วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 60 ซูอวี่ผู้มาสาย กับศึกปะทะสือหยวน!
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 60 ซูอวี่ผู้มาสาย กับศึกปะทะสือหยวน!
“นี่มันก็จะแปดโมงอยู่แล้ว ทำไมไอ้สวะซูอวี่ยังไม่โผล่หัวมาอีกวะ? หรือว่า… มันจะปอดแหกไปแล้ว!”
สิ้นเสียงโพล่งท่ามกลางฝูงชน คลื่นความสงสัยก็ลุกลามราวกับไฟลามทุ่ง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระเบิดกระหึ่มอัฒจันทร์ทันที!
“นั่นสิ จะแปดโมงอยู่รอมร่อแล้ว หรือว่าซูอวี่มันจะไม่กล้ามาจริงๆ วะ?” หลายคนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เหอะ! ฉันดูออกแต่แรกแล้วว่ามันไม่กล้าโผล่หัวมาหรอก! ก็แหงล่ะ คู่ต่อกรคือสือหยวนเชียวนะโว้ย! เมื่อวานตอนล้มสือเจียนมันก็คงงัดพลังออกมาจนหมดก๊อกแล้ว ถ้าขืนมาดวลกับสือหยวนตอนนี้… ก็เท่ากับรนหาที่ตายชัดๆ!”
“การที่มันปอดแหกหนีหางจุกตูดน่ะ อยู่ในความคาดหมายของฉันเป๊ะเลยว่ะ!” ใครบางคนเค้นเสียงหัวเราะเย็นชา เอ่ยดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
หนำซ้ำยังมีบางคนถึงกับวิเคราะห์ฉอดๆ เป็นคุ้งเป็นแควว่า
“พูดกันตามตรงนะ ถ้ามันกล้ามีเรื่องกับสือหยวนจริงๆ ล่ะก็ มันคงซัดกันไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ไม่ถ่วงเวลายืดเยื้อมาจนถึงตอนนี้หรอก ฉันเดาว่าไอ้ซูอวี่มันปอดแหกชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์!”
“ก็อย่างว่าแหละ พวกท็อป 10 แห่งทำเนียบอัจฉริยะน่ะ ไม่ว่าหน้าไหน ถ้ามองไปทั่วทั้งมณฑลเจียงหนานก็ล้วนเป็นสัตว์ประหลาดระดับแนวหน้ากันทั้งนั้น! ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสือหยวนตอนนี้ ที่ทะลวงขึ้นไปเหยียบ ‘ขอบเขตหลอมภายใน’ ได้แล้วด้วย!”
“ถูกต้องเลย! คนที่ก้าวเข้าไปอยู่ในสิบอันดับแรกได้ ถึงจะเป็นแค่เด็กซิ่ว แต่เป้าหมายของพวกเขาคือการสอบเข้าห้าสถาบันการศึกษาใหญ่ให้ได้ต่างหาก! ไม่อย่างนั้นป่านนี้คงโดนมหาวิทยาลัยยุทธ์ระดับท็อปแย่งตัวไปตั้งนานแล้ว!”
“ก็ใช่น่ะสิ! ถึงพรสวรรค์ของซูอวี่จะน่าสะพรึงกลัว และน่าจะทำผลงานได้โดดเด่นในการสอบเกาเข่าอีกสองเดือนข้างหน้าก็เถอะ แต่สำหรับตอนนี้… ซูอวี่ยังห่างชั้นกับสือหยวนอยู่อีกไกลลิบ!”
ผู้คนนับหมื่นบนอัฒจันทร์ต่างพากันจับกลุ่มซุบซิบนินทาอย่างออกรส
ส่วนบนลานประลอง สือเจียนหันไปมองพี่ชายของตัวเองพลางเอ่ยขึ้น
“พี่ใหญ่… หรือว่าไอ้ซูอวี่มันจะไม่กล้ามาจริงๆ วะ!”
สือหยวนเค้นเสียงหัวเราะเหี้ยมเกรียม “ไม่กล้ามาแล้วมันยังไงวะ? การเบี้ยวประลองในค่ายอัจฉริยะถือเป็นข้อห้ามร้ายแรงที่สุด! ถ้าไอ้ซูอวี่มันกล้าหดหัว ข้าก็กล้าพังประตูบุกไปกระทืบมันถึงในห้องพักเหมือนกัน! ถึงเวลานั้น ต่อให้ผู้ฝึกสอนหน้าไหนจะออกหน้ามาขวาง มันก็ไม่มีประโยชน์หรอกโว้ย!”
“ข้าน่ะ… หวังให้มันไม่มาซะด้วยซ้ำ!”
“เพราะแบบนั้นแหละ ข้าถึงจะสามารถเหยียบหัวมันให้จมดินได้อย่างราบคาบ!!”
ยิ่งพูด สีหน้าดุร้ายของสือหยวนก็ยิ่งบิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต
“อัจฉริยะที่สามารถก้าวข้ามโถงหอกศักดิ์สิทธิ์มาได้ ถ้าเกิดถูกข้าเหยียบย่ำจมตีนล่ะก็… หากข่าวนี้แพร่ออกไป ชื่อเสียงของข้าก็คงจะโด่งดังกระฉ่อนไปทั่วทั้งมณฑลแน่ๆ!”
“และนี่แหละ… คือเหตุผลที่ข้ารีบบึ่งกลับมาก่อนที่พวกเวรนั่นจะออกจากดินแดนลับมาถึงยังไงล่ะ!”
สือเจียนได้ยินดังนั้นก็ตาลุกวาว “พี่ใหญ่คิดรอบคอบที่สุดเลย!”
“มันก็แหงอยู่แล้ว!” สือหยวนแสยะยิ้มโอหัง
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทว่าบนลานประลอง… เรือนร่างในชุดสีขาวที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนนับหมื่นกลับยังคงไร้ร่องรอย
หลายคนเริ่มส่งเสียงโห่ร้องด้วยความผิดหวัง
“ฉันว่านะ ซูอวี่แม่งปอดแหกหนีไปแล้วแหงๆ!”
“เฮ้อ! อุตส่าห์แหกขี้ตาตื่นมารอคิดว่าจะได้ดูฉากเด็ดซะอีก แต่ดูทรงแล้วคงกร่อยสนิท!”
ในวินาทีนี้ ภาพลักษณ์ราชันเด็กใหม่ของซูอวี่ในสายตาใครหลายคน ดิ่งวูบลงเหวไปเรียบร้อยแล้ว
สือหยวนตระหง่านอยู่กลางลานประลอง มันแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน
“ดูเหมือนว่าไอ้สวะนั่นมันจะไม่กล้ามาจริงๆ ซะแล้ว! ไป… ตามข้าไปลากคอเร็วมันที่ตึกหอพักเดี๋ยวนี้!”
พูดจบ สือหยวนก็เหวี่ยงกระบองเขี้ยวหมาป่าพาดบ่า เตรียมจะกระโจนลงจากลานประลอง
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ท่ามกลางฝูงชนก็บังเกิดเสียงฮือฮาดังระเบิดขึ้นมาอีกครั้ง!
“เห้ย! พวกแกดูนั่นดิ! คนๆ นั้นใช่ซูอวี่หรือเปล่าวะ?!”
ทุกชีวิตบนอัฒจันทร์ต่างพร้อมใจกันตวัดสายตาหันขวับไปตามทิศทางนั้น!
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือ… ในระยะไม่ไกลนัก ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากำลังเดินทอดน่องมาตามทางอย่างเนิบนาบ
สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง รอยยิ้มบางเบาประดับมุมปากอย่างไม่ยี่หระ
ถ้าคนๆ นั้นไม่ใช่ซูอวี่ แล้วจะเป็นใครไปได้อีกล่ะ!
สือหยวนที่เดิมทีเตรียมจะพุ่งตัวออกไป พลันหยุดชะงักฝีเท้า มันยืนนิ่งอยู่กับที่พลางจ้องเขม็งไปยังร่างของซูอวี่ด้วยสายตาดุร้ายประดุจอสรพิษ
มุมปากของมันแสยะยิ้มอำมหิตสุดขีด
“ในที่สุด… ก็โผล่หัวมาตายได้สักทีนะ!!”
สือหยวนหัวเราะร่า ทว่าภายใต้เสียงหัวเราะนั้นกลับซุกซ่อนรังสีฆ่าฟันเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม!
“ซี๊ดดด! ซูอวี่แม่งกล้ามาจริงๆ ด้วยว่ะ!”
“นี่มันไม่กลัวโดนสือหยวนกระทืบตายคาตีนหรือไงวะเนี่ย!”
“นั่นดิ! บนลานประลองน่ะ ต่อให้เป็นผู้ฝึกสอนก็ยื่นมือเข้ามาสอดได้ยากนะเว้ย! แล้วสือหยวนดันเป็นถึงนักสู้ขอบเขตหลอมภายใน ถ้าเกิดลงมือหนักพลาดพลั้งขึ้นมานิดเดียว… ซูอวี่อาจจะโดนอัดจนพิการครึ่งท่อนไปเลยก็ได้! เผลอๆ อาจจะหมดอนาคตพลาดสอบเกาเข่าปีนี้ไปเลยด้วยซ้ำ!”
“สือหยวนคงไม่เหี้ยมถึงขนาดนั้นมั้ง?”
“ไอ้เรื่องนั้นมันพูดยากโว้ย! สือหยวนมันขึ้นชื่อเรื่องใจคอคับแคบจะตายห่า! แถมสือเจียนยังเพิ่งโดนซูอวี่ย่ำยีมาหมาดๆ มันไม่มีทางปล่อยซูอวี่ไปง่ายๆ แน่!”
“ถ้าอย่างนั้น… การที่ซูอวี่ก้าวขึ้นมาที่นี่ ก็เท่ากับเอาชีวิตมาทิ้งงั้นสิ?”
“ก็คงไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตายหรอก!”
ใครบางคนในฝูงชนทอดถอนใจยาวเหยียด ก่อนจะหลุดปากวิจารณ์ออกมาตามตรง
ภายใต้สายตาจับจ้องนับหมื่นคู่ ซูอวี่ค่อยๆ ก้าวเดินขึ้นไปบนลานประลองอย่างเชื่องช้า รอยยิ้มอุ่นๆ ยังคงประดับมุมปากราวกับมาเดินเล่นรับแดดยามเช้า!
“ปล่อยให้ทุกท่านต้องรอนานแล้ว!”
เสียงหัวเราะสดใสของซูอวี่ดังกังวานก้องไปทั่วบริเวณลานประลอง
ทว่าในวินาทีนี้ กลับไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรตอบกลับมาเลยแม้แต่คนเดียว สิ่งที่ฝูงชนมอบให้… มีเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาและไว้อาลัยล่วงหน้าเท่านั้น
สือหยวนค่อยๆ กระทืบเท้าก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
ตูม!
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวปะทุทะลักออกจากร่างยักษ์ใหญ่! พลังปราณสีเหลืองดินแปรเปลี่ยนเป็นม่านหมอกบางๆ คลุมทับลงบนเรือนร่างของมันอย่างหนาแน่น
“ในเมื่อไสหัวมาแล้ว งั้นก็เริ่มกันเลยดีกว่า!”
สือหยวนแผดเสียงคำรามลั่น สิ้นสุดคำพูด เรือนร่างสูงใหญ่กำยำก็พุ่งทะยานแหวกอากาศเข้าหาซูอวี่ในชั่วพริบตา!
บุกทะลวงอย่างบ้าคลั่ง!
ร่างยักษ์ใหญ่พุ่งทะยานบดขยี้ประดุจรถถังหุ้มเกราะ อัดแน่นไปด้วยพละกำลังมหาศาลสุดหยั่งคาด!
“ซี๊ดดด! สมกับที่เป็นอันดับเก้าแห่งทำเนียบอัจฉริยะจริงๆ! ลำพังแค่พละกำลังทางกายภาพเพียงอย่างเดียว ก็ไม่ใช่สิ่งที่นักสู้ขอบเขตหลอมโลหิตจุดสูงสุดจะสามารถต้านทานได้แล้ว!”
“นั่นสิ! ดูทรงแล้วงานนี้ซูอวี่จบเห่แน่ๆ! ถ้าโดนสือหยวนอัดเข้าไปจังๆ ล่ะก็ ถึงไม่ตายก็ต้องหยอดน้ำข้าวต้มไปอีกหลายเดือนชัวร์!”
ทุกคนพากันส่ายหน้าอย่างพร้อมเพรียง ในสายตาของพวกเขา ซูอวี่หมดสิ้นซึ่งหนทางรอดโดยสมบูรณ์
ตึง! ตึง! ตึง!!!
พื้นหินบนลานประลองสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น สอดรับกับจังหวะฝีเท้าอันหนักหน่วงของสือหยวนอย่างบ้าคลั่ง!
ราวกับมีสัตว์อสูรบรรพกาลกำลังอาละวาดคลุ้มคลั่งหมายจะฉีกกระชากเหยื่อให้แหลกเป็นชิ้นๆ!
“ไปลงนรกซะ!!”
สือหยวนตวาดกร้าวเสียงเหี้ยม กำปั้นขนาดมหึมาที่แข็งแกร่งราวกับก้อนหินยักษ์ พุ่งทะยานแหวกอากาศเข้าทุบกะโหลกซูอวี่อย่างดุดัน!
หนำซ้ำ กำปั้นมฤตยูนั้นยังถูกเคลือบเอาไว้ด้วยพลังปราณอันหนักหน่วง!
หมัดนี้… หากไม่ใช่ยอดฝีมือขอบเขตหลอมภายในด้วยกัน ไม่มีทางรับเอาไว้ได้เด็ดขาด!
ฝูงชนรอบอัฒจันทร์หลายคนถึงกับหลับตาปี๋เบือนหน้าหนีด้วยความหวาดเสียว ไม่กล้ามองฉากเลือดสาดสมองกระจายที่กำลังจะเกิดขึ้น!
ครืนนนน!!!
เสียงกัมปนาททุ้มหนักดังสนั่นหวั่นไหว! หมัดของสือหยวนกระแทกทุบลงไปอย่างรุนแรงไร้ความปรานี!
ชั่วพริบตานั้น ทั่วทั้งลานประลองก็ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นควันหนาทึบที่ฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ!
“ป… เป็นยังไงบ้างวะ? ซูอวี่คงไม่ตายคาที่หรอกมั้ง?” ใครบางคนลืมตาขึ้นมาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“พูดยากว่ะ! หมัดของสือหยวนเมื่อกี้ อย่าว่าแต่ซูอวี่เลย ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับเดียวกัน ก็ยังมีน้อยคนนักที่จะกล้ารับเอาไว้ตรงๆ!”
ฝุ่นควันที่ลอยคละคลุ้งค่อยๆ จางหายไปอย่างช้าๆ
ภาพเบื้องหน้าเผยให้เห็นร่างยักษ์ของสือหยวน กำปั้นของมันทุบกระแทกจมลงไปในพื้นหิน จนลานประลองแตกร้าวทรุดตัวกลายเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่!
ทว่า… สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องเบิกตาโพลงและสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความตกตะลึงก็คือ…
ภายในหลุมอุกกาบาตนั้น กลับว่างเปล่า… ไร้ซึ่งร่องรอยของซูอวี่!!
และในจังหวะที่ทุกคนกำลังช็อกตาค้างแทบหยุดหายใจอยู่นั้นเอง… เสียงหัวเราะหยอกเย้าเยือกเย็นก็พลันลอยแว่วมาจากด้านหลัง ดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันขวับไปมองเป็นตาเดียว!
“ไฟแรงจังเลยนะ โผล่มาก็ซัดกันหน้ามืดตามัวซะแล้ว… ไม่คิดจะปล่อยให้ฉันวอร์มอัพร่างกายบ้างเลยหรือไง?”