วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 43 ปราณโลหิตห้าสิบแต้ม หวังเจี๋ยผู้น่าเวทนา!
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 43 ปราณโลหิตห้าสิบแต้ม หวังเจี๋ยผู้น่าเวทนา!
เวลาผ่านไป พลังปราณโลหิตในร่างซูอวี่พลันเดือดพล่านถึงขีดสุด!
ผิวหนังทั่วร่างแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำในพริบตา ใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก เส้นเลือดดำปูดโปนเต้นตุบๆ สภาพของเขายามนี้ราวกับกำลังกระชากผ่านความเจ็บปวดแสนสาหัส!
“อ๊ากกก!!!”
ซูอวี่แผดเสียงคำรามต่ำดุดันดุจสัตว์ป่าบาดเจ็บดังกึกก้องไม่ขาดสาย ทว่ายิ่งใบหน้าฉายแววเจ็บปวดมากเท่าไหร่ กลิ่นอายขุมพลังในร่างกลับยิ่งทวีความเกรี้ยวกราดดุดันมากขึ้นเท่านั้น! หมอกโลหิตระลอกแล้วระลอกเล่าแผ่ซ่านหมุนวนรอบกายอย่างบ้าคลั่ง
สีของหมอกเลือดยิ่งมายิ่งเข้มข้น ทั่วร่างแผ่ซ่านอานุภาพกดดันสุดหยั่งคาดและกำลังไต่ระดับความแข็งแกร่งขึ้นทุกวินาที มวลอากาศรอบด้านถึงขั้นบิดเบี้ยวเพราะผลกระทบจากหมอกโลหิตอันน่าสะพรึง!
ครืนนน!!!
ภายในร่างของชายหนุ่มราวกับมีมวลน้ำป่าไหลหลากทะลักทะลวงชำระล้างสรรพางค์กาย ก่อเกิดเสียงกึกก้องกัมปนาทเป็นระลอก ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปนานเท่าใด ในที่สุดซูอวี่ก็เบิกตากว้างฉับพลัน!
นัยน์ตาคู่นั้นแดงฉานราวกับอัญมณีสีเลือดที่สาดประกายเจิดจ้า
ตู้ม!
ร่างซูอวี่สั่นสะท้าน คลื่นพลังงานทะลักจุดเดือดซัดสาดออกมาราวกับพายุเฮอริเคน!
มวลพลังกวาดม้วนทำลายล้างรอบทิศทางโดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง แม้กระทั่งเสาหินที่ก่อนหน้านี้ฟันแทงไม่เข้า มาคราวนี้กลับถึงขั้นสั่นสะเทือน!
ชั่วอึดใจ ประกายสีเลือดในแววตาก็ค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความกระจ่างใสล้ำลึกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
“ฟู่!”
ซูอวี่พ่นลมหายใจขุ่นมัวทิ้ง ร่างกายเบาสบายปลอดโปร่งถึงขีดสุด
“สมกับเป็นแท่นบูชาที่ลัทธิเทพสวรรค์ใช้หลอมโอสถโลหิต! ขนาดดูดซับพลังงานมาแค่ส่วนเดียว ยังดันปราณโลหิตฉันให้พุ่งทะลวงแตะระดับห้าสิบแต้มได้เลย!” แววตาซูอวี่ทอประกายเจิดจ้าหาใดเปรียบ
ต้องเข้าใจด้วยว่า พลังงานที่ซูอวี่ดูดซับมานั้นยังไม่ถึงหนึ่งในสิบของขุมพลังจากเสาหินทั้งสี่ต้นด้วยซ้ำ! พลังงานส่วนใหญ่ระเหยสูญสลายไปในอากาศดื้อๆ
แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังอัดฉีดปราณโลหิตให้เขาได้ถึงสิบกว่าแต้ม หากเทียบกับโอสถผสานโลหิตระดับสองแล้ว ประสิทธิภาพของมันยังเหนือชั้นกว่าหลายขุม!
คิดได้ดังนั้น แววตาชายหนุ่มก็สาดประกายจิตสังหารเฉียบขาด
“ไอ้สวะลัทธิเทพสวรรค์ระยำ สมควรโดนสับเป็นหมื่นชิ้น! ถึงกับกล้าเอาเลือดเนื้อชาวบ้านตาดำๆ ทั้งหมู่บ้านมาสังเวยหลอมโอสถโลหิตงั้นรึ!”
ซูอวี่ยันตัวลุกขึ้นยืน ทอดสายตามองบ่อเลือดที่กำลังเดือดพล่านบนแท่นบูชา เขาค้อมศีรษะลงคารวะอย่างหนักแน่น
“ทุกท่านโปรดวางใจ ซูอวี่คนนี้ได้รับบุญคุณอันยิ่งใหญ่จากพวกท่านแล้ว ตราบใดที่ฉันยังมีลมหายใจ ฉันจะถอนรากถอนโคนลัทธิเทพสวรรค์ให้สิ้นซากไปจากแผ่นดินต้าเซี่ย และทวงแค้นให้พวกท่านเอง!”
สิ้นเสียงสัจจะวาจา สายลมแผ่วเบาก็พัดโชยอาบไล้ผืนฟ้าและแผ่นดิน เสียงหวีดหวิวของสายลมคล้ายเสียงสะอื้นไห้แว่วดังกังวานข้างหู
ราวกับดวงวิญญาณอาวรณ์เหล่านั้นกำลังกระซิบคำขอบคุณ!
ซูอวี่สูดลมหายใจลึก เลือดในกายเดือดพล่านฮึกเหิมถึงขีดสุด เขาหรี่ตามองเสาหินทั้งสี่บนแท่นบูชา
“ของจัญไรที่เอาไว้เข่นฆ่าผู้คนพรรค์นี้… ทำลายทิ้งแม่งซะดีกว่า!” ซูอวี่พึมพำ ใบมีดวายุคลั่งปรากฏขึ้นในมือกระชับแน่น
ตามปกติ อุปกรณ์วิญญาณระดับหนึ่งจะต้องเป็นยอดฝีมือหลอมภายในเท่านั้น ถึงจะรีดเค้นอานุภาพสูงสุดออกมาได้ ท้ายที่สุดสิ่งที่เรียกว่า ‘อุปกรณ์วิญญาณ’ ย่อมต้องอาศัย ‘พลังวิญญาณ’ กระตุ้น
ทว่าถึงกระนั้น การที่ซูอวี่ถือครองใบมีดวายุคลั่งก็ยังดันขีดจำกัดพลังรบของเขาให้พุ่งสูงกว่าเดิมหลายเท่าตัว!
สิ่งเดียวที่น่าเสียดายคือ เขายังไม่มี ‘ทักษะยุทธ์’ สายเพลงดาบเลยสักวิชา ไม่อย่างนั้นความแข็งแกร่งคงทะยานทะลุฟ้าไปไกลกว่านี้แน่!
ซูอวี่สูดลมหายใจลึก ‘เจตนารมณ์หยินหยาง’ ไหลเวียนเข้าห่อหุ้มเคลือบใบมีดวายุคลั่งจนทอประกายวาววับ
เจตนารมณ์วิถีต่อสู้ไม่ได้หนุนเสริมแค่ตัวผู้ใช้ แต่มันสามารถผสานเข้ากับศัตราวุธเพื่อยกระดับพลังทำลายล้างได้อีกด้วย! โกงจัดๆ!
วินาทีนั้น ปราณโลหิตในร่างซูอวี่ระเบิดปะทุออกมาราวกับภูเขาไฟ!
ปราณโลหิตห้าสิบแต้ม! นี่คือการก้าวเหยียบขอบเขตหลอมโลหิตขั้นกลางอย่างเป็นทางการ พละกำลังพุ่งทะยานเหนือกว่าขั้นต้นอย่างเทียบไม่ติด!
นัยน์ตาซูอวี่วาวโรจน์ เขาตวัดดาบฟันสะบั้นออกไปสุดแรงเกิด!
คลื่นดาบแฝงอานุภาพมฤตยูฟาดฟันเข้าใส่เสาหินต้นถัดไปอย่างจัง พลังทำลายล้างมหาศาลระเบิดตูมออกมารอบเสาหิน!
ตู้มมม!!!
เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งหมู่บ้าน!
…
ขณะเดียวกัน ภายในหมู่บ้าน
ไป๋จ่านและเฉินเจ๋อกำลังหิ้วปีกหวังเจี๋ย พลิกแผ่นดินค้นหาตัวซูอวี่ไปทั่วทุกซอกทุกมุมอย่างบ้าคลั่ง!
ทว่าเวลาผ่านไป พวกเขากลับไม่พบแม้แต่เงา สีหน้าของสองครูฝึกเริ่มดำทะมึนมืดครึ้มลงเรื่อยๆ
หวังเจี๋ยลอบชำเลืองมองหน้าครูฝึกอย่างหวาดหวั่น ก่อนจะแสร้งทำใจดีสู้เสือเอ่ยปาก “ครูฝึกครับ… พวกคุณคิดว่า การที่ศิษย์น้องซูอวี่โดนยอดฝีมือหลอมภายในอัดไปเต็มๆ แถมตอนนี้ยังไม่เจอศพ… เอ้ย ไม่เจอตัว เป็นไปได้ไหมครับว่า… หมอนั่นจะถูกพวกมันหิ้วปีกจับไปแล้ว!”
ผัวะ!
สิ้นประโยค ฝ่ามืออรหันต์ของเฉินเจ๋อก็โบกเข้ากลางกบาลหวังเจี๋ยอย่างจัง!
“ปากหมา! ถ้าขืนแกยังพ่นเรื่องอัปมงคลออกมาอีกคำเดียว พ่อจะบิดหัวแกให้หลุดกระเด็นคาที่นี่แหละ!” เฉินเจ๋อด่ากราดเส้นเลือดปูดโปน
ตอนนี้ในใจเขาร้อนรุ่มดุจไฟบรรลัยกัลป์สุมอก!
ซูอวี่คือเด็กที่ ‘ท่านผู้นั้น’ เล็งเอาไว้! หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น อย่าลืมว่าถึงท่านผู้นั้นจะเป็นราชันเผ่ามนุษย์ แต่ระดับยอดมนุษย์ด้วยกันก็ใช่ว่าท่านผู้นั้นจะไม่เคยลงมือเชือดทิ้ง! เผลอๆ อาจไม่ใช่แค่หัวเขาที่หลุด แต่อาจลามไปถึง ‘ค่ายอัจฉริยะ’ ทั้งค่ายที่ต้องฉิบหายวายปวง!
คิดถึงจุดนี้ เฉินเจ๋อก็ขมขื่นจนน้ำตาแทบตกใน
ตู้มมม!!!
จังหวะนั้นเอง เสียงระเบิดกัมปนาทก็สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วบริเวณ!
ร่างของเฉินเจ๋อกับไป๋จ่านชะงักกึก หันขวับไปตามต้นเสียงทันที ทั้งคู่สบตากันอย่างรู้ใจ ก่อนจะกระชากคอเสื้อหวังเจี๋ยแล้วพุ่งทะยานแหวกอากาศเข้าไปยังส่วนลึกของหมู่บ้านอย่างบ้าคลั่ง!
“ไป!”
ยอดฝีมือระดับขอบเขตกายาทองคำ ซ้ำยังเป็นระดับหัวกะทิของขอบเขตนี้ ความเร็วย่อมเหนือมนุษย์มนา! ระยะทางแค่ส่วนลึกหมู่บ้าน ใช้เวลาเพียงชั่วลัดนิ้วมือก็พุ่งมาถึง!
และเมื่อทอดสายตาเห็นภาพตรงหน้า รูม่านตาของสองครูฝึกก็หดเกร็งอย่างรุนแรง!
“บัดซบเอ๊ย! แท่นบูชากลืนโลหิตโผล่มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงวะ!”
เฉินเจ๋ออุทานเสียงหลง ทว่าวินาทีต่อมาเมื่อเขาเหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นตายืนตระหง่านอยู่บนแท่นบูชา ประกายแห่งความหวังก็ระเบิดวาบในดวงตาทันที!
“ซูอวี่!”
คนที่ยืนผงาดอยู่กลางแท่นบูชานรกนั่น จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากซูอวี่!
ยามนี้ซูอวี่เพิ่งจะสับเสาหินต้นที่สองแหลกเป็นผุยผง แม้จะทะลวงเหยียบหลอมโลหิตขั้นกลางแล้ว แต่เสาหินเวรนี่ก็ถึกทนเกินเบอร์ ต่อให้อัดพลังเจตนารมณ์ผสานใบมีดวายุคลั่ง เขาก็ยังต้องงัดแรงฮึดเฮือกสุดท้ายมาใช้ถึงจะพังมันลงได้
จังหวะที่เสาหินพังทลาย เสียงตะโกนคุ้นหูก็ดังแว่วมา ซูอวี่หันขวับ
สิ่งที่เห็นคือไป๋จ่านและเฉินเจ๋อกำลังหิ้วปีกหวังเจี๋ยทะยานเข้ามาในกรอบสายตา ชายหนุ่มทอประกายดีใจวูบหนึ่ง อ้าปากเตรียมจะร้องทัก ทว่ากลับมีเสียงแหลมปรี๊ดอุทานแทรกขึ้นมาด้วยความช็อกสุดขีดเสียก่อน!
“ซูอวี่! ก... แกยังไม่ตายอีกเหรอวะ!!”
สองครูฝึกและหนึ่งนักเรียนขมวดคิ้วกึก ตวัดสายตาขวับไปมองต้นเสียงพร้อมกัน
ภาพที่เห็นคือหวังเจี๋ยกำลังเบิกตาถลน หน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม ตัวสั่นงันงกเผลอแหกปากหลุดความลับออกมาเต็มรัก!