัดมือทำลายแท่นบูชากลืนโลหิตที่เหลือทิ้งอย่างง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ พร้อมทั้งกางม่านพลังผนึกขุมพลังงานที่เหลือภายในนั้นเอาไว้อย่างมิดชิด ก่อนจะหันมาเอ่ยกับซูอวี่
“อันที่จริง ภารกิจนี้เธอเป็นคนลงมือจนสำเร็จ พลังงานพวกนี้ก็ถือเป็นหยาดเหงื่อแรงงานที่เธอควรจะได้รับและเก็บไว้เอง แต่เหตุการณ์คราวนี้มันใหญ่โตเกินขอบเขต ของพวกนี้จำเป็นต้องถูกส่งไปเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญให้เบื้องบนตรวจสอบ แต่ไม่ต้องห่วง… ทางค่ายอัจฉริยะจะหาของอย่างอื่นมาชดเชยให้เธออย่างสาสมแน่นอน!”
ดวงตาของซูอวี่เบิกกว้างสว่างวาบราวกับเห็นขุมทรัพย์ “เปลี่ยนเป็นคะแนนค่ายได้ไหมครับ!”
ไป๋จ่านกับเฉินเจ๋อมองหน้ากัน ก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะร่วนออกมา
“ฮ่าๆๆ! ดูเหมือนเธอจะรู้ซึ้งถึงความหอมหวานของคะแนนค่ายแล้วสินะ! ได้! เรื่องนี้ฉันจัดการให้เอง เปลี่ยนมันเป็นคะแนนชดเชยให้เธอทั้งหมดเลย! รอเธอกลับไปเหยียบค่ายปุ๊บ คะแนนจะเด้งเข้าบัญชีทันที!” ไป๋จ่านตบปากรับคำอย่างอารมณ์ดี
จากนั้น ไป๋จ่านก็หันไปสั่งการเฉินเจ๋อด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “นายแวะไปตรวจสอบสมาคมนักสู้สาขาเมืองอวิ้นเฉิงสักหน่อย ถือโอกาสขุดคุ้ยดูด้วยเลยว่ามีหนอนบ่อนไส้ตัวไหนแอบสมรู้ร่วมคิดกับพวกลัทธิเทพสวรรค์บ้างหรือเปล่า! ฉันสังหรณ์ใจว่า… การที่พวกลัทธินอกรีตกล้าเหิมเกริมสร้างแท่นบูชาอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ มันต้องมีเส้นสนกลในสกปรกซุกซ่อนอยู่แน่ๆ!”
สีหน้าของเฉินเจ๋อแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมอำมหิต เขาพยักหน้ารับคำหนักแน่น ก่อนที่ร่างเงาจะพุ่งทะยานแหวกอากาศ เลือนหายไปจากหมู่บ้านในพริบตา
เมื่อสั่งการจัดแจงทุกอย่างเสร็จสรรพ ไป๋จ่านจึงพาซูอวี่เหาะทะยานทะลวงเมฆ มุ่งหน้ากลับสู่ค่ายอัจฉริยะ!
……
ณ ค่ายอัจฉริยะ
ทันทีที่ไป๋จ่านหิ้วซูอวี่กลับมาถึงค่าย เขาก็พุ่งพรวดไปรายงานตัวกับเจียงซ่างในทันที ส่วนซูอวี่ก็ขอตัวแยกย้ายกลับไปพักผ่อนที่ห้องพักของตัวเอง
เมื่อแผ่นหลังสัมผัสเตียงนุ่มๆ ภายในห้องพัก ซูอวี่ไม่รอช้า รีบหยิบป้ายประจำตัวขึ้นมาตรวจสอบความเคลื่อนไหวทันที และมันก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง! ในช่องยอดคงเหลือ มีตัวเลขคะแนนกระโดดพุ่งพรวดขึ้นมาถึง ‘2,500 คะแนน’!
ดวงตาของชายหนุ่มเบิกกว้างเป็นประกายวิบวับ ต้องไม่ลืมนะว่า… ตอนที่เขากดรับภารกิจนี้ ยอดรางวัลมันแค่แปดร้อยแต้มเท่านั้น!
ทว่า สิ่งที่ซูอวี่ไม่รู้ก็คือ ทันทีที่เขาเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขอบเขตหลอมภายใน ระดับความยากของภารกิจก็ถูกประเมินและปรับพุ่งปรี๊ดขึ้นเป็น ‘ระดับ S’ ไปเรียบร้อยแล้ว! ด้วยเหตุนี้รางวัลพื้นฐานจึงเพิ่มขึ้นมหาศาล บวกกับโบนัสชดเชยจากพลังงานแท่นบูชากลืนโลหิตเข้าไปอีก... เบ็ดเสร็จแล้ว ยอดคะแนนที่เด้งเข้าบัญชีจึงอัดแน่นทะลุเป้าถึงสองพันห้าร้อยแต้มเต็มๆ!
สองพันห้าร้อยแต้ม! ตัวเลขระดับนี้มันมากพอจะให้ซูอวี่ถลุงเล่นเสพสุขไปได้อีกนานโข! แถมยัง… มากพอให้เขาเอาไปถอยทักษะยุทธ์และวิชาบ่มเพาะระดับท็อปๆ ที่เล็งไว้มาประดับบารมีได้สบายๆ!
แต่ถึงกระนั้น ซูอวี่ก็ไม่ได้ใจร้อนพุ่งทะยานไปที่หอแลกเปลี่ยนเป็นอันดับแรก เขาเลือกที่จะทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิ เพื่อปรับสมดุลรากฐานพลังของตัวเองให้มั่นคงเสียก่อน
แม้ว่าเขาจะอาศัยทางลัด สูบพลังจากแท่นบูชากลืนโลหิตจนทะลวงกำแพงขอบเขตหลอมโลหิตขั้นกลางได้สำเร็จ แต่นั่นมันก็คือพลังงานสายมืดที่เจือปนไปด้วยกลิ่นคาวเลือด หากไม่รีบโคจรปราณชำระล้างให้บริสุทธิ์หมดจดโดยเร็ว เกรงว่ารากฐานการบ่มเพาะในอนาคตอาจเกิดรอยร้าว และส่งผลข้างเคียงบัดซบตามมาเป็นพรวนแน่
ก๊อกๆๆ!
ทว่า จังหวะที่กำลังจะเข้าสู่สภาวะสงบ เสียงเคาะประตูก็ดังขัดจังหวะขึ้น ซูอวี่ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความขัดใจเล็กน้อย แต่ก็จำต้องยันตัวลุกเดินไปเปิดประตู
ทว่าบุคคลที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู กลับทำให้ชายหนุ่มต้องเลิกคิ้วประหลาดใจ
“หยางเสี่ยว?”
ซูอวี่ประหลาดใจของจริง เพราะในความทรงจำของเขา ไอ้หมอนี่มันคือปีศาจบ้าคลั่งการฝึกซ้อมตัวยง! ถ้าไม่ใช่วันๆ เอาแต่หมกตัวบ่มเพาะอย่างเอาเป็นเอาตาย มันคงไม่มีทางดันพลังพรวดพราดขึ้นไปเหยียบขอบเขตหลอมโลหิตขั้นกลางได้ในระยะเวลาสั้นๆ แบบนี้หรอก!
หยางเสี่ยวยืนจ้องหน้าซูอวี่เขม็งด้วยสีหน้าประหลาดพิกล
“มีธุระอะไรหรือเปล่า?” ซูอวี่เอ่ยถามด้วยความฉงน
หยางเสี่ยวหรี่ตาแคบลง จ้องมองซูอวี่ด้วยสายตาล้ำลึก ก่อนจะเปิดปากเอ่ยเสียงเรียบ “นี่นาย… เคลียร์ภารกิจระดับ A นั่นสำเร็จแล้วงั้นเหรอ?”
คำถามนั้นยิ่งทำให้ซูอวี่ขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม “นายรู้ได้ไงวะเนี่ย?”
หยางเสี่ยวถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยสีหน้าจนปัญญา “ตั้งแต่ตอนที่นายก้าวเท้ากลับมาเหยียบค่าย ข่าวที่นายรอดตายจากภารกิจนรกนั่นก็สะพัดกระจุยกระจายไปทั่วแล้ว! แถมภารกิจเวรนั่นก็ไม่เด้งกลับขึ้นมาบนกระดานอีก... เด็กอมมือยังรู้เลยว่าภารกิจโดนนายเคลียร์ไปเรียบร้อยแล้ว!”
ซูอวี่ยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ “อ้อ… อย่างนี้นี่เอง ว่าแต่ นายมาหาฉันถึงที่นี่มีธุระด่วนอะไรล่ะ?”
หยางเสี่ยวปรายตามองซูอวี่ด้วยสายตาประหลาดใจระคนสมเพช “นี่นาย… ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเลยงั้นเหรอ?”
“รู้เรื่องอะไรวะ?” ซูอวี่ยังคงทำหน้าเหลอหลางุนงง
หยางเสี่ยวถึงกับใบ้แดก เขาขี้เกียจจะพูดพล่ามทำเพลงอะไรให้ยืดเยื้อ ทำเพียงแค่ทิ้งประโยคเตือนสติด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่นเป็นพิเศษ!
“ระวังตัวจาก ‘สือเจียน’ เอาไว้ให้ดี!”
พูดจบ ไอ้บ้าการบ่มเพาะก็สะบัดหน้าหันหลังเดินจากไปทันที! ปล่อยให้ซูอวี่ยืนจ้องแผ่นหลังของมันด้วยความฉงน