วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 47 ปรมาจารย์หวังเหวย! คุยเหรอ? ทำไมจะไม่กล้าล่ะ!
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 47 ปรมาจารย์หวังเหวย! คุยเหรอ? ทำไมจะไม่กล้าล่ะ!
วันรุ่งขึ้น ณ คฤหาสน์ตระกูลหวัง เมืองเอกเจียงหนาน
คฤหาสน์ตระกูลหวังตั้งตระหง่านอยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง โอบล้อมด้วยขุนเขาและสายน้ำไหลเอื่อย นับเป็นทำเลทองที่มีทิวทัศน์งดงามตระการตาที่สุดแห่งหนึ่ง
เวลานี้ ภายในโถงอาคารอันโอ่อ่าอลังการกลางคฤหาสน์ มีร่างของคนสามคนยืนนิ่งเงียบอยู่
หนึ่งในนั้นคือ หวังซี!
ใบหน้าของหวังซีซีดเผือด เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ราวกับเพิ่งไปพบเจอฝันร้ายที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดมาหมาดๆ
ส่วนสองคนที่ยืนขนาบข้างเขา คือชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่ง
หญิงวัยกลางคนมองหวังซีด้วยสายตาปวดใจยิ่ง เธอรั้งแขนเสื้อชายข้างกายแล้วบ่นอุบ
“เดี๋ยวพอคุณพ่อมาถึง คุณต้องช่วยพูดแทนลูกชายของเราให้ดีๆ เลยนะ! ก็แค่สั่งคนไปเก็บเด็กค่ายยอดอัจฉริยะคนเดียว มันจะสลักสำคัญอะไรนักหนา!”
“ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเราเป็นถึงเสาหลักของเด็กรุ่นใหม่ตระกูลหวังเชียวนะ! ถ้าคุณพ่อของคุณไม่ยอมช่วย งั้นฉันจะไปขอให้ตระกูลฝั่งแม่ของฉันออกโรงเอง!”
ทั้งสองคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพ่อและแม่ของหวังซีนั่นเอง
ฝ่ายชายคือ หวังหลุน บุตรชายคนโตของผู้นำตระกูลหวังคนปัจจุบัน ส่วนฝ่ายหญิงคือ อวิ๋นซิ่ว ว่ากันว่าเธอเป็นถึงลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของผู้นำตระกูลใหญ่แห่งมณฑลฉู่
หวังหลุนถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ถ้าเป็นเรื่องอื่น ฉันจัดการให้ได้หมดนั่นแหละ! แต่เรื่องลอบสังหารเด็กค่ายยอดอัจฉริยะเนี่ย มันแทงเรื่องไปถึงหูตาเฒ่าหวังหลงได้ง่ายมาก ถึงตอนนั้นถ้าหวังหลงสติแตกขึ้นมา เกรงว่าต่อให้เป็นพ่อของฉัน… ก็คงเอาไม่อยู่หรอกนะ!”
อวิ๋นซิ่วเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่แยแส “ตาหวังหลงนั่นก็เป็นแค่ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์คนนึงไม่ใช่หรือไง? ฉันไม่สนหรอก ฉันมีลูกชายแค่คนเดียว! ถ้าตระกูลหวังของพวกคุณจัดการไม่ได้ ฉันก็จะให้ตระกูลฝั่งฉันจัดการเอง! ลูกชายฉันอยากจะฆ่าใคร ไอ้ขยะนั่นก็สมควรจะถือเป็นเกียรติวงศ์ตระกูลแล้ว!”
เมื่อเห็นภรรยาแผลงฤทธิ์ไร้เหตุผล หวังหลุนก็ทำได้เพียงลอบถอนหายใจ และยืนรอต่อไปเงียบๆ
ครู่ต่อมา ร่างชราภาพร่างหนึ่งก็ค่อยๆ ก้าวเข้ามาในครรลองสายตาของทั้งสาม
แม้แผ่นหลังจะดูชรา ทว่ารูปร่างกลับสูงใหญ่กำยำดุจหินผา เส้นผมขาวโพลนเต็มศีรษะมิอาจบดบังกลิ่นอายพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างได้เลยแม้แต่น้อย!
ชายผู้นี้คือผู้นำตระกูลหวังคนปัจจุบัน และยังเป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์คนที่สองแห่งมณฑลเจียงหนาน... หวังเหวย!
หวังเหวยกวาดตามองทั้งสามคนเบื้องหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบทรงพลัง
“เรื่องของหวังหลง เดี๋ยวฉันจะไปคุยให้เอง ช่วงนี้ก็ให้ซีเอ๋อร์เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านไปก่อน รอให้การสอบเกาเข่าจบลง… ค่อยปล่อยเขาออกไป!”
หวังหลุนได้ยินดังนั้นก็ดีใจเนื้อเต้น รีบโค้งศีรษะรับคำทันที “ขอบคุณครับคุณพ่อ!”
แต่กลายเป็นอวิ๋นซิ่วที่ชักสีหน้าหงุดหงิด เธอหันไปเผชิญหน้ากับหวังเหวยตรงๆ แล้วแหวขึ้น “คุณพ่อคะ! ซีเอ๋อร์ยังไงก็เป็นหลานชายแท้ๆ ของคุณพ่อนะ! ก็แค่จะฆ่าเด็กค่ายยอดอัจฉริยะไปคนนึง แถมยังฆ่าไม่ตายด้วยซ้ำ หรือว่า… คุณพ่อคิดจะปล่อยให้พวกมันส่งซีเอ๋อร์เข้าคุกนักสู้จริงๆ เหรอคะ?”
“เอาเป็นว่าฉันไม่ยอมเด็ดขาด! ถ้าคุณพ่อไม่ออกหน้า อย่างมากฉันก็แค่พาซีเอ๋อร์กลับไปอยู่บ้านแม่ของฉัน! ที่มณฑลฉู่ ไม่มีหมาตัวไหนกล้าทำตัวเป็นปรปักษ์กับตระกูล อวิ๋นแบบนี้หรอกนะ!”
ได้ยินภรรยาปากดีขนาดนั้น หวังหลุนที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับเหงื่อตก รีบกระตุกชายเสื้อภรรยารัวๆ
นัยน์ตาของหวังเหวยหรี่แคบลงในฉับพลัน ประกายตาดุดันเฉียบขาดราวกับคมดาบพุ่งกระแทกใส่ร่างของอวิ๋นซิ่วอย่างจัง!
ทว่าอวิ๋นซิ่วกลับทำตัวหน้ามืดตามัว สัมผัสไม่ได้ถึงโทสะอันคุกรุ่นของพ่อสามี เธอยังคงเชิดหน้าพ่นคำพูดพล่อยๆ ออกมาอย่างไม่แยแส
“นี่ถ้าไม่ใช่เพราะมณฑลเจียงหนานมันห่างไกลความเจริญจากตระกูลอวิ๋นของฉันมากล่ะก็ มีหรือพวกสวะชั้นต่ำพวกนี้จะกล้าปีนเกลียวกับลูกชายฉัน! ฉันอยากจะรู้นัก ถ้าเป็นที่มณฑลฉู่… ลูกชายฉันอยากจะฆ่าใคร จะมีหน้าไหนกล้าเสนอหน้ามาขวาง!”
หวังเหวยสูดลมหายใจเข้าลึก ข่มกลั้นโทสะแล้วหลับตาลง
ครู่ต่อมา ชายชราลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบไร้อารมณ์
“ช่างเถอะ… เดี๋ยวฉันจะไปเจรจากับไอ้เด็กนั่นด้วยตัวเอง”
สิ้นคำ ร่างชราของหวังเหวยก็พลันอันตรธานหายวับไปจากสายตาของทั้งสามคนราวกับภูตผี!
จนกระทั่งบารมีอันหนักอึ้งจางหายไป หวังซีที่เอาแต่ก้มหน้าหวาดผวาถึงกล้าเงยหน้าขึ้นมา เขามองแม่ตัวเองด้วยแววตาวิตกกังวล
“แม่ครับ… จะไม่เป็นอะไรจริงๆ ใช่ไหม? ผมไม่อยากเข้าไปนอนเน่าในคุกนักสู้นะครับ!”
อวิ๋นซิ่วลูบหัวลูกชายหัวแก้วหัวแหวนด้วยสีหน้าปวดใจสุดซึ้ง “วางใจเถอะลูกรัก ในมณฑลเจียงหนาน ปู่ของลูกก็ถือว่าเส้นใหญ่และมีบารมีคับฟ้าอยู่พอตัวแหละ”
ได้ยินคำปลอบโยนจากผู้เป็นแม่ หัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของหวังซีถึงได้ค่อยๆ สงบลง
……
อีกด้านหนึ่ง ณ บริเวณหน้าประตูค่ายยอดอัจฉริยะ
ร่างของซูอวี่ก้าวเดินออกมา โดยมีเจียงซ่างยืนรอรับอยู่หน้าประตูตั้งแต่แรกแล้ว
เมื่อเห็นชายหนุ่ม เจียงซ่างก็ฉีกยิ้มกว้าง “ไปกันเถอะ อย่าปล่อยให้ท่านประธานหวังต้องรอนานเลย!”
ซูอวี่พยักหน้ารับคำ
จากนั้นทั้งสองก็ก้าวขึ้นรถยนต์หุ้มเกราะประจำค่ายยอดอัจฉริยะ เหยียบคันเร่งซิ่งทะยานฉีกกระชากสายลม มุ่งหน้าสู่เมืองเอกเจียงหนานทันที!
เมืองเอกเจียงหนาน มีอีกชื่อเรียกสั้นๆ ว่า ‘เมืองเจียงหนาน’
ตัวรถแล่นมาหยุดอยู่เบื้องหน้าประตูเมืองเจียงหนาน กำแพงเมืองแห่งนี้ตั้งตระหง่านเสียดฟ้า แค่ความสูงก็ปาเข้าไปหลายสิบเมตรแล้ว! พื้นผิวสีดำทะมึนของกำแพงแผ่กลิ่นอายคลื่นพลังกดดัน จนทำให้ผู้ที่พบเห็นต้องรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึง
อาณาเขตภายในกำแพงเมืองนั้นกินพื้นที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาถึงหลายร้อยกิโลเมตร พูดง่ายๆ คือ ถ้าเอาเมืองเหิงเฉิงทั้งเมืองมาวางแหมะลงไป มันก็คงมีขนาดแค่หนึ่งในสิบของมหานครแห่งนี้เท่านั้น!
แต่ด้วยความที่พวกเขานั่งรถวีไอพีประจำค่ายยอดอัจฉริยะ ด่านตรวจจึงเปิดทางให้ผ่านฉลุยอย่างรวดเร็ว รถหุ้มเกราะมุ่งหน้าตรงดิ่งไปยัง… ศูนย์บัญชาการใหญ่สมาคมนักสู้มณฑลเจียงหนาน!
ตึกตระหง่านของศูนย์บัญชาการใหญ่สูงเสียดฟ้าทะลุเมฆ ความสูงของมันน่าจะปาเข้าไปร่วมสองร้อยเมตร บริเวณลานทางเข้าอันกว้างขวางคลาคล่ำไปด้วยเหล่านักสู้ที่เดินขวักไขว่ไปมาอย่างคึกคัก
ซูอวี่เพียงแค่กวาดสัมผัสวิญญาณประเมินดูคร่าวๆ เขาก็สามารถจับสัมผัสกลิ่นอายของนักสู้ขอบเขตหลอมภายในได้มากกว่าสิบคนแล้ว!
ในเมืองเล็กๆ อย่างเหิงเฉิง มีนักสู้ขอบเขตหลอมภายในแค่สองคนถ้วนเท่านั้น!
แต่ในมหานครเจียงหนานแห่งนี้ ยอดฝีมือขอบเขตหลอมภายใน ต่อให้ไม่ได้เดินเพ่นพ่านเกลื่อนกลาดเป็นผักปลาตามตลาด แต่มันก็มีเยอะซะจนน่าขนลุก!
เจียงซ่างยิ้มบางๆ นำทางซูอวี่ก้าวเข้าไปในตัวตึก
ทันทีที่เหยียบย่างเข้ามา ภาพแรกที่สะท้อนเข้าสู่สายตาคือโถงรับรองอันโอ่อ่ากว้างขวาง ภายในมีพนักงานสาวสวยในชุดยูนิฟอร์มรัดรูปยืนส่งยิ้มหวาน คอยอธิบายและให้คำแนะนำเรื่องต่างๆ แก่นักสู้ที่เดินผ่านไปมา
“ไปกันเถอะ ท่านประธานรอพวกเราอยู่ในห้องทำงานแล้ว ขึ้นไปกันเลย!”
เจียงซ่างเอ่ยอย่างอารมณ์ดี พลางพาร่างชายหนุ่มเดินตรงดิ่งไปยังโถงลิฟต์
ซูอวี่เดินตามเจียงซ่างไปติดๆ ทว่าจู่ๆ เจียงซ่างที่เดินนำอยู่ก็เบรกฝีเท้าลงกะทันหัน ซูอวี่จึงเงยหน้าขึ้นมองตามสายตาของอีกฝ่าย
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือ ชายชรารูปร่างสูงใหญ่กำยำดุจขุนเขากำลังยืนเอามือไพล่หลังนิ่งสงบอยู่หน้าประตูลิฟต์ ผู้คนรอบข้างต่างแสดงสีหน้าหวาดผวาชายคนนี้สุดขีด รัศมีรอบตัวเขากดดันเสียจนไม่มีใครกล้าเฉียดกรายเข้าไปใกล้แม้แต่ก้าวเดียว!
ทันทีที่เห็นชายคนนี้ สีหน้าของเจียงซ่างก็ทะมึนทึงลงถนัดตา แต่เขาก็ยังคงประสานมือโค้งคำนับให้อีกฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้
“หัวหน้าครูฝึกค่ายยอดอัจฉริยะ เจียงซ่าง คารวะปรมาจารย์หวังครับ!”
สิ้นคำทักทายของเจียงซ่าง รูม่านตาของซูอวี่ก็หดเกร็งวูบ! สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่ชายชราตรงหน้าอย่างระแวดระวังทันที
หวังเหวยปรายตามองเจียงซ่างแวบหนึ่งอย่างเย็นชา ก่อนจะเบนสายตาอันทรงพลังมาหยุดลงที่ตัวซูอวี่ พริบตานั้น นัยน์ตาคู่นั้นพลันสาดประกายกดดันอันดุดันออกมาทันที!
“สมแล้วที่เป็นคนที่ทำลายสถิติของโหวทวนศักดิ์สิทธิ์ได้… ใจกล้าบ้าบิ่นไม่เบาเลยนี่!”
เจียงซ่างจ้องหวังเหวยด้วยสายตาระแวดระวังระดับสูงสุด ขยับตัวบังซูอวี่ไว้ครึ่งซีกก่อนเอ่ยเสียงหนักแน่น
“ปรมาจารย์หวัง! ท่านประธานสั่งให้ผมพาซูอวี่ขึ้นไปพบ ได้โปรดอย่าทำให้ผู้น้อยต้องลำบากใจเลยครับ!”
“คิดจะเอาหวังหลงมาข่มฉันงั้นรึ?” หวังเหวยแค่นเสียงต่ำในลำคอ “วางใจเถอะ! ฉันยังไม่หน้าด้านพอที่จะลดตัวลงไปรังแกเด็กรุ่นหลานหรอก!”
ชายชราเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย จ้องลึกเข้าไปในดวงตาซูอวี่แล้วพูดเย้ยหยัน
“แกชื่อซูอวี่สินะ? ว่าไง… กล้ามาคุยกับคนแก่ๆ อย่างฉันสักสองสามคำหรือเปล่าล่ะ?”
สีหน้าของซูอวี่ยังคงสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น เขาก้าวเท้าฝ่าแรงกดดันออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยืดอกรับการท้าทาย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าหนักแน่นดุจหินผา!
“แค่คุย… ทำไมผมจะไม่กล้าล่ะ?”