วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 48 ยืนหยัดถึงที่สุด ความดูแคลนของหวังเหวย!
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 48 ยืนหยัดถึงที่สุด ความดูแคลนของหวังเหวย!
“แค่คุย… ทำไมผมจะไม่กล้าล่ะ?”
ซูอวี่ก้าวเดินออกไปเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า เผชิญหน้ากับบารมีของหวังเหวยตรงๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ทั้งเจียงซ่างและหวังเหวยต่างประหลาดใจกับการกระทำอุกอาจของชายหนุ่มอย่างเห็นได้ชัด วินาทีที่ซูอวี่พ่นประโยคนั้นออกมา แม้แต่ตัวหวังเหวยเองก็ยังถึงกับชะงักงันไปชั่วครู่
ก่อนที่ปรมาจารย์เฒ่าจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่น!
“ฮ่าฮ่าฮ่า! สมกับที่เป็นอัจฉริยะ หยิ่งผยองอวดดีใช้ได้ ไม่เลว!”
หวังเหวยสะบัดชายเสื้อ หันหลังเดินตรงไปยังอีกทิศทางหนึ่ง ทว่าน้ำเสียงทรงพลังกลับยังคงดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของซูอวี่
“ฉันจะไปรอแกที่ห้องประชุม หวังว่าแกจะไม่ทำให้ผู้เฒ่าคนนี้ต้องผิดหวังนะ!”
สิ้นคำ ร่างชราก็พลันอันตรธานหายวับไปจากครรลองสายตาราวกับภูตผี
นัยน์ตาของซูอวี่สาดประกายคมปลาบ เขากำลังจะก้าวเท้าตามไป ทว่าเจียงซ่างกลับรีบคว้าแขนเขาเอาไว้เสียก่อน
สีหน้าของหัวหน้าครูฝึกย่ำแย่ถึงขีดสุด เขาเอ่ยเตือนเสียงเครียด
“ซูอวี่ อย่าหุนหันพลันแล่น! หวังเหวยจงใจยั่วยุนาย ตามฉันขึ้นไปพบท่านประธานเดี๋ยวนี้ ด้วยพรสวรรค์ระดับนาย ท่านประธานต้องยอมยื่นมือเข้าสอดแน่!”
ซูอวี่ยิ้มบาง หันไปตอบเจียงซ่างด้วยท่าทีสบายๆ
“วางใจเถอะครับหัวหน้าครูฝึก ในเมื่อตาเฒ่านั่นกล้าเรียกผมไปคุยต่อหน้าคุณ เขาก็คงไม่หน้าด้านลงมือหรอก เพราะถ้าคิดจะฆ่าผมจริงๆ เขาไม่มีทางปล่อยไก่ทำต่อหน้าคุณให้เสียเรื่องแน่นอน”
ชายหนุ่มหรี่ตาแคบลง มองตรงไปยังทิศทางของห้องประชุม
“ถ้าผมเดาไม่ผิด หวังเหวยน่าจะอยากเรียกผมไปเจรจาสงบศึกเงียบๆ มากกว่าล่ะมั้งครับ!”
พูดจบ ซูอวี่ก็ก้าวเท้ายาวๆ มุ่งหน้าสู่ห้องประชุมอย่างไม่สะทกสะท้าน
เจียงซ่างมองตามแผ่นหลังอันเด็ดเดี่ยวของชายหนุ่ม เขายืนอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
หัวหน้าครูฝึกกัดฟันกรอด รีบจ้ำอ้าวมุ่งหน้าสู่ชั้นบนสุดของศูนย์บัญชาการทันที
“ไม่ได้การล่ะ! เรื่องนี้คงมีแค่ท่านประธานเท่านั้นที่จะเอาอยู่!”
……
ณ ห้องประชุม
ภายในห้องอันกว้างขวางโอ่อ่า บัดนี้มีเพียงหวังเหวยและซูอวี่สองคนเท่านั้นที่นั่งเผชิญหน้ากันอยู่คนละฝั่งโต๊ะ
หวังเหวยประสานสายตาจ้องมองเด็กหนุ่มเบื้องหน้า ภายในแววตาอันขุ่นมัวของชายชรามีประกายคมปลาบวาบผ่าน
“คลื่นลูกใหม่ย่อมแรงกว่าคลื่นลูกเก่าจริงๆ… ตอนฉันอายุเท่าแก ฉันยังปอดแหก ไม่กล้ามานั่งเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ตัวคนเดียวแบบนี้เลยนะ!”
ซูอวี่เหยียดยิ้มบางๆ ก่อนจะตอกกลับหน้าตาเฉย
“ผมไม่ได้มาตัวคนเดียวซะหน่อยครับ เดี๋ยวท่านประธานหวังก็เรียกให้ผมไปพบแล้วเหมือนกัน”
ได้ยินคำยอกย้อน หวังเหวยก็หัวเราะหยันออกมาเบาๆ
“เรื่องที่หวังหลงเรียกแกมาพบ ฉันรู้ล่วงหน้าหมดแล้ว จะกราบอาจารย์สินะ? หึ! สหายคนสนิทของตาเฒ่านั่น ฉันรู้จักมักคุ้นหัวนอนปลายเท้าพวกมันทุกคนนั่นแหละ พูดกันตามตรง... ฉันล่ะอยากจะรู้จริงๆ ว่าหน้าไหนกันแน่ ที่ทำให้หวังหลงยอมล้มเลิกความคิดที่จะปั้นแกด้วยตัวเอง แล้วเปลี่ยนมาเป็นแม่สื่อแนะนำแกให้แทน”
ซูอวี่ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “เรื่องนี้ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ แต่ถ้าเดี๋ยวปรมาจารย์หวังพอมีเวลาว่าง… จะลองตามไปดูด้วยกันก็ย่อมได้นะครับ”
หวังเหวยยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเนิบนาบ วางมาดสุขุมแล้วเอ่ยขึ้น
“ไม่ต้องเอาอาจารย์ที่แกยังไม่ได้กราบหัวมาข่มฉันหรอก! เดี๋ยวฉันตามไปดูแน่ แต่ตอนนี้… เรามาสะสางเรื่องระหว่างเรากันก่อนดีกว่า”
“โอ๊ะ? ปรมาจารย์หวังครับ ผมก็เป็นแค่เด็กรุ่นหลังในขอบเขตหลอมโลหิตต้อยต่ำ จะไปมีเรื่องราวขุ่นข้องหมองใจอะไรกับปรมาจารย์ผู้ทรงเกียรติระดับท่านได้ล่ะครับ!”
ซูอวี่แสร้งทำตาโตตีหน้าซื่อถามกลับไป
หวังเหวยแค่นเสียงราบเรียบไม่สะทกสะท้าน “ซูอวี่ แกเป็นคนฉลาด ฉันก็จะไม่อ้อมค้อมล่ะนะ เรื่องที่หลานชายของฉันส่งคนไปลอบสังหารแกน่ะ จะถือซะว่าเห็นแก่หน้าฉัน… แล้วปล่อยให้เรื่องมันแล้วๆ ไปได้ไหม?”
ชายชราจ้องซูอวี่เขม็ง เขามั่นใจเต็มเปี่ยม ยังไงซะตนเองก็เป็นถึงยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ที่เดินกระทืบเท้าทีแผ่นดินก็สั่นสะเทือน! ยอดฝีมือระดับนี้ลดตัวลงมาเจรจาด้วยตัวเอง ต่อให้ไอ้เด็กนี่จะพรสวรรค์สูงส่งทะลุฟ้าแค่ไหน ตอนนี้มันก็เป็นแค่มดปลวกในขอบเขตหลอมโลหิตเท่านั้น!
มันจะกล้าหักหน้าฉันเชียวเหรอ?
ทว่า… ประโยคต่อมาที่หลุดออกจากปากชายหนุ่ม กลับทำเอาเส้นเลือดบนขมับของหวังเหวยกระตุกเต้นตุบๆ!
“ผมขอปฏิเสธ!”
ซูอวี่ทิ้งตัวเอนหลังพิงพนักโซฟาเต็มแรง บิดขี้เกียจอย่างสุดแสนจะสบายอารมณ์ เขามองตรงไปยังปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ พร้อมแสยะยิ้มกว้างโชว์ฟันขาวจั๊วะ
“ปรมาจารย์หวังครับ… ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากให้หน้าท่านนะ แต่บังเอิญซูอวี่คนนี้มันเป็นพวกสันดานคนพาลใจแคบ! ใครหน้าไหนที่กล้าแว้งกัดผม… ซูอวี่คนนี้จะตามจองล้างจองผลาญ กัดมันไม่ปล่อยจนกว่าจะตายกันไปข้าง!”
“ต่อให้คนๆ นั้นจะมีปรมาจารย์คุ้มกะลาหัว… ผมก็ไม่เว้น!”
จังหวะที่พ่นประโยคสุดท้ายออกมา แววตาขี้เล่นของซูอวี่พลันแปรเปลี่ยนเป็นดุดันอำมหิตราวกับสัตว์ร้าย คมกริบดุจใบมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกสรรพสิ่ง!
สีหน้าที่เคยวางมาดเหนือกว่าของหวังเหวย พลันบิดเบี้ยวและมืดทะมึนลงอย่างเห็นได้ชัด
“พูดจาสามหาวแบบนี้… แปลว่าแกกล้าฉีกหน้าผู้เฒ่าอย่างฉันงั้นสิ?”
ซูอวี่หัวเราะหึๆ ในลำคอ “ก็ไม่ได้อยากจะฉีกหน้าปรมาจารย์หรอกนะครับ! แต่ผมมันเป็นพวกโรคจิต... ใครยิ่งมาบีบให้ผมทำอะไร ผมก็… ยิ่งอยากจะสวนทาง!”
“สรุปว่าตกลงกันไม่ได้สินะ?”
“ไม่มีทางตกลงได้เลยต่างหากล่ะครับ!”
ซูอวี่สวนกลับไปอย่างหนักแน่นเด็ดขาด ไร้เยื่อใย!
หวังเหวยเงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะแค่นเสียงเย็นเยียบทะลุกระดูก
“รนหาที่ตาย! ในเมื่อเป็นแบบนั้น… ฉันก็อยากจะเห็นเป็นบุญตานัก ว่าหมาตัวไหนมันให้ความกล้ากับแกขนาดนี้! อาจารย์กำมะลอที่แกยังไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าคนนั้นงั้นรึ? หรือว่าคนที่หนุนหลังของแกคือตาเฒ่าหวังหลงกันแน่!”
หวังเหวยค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน กลิ่นอายพลังปราณอันหนักอึ้งปานขุนเขาถล่มทลายทะลักออกจากร่าง พุ่งกดทับลงมา! เขาก้มหน้ามองซูอวี่ด้วยสายตาเหยียดหยามราวกับมองเศษขยะ
“ไหน... แกกล้าพาผู้เฒ่าอย่างฉันไปเปิดหูเปิดตาดูหน้ามันหน่อยไหมล่ะ?”
ซูอวี่ฉีกยิ้มกว้างด้วยท่าทีใสซื่อไร้เดียงสาสุดๆ
“แหม~ ในเมื่อปรมาจารย์หวังเอ่ยปากรบเร้าเองขนาดนี้ ผมก็ไม่ใช่พวกใจไม้ไส้ระกำชอบขัดใจคนแก่ซะด้วยสิ งั้นก็… เชิญตามมาเลยครับ!”
ได้ยินคำยียวนกวนประสาทนั้น มุมปากของหวังเหวยก็กระตุกยิกๆ จนแทบจะคุมไม่อยู่
ไอ้เด็กเวร! เมื่อกี้แกเพิ่งจะพ่นคำออกจากปากพล่อยๆ ว่าตัวเองสันดานเสียชอบขัดใจคนไม่ใช่หรือไงวะ! อย่างไรก็ตาม หวังเหวยขี้เกียจจะลดตัวลงไปต่อล้อต่อเถียงกับเด็กเมื่อวานซืน เขาเดินเอามือไพล่หลัง สะบัดชายเสื้อเดินนำออกจากห้องประชุมไปอย่างเย่อหยิ่ง
ซูอวี่ยักไหล่ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วก้าวเท้ามุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของหวังหลงอย่างไม่สะทกสะท้านเช่นกัน
……
ในเวลาเดียวกัน ภายในห้องทำงานของประธานสมาคมนักสู้
เจียงซ่างกำลังเดินวนไปวนมา มองหวังหลงด้วยสีหน้าร้อนรนดั่งไฟลน!
“ท่านประธานครับ! ตอนนี้เราจะเอายังไงกันดี! ถ้าตาเฒ่าหวังเหวยนั่นสติแตกหน้าด้านลงมือกับซูอวี่ขึ้นมา ซูอวี่ไม่มีทางทนรับการโจมตีระดับปรมาจารย์ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียวแน่ครับ!”
ตรงข้ามกับเจียงซ่าง หวังหลงกลับกำลังนั่งจิบชาชั้นเลิศอย่างสบายอารมณ์ เอนหลังพิงเก้าอี้โยก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
“ใจเย็นๆ น่า… ตาเฒ่าหวังเหวยนั่นถึงเนื้อแท้มันจะเจ้าเล่ห์ปลิ้นปล้อนไปหน่อย แต่มันก็ไม่หน้าด้านพอที่จะแอบลงมือกับเด็กรุ่นหลานอย่างโจ่งแจ้งในถิ่นของฉันหรอก”
“แต่ว่า…”
เจียงซ่างยังอ้าปากค้างเตรียมจะเถียง ทว่าในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องทำงานบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออก!
ร่างที่เดินนำสบัดชายเสื้อเข้ามาไม่ใช่ใครอื่น นอกจากซูอวี่ และร่างชราทรงพลังที่เดินตามหลังมาติดๆ ก็คือปรมาจารย์หวังเหวย!
ทันทีที่เจียงซ่างเห็นซูอวี่เดินเข้ามาแบบครบสามสิบสองประการ เขาก็โล่งอกจนแทบจะร้องไห้ ทว่าพอสายตาเหลือบไปเห็นรังสีอำมหิตของหวังเหวยที่แผ่ซ่านตามมา สีหน้าของเขาก็พลันมืดทะมึนลงอีกครั้ง
หวังหลงหรี่ตามองซูอวี่สลับกับหวังเหวยด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม มุมปากยกขึ้นอย่างมีเลศนัย
“ไงเจ้าหนู… ดูท่าทางจะคุยเจรจาต้าอ่วยกับปรมาจารย์หวังของเราได้ถูกคอเลยล่ะสิ?”
ซูอวี่แค่นหัวเราะหึๆ ในลำคอ ไม่ได้เอ่ยปากแก้ตัวใดๆ
ส่วนหวังเหวยนั้นเชิดหน้าเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาวีไอพีแต่เพียงผู้เดียว ก่อนจะแค่นเสียงเย็นเยียบ
“ตาเฒ่าหวังหลง! เลิกเล่นลิ้นแล้วเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ฉันล่ะอยากจะเห็นหน้าสหายรักของแกนัก… ไอ้คนที่มันริอ่านจะรับไอ้เด็กอวดดีนี่เป็นศิษย์ซะเหลือเกิน หน้าตามันเป็นยังไง!”
หวังหลงยังคงประดับรอยยิ้มกรุ้มกริ่มบนใบหน้า ไม่สะทกสะท้านต่อรังสีคุกคามของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
“ใจเย็นๆ น่าเพื่อนยาก... เดี๋ยวแกก็จะได้เห็นเป็นบุญตาเองแหละ”
หวังเหวยนั่งหลังตรงแหน่ว วางมาดหยิ่งผยองทะลุเพดาน
“โอ๊ะ? ดูแกจะมั่นใจในตัวมันซะเหลือเกินนะ! ฉันล่ะกลัวจริงๆ… กลัวว่าพอถึงเวลาที่สหายรักของแกโผล่หัวมาเจอหน้าผู้เฒ่าอย่างฉันเข้า มันจะปอดแหกตาเหลือก จนวิ่งหางจุกตูดไม่กล้ารับศิษย์ไปซะก่อนน่ะสิ! ถ้าเป็นแบบนั้น… ไอ้เด็กนี่คงน่าสมเพชแย่เลยนะ!”
หวังหลงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรง เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างท้าทาย เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของหวังเหวยด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้อุณหภูมิในห้องลดฮวบ!
“งั้นก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน… หวังว่าพอเจ้าตัวเขามาถึง แกจะยังพ่นคำพูดอวดดี… และนั่งกร่างแบบนี้ได้อยู่นะ!”