วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 61 อุปกรณ์วิญญาณงั้นเหรอ? ฉันก็มีเหมือนกัน!
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 61 อุปกรณ์วิญญาณงั้นเหรอ? ฉันก็มีเหมือนกัน!
“อารมณ์ร้อนจังเลยนะ ไม่คิดจะให้เวลาฉันเตรียมตัวหน่อยหรือไง?”
ฝูงชนหันขวับตามเสียงที่ดังขึ้น สิ่งที่เห็นคือซูอวี่ในชุดเชิ้ตสีขาวยืนสงบนิ่งอยู่ริมขอบลานประลอง
มุมปากชายหนุ่มประดับรอยยิ้มบางเบา นัยน์ตาทอดมองสือหยวนที่ยืนนิ่งค้างด้วยความราบเรียบ
“อะไรกัน! ซูอวี่หลบการโจมตีของสือหยวนพ้นงั้นเหรอ!”
“เป็นไปได้ยังไง! ถึงรูปร่างจะจำกัดความเร็วของสือหยวน แต่ด้วยพลังบ่มเพาะขั้นฝึกหลอมภายใน ความเร็วนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกขั้นหลอมโลหิตจะเทียบติด!”
“ซี๊ด! มิน่าล่ะถึงกล้ารับคำท้า ที่แท้ซูอวี่ก็ซ่อนไพ่ตายเอาไว้!”
ฝูงชนมองซูอวี่ที่ไร้รอยขีดข่วนพลางเอ่ยปากชื่นชมอย่างอดไม่ได้
ทว่าเมื่อมีคำชื่นชม ย่อมมีเสียงเย้ยหยันตามมาติดๆ
“เหอะ! ก็แค่ฟลุคหลบได้หมัดเดียว ฉันโชคดีหน่อยก็ทำได้เหมือนกัน! พวกนายคงไม่ได้คิดหรอกนะว่าการประลอง จะเอาชนะได้ด้วยการเอาแต่วิ่งหนีหางจุกตูดน่ะ?”
“ถ้าคิดแบบนั้นก็ดูถูกสือหยวนเกินไปแล้ว! ถึงยังไง…เขาก็คืออันดับเก้าแห่งทำเนียบอัจฉริยะเชียวนะ!”
รอยยิ้มของฝูงชนพลันแข็งค้าง
ตอนนั้นเองพวกเขาถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า นี่คือการต่อสู้บนพื้นที่จำกัด!
ลานประลองกว้างแค่นี้ การเอาแต่พึ่งพาการหลบหลีก ถือเป็นเรื่องเพ้อเจ้ออย่างเด็ดขาด!
สือหยวนยืดตัวยืนตรง ก่อนจะหันขวับจ้องซูอวี่เขม็ง
“ลื่นเป็นปลาไหลเลยนะ แกน่ะ…อัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ที่ก้าวข้ามโหวหอกศักดิ์สิทธิ์ได้ ทำเป็นแค่วิ่งมุดหัวหลบหรือไง?”
ซูอวี่ยักไหล่กวนๆ “แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ? ฉันยังไม่ถึงขั้นฝึกหลอมภายในสักหน่อย!”
สือหยวนแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “แกคิดจริงๆ เหรอว่า การที่ฉันผงาดขึ้นเป็นอันดับเก้าในทำเนียบอัจฉริยะได้ จะมีดีแค่วิ่งควายพุ่งชนมั่วซั่วไปวันๆ?”
ซูอวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นเป็นเพราะอะไรล่ะ?”
สือหยวนแสยะยิ้มเหี้ยม หัวเราะลั่น “เจี๋ย เจี๋ย เจี๋ย!” ขาขวาเงื้อขึ้นสูงปรี๊ด ก่อนจะกระทืบลงพื้นสุดแรงเกิด!
บึ้ม! พลังปราณดุดันทะลักจุดเดือด กระแทกผ่านฝ่าเท้าซึมลึกลงสู่ใต้ดิน
ตามมาด้วยเสียงคำรามกึกก้องปานอสนีบาต “ทักษะยุทธ์…ศึกสะท้านแปดทิศ!”
คลืนนนน!!!
ลานประลองสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น! พื้นหินแข็งแกร่งราวกับถูกเกลียวคลื่นมฤตยูโหมซัด มันบิดเบี้ยวและกระเพื่อมไหวประหนึ่งผิวน้ำ!
“ซี๊ดดด! นั่นมันทักษะยุทธ์สืบทอดตระกูลของสือหยวน ศึกสะท้านแปดทิศนี่หว่า!”
“ศึกสะท้านแปดทิศ? ทักษะยุทธ์อะไรวะ ทำไมฉันไม่เคยเห็นในโถงแลกเปลี่ยนเลย!”
ศิษย์เก่าผู้รู้เบื้องลึกเบื้องหลังเอ่ยเสียงเครียด
“มันคือทักษะยุทธ์สืบทอดของตระกูลสือแห่งเจียงหนาน! แม้จะเป็นแค่ทักษะระดับสาม แต่ถ้าฝึกจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบ พลานุภาพของมันจะเทียบเท่าระดับสี่!”
“บ้าไปแล้ว! อย่าบอกนะว่าสือหยวนฝึกวิชานี้สำเร็จแล้ว?”
ศิษย์คนเดิมส่ายหน้าช้าๆ
“วิชาระดับสามมันจะหมูขนาดนั้นได้ยังไง! ต่อให้ตอนนี้สือหยวนจะทะลวงขั้นฝึกหลอมภายในแล้ว แต่ถ้าไม่เคี่ยวกรำอย่างหนักเป็นแรมปี ไม่มีทางสำเร็จง่ายๆ หรอก”
“ถ้ายังไม่สำเร็จ แล้วท่านี้มันจะจัดการซูอวี่ได้ผลเหรอวะ?”
ชายคนนั้นเหยียดยิ้มบาง
“ถ้าเป็นที่โล่ง ท่านี้ของสือหยวนอาจจะไร้ค่า แต่เมื่ออยู่บนลานประลองแคบๆ แบบนี้…มันเกินพอที่จะบดขยี้คู่ต่อสู้!”
“หืม?”
ฝูงชนยังคงคลางแคลงใจ ทว่าวินาทีนั้นเอง ลานประลองพลันถูกปกคลุมด้วยกลิ่นอายพลังอันป่าเถื่อนในชั่วพริบตา!
พายุเศษหินดินทรายระเบิดปลิวว่อนบดบังทัศนวิสัย โชคดีที่ผู้ชมล้อมรอบล้วนเป็นยอดฝีมือขั้นหลอมโลหิต สายตาพวกเขาจึงเฉียบคมพอมองทะลุฝุ่นควัน เห็นเงาร่างสองสายยืนประจันหน้ากันลางๆ
“นี่มัน…” รูม่านตาของหลายคนหดเกร็งวูบ
ผู้รู้คนเดิมแสยะยิ้ม “ศึกสะท้านแปดทิศ ไม่ใช่วิชาโจมตีเป้าหมายเดี่ยวตั้งแต่แรก จุดเด่นที่แท้จริงของมันคือ…การกวาดล้างวงกว้างยังไงล่ะ!”
สิ้นคำ! พายุหินทรายที่ก่อตัวเป็นวงแหวนรอบลานประลอง พลันหดตัวบีบอัดพุ่งเข้าขยี้จุดศูนย์กลางอย่างบ้าคลั่ง!
ท่ามกลางวงล้อมพายุ ซูอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
สือหยวนที่ยืนอยู่อีกฝั่งแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม หัวเราะลั่น “เจี๋ย เจี๋ย เจี๋ย!” นัยน์ตาดุดันจ้องตะปูบซูอวี่
“ไอ้สวะ! คิดจริงๆ เหรอว่า แค่พึ่งพาความเร็วหนีหัวซุกหัวซุนแล้ว พ่อจะหมดปัญญาขยี้แก?”
“วันนี้ พ่อจะกระทืบให้แกรู้ซึ้งเองว่า ความแข็งแกร่งของสิบอันดับแรกแห่งทำเนียบอัจฉริยะของจริง…มันห่างชั้นกันแค่ไหน!”
สือหยวนกระชากกระบองหนามยักษ์ขึ้นจากพื้นดินอย่างเกรี้ยวกราด พลังปราณเดือดพล่านอัดกระแทกเข้าสู่ตัวกระบองในชั่วพริบตา!
ประกายแสงพลังปราณสว่างวาบ แผ่ซ่านระลอกคลื่นแห่งความตายทะลักล้นออกมาจากหนามเหล็กทุกซี่
อุปกรณ์วิญญาณ!
กระบองหนามยักษ์ในมือสือหยวน แท้จริงแล้วคืออุปกรณ์วิญญาณ!
หนำซ้ำยังเป็น อุปกรณ์วิญญาณระดับหนึ่ง!
“แม่เจ้าเว้ย! อุปกรณ์วิญญาณระดับหนึ่งเลยเหรอ! แบบนี้ซูอวี่เตรียมตัวจองโลงได้เลย!”
หลายคนสูดลมหายใจเย็นเฉียบเข้าปอดลึก
อุปกรณ์วิญญาณนั้น ต่อให้เป็นยอดฝีมือขั้นฝึกหลอมภายใน การจะเสาะหามาครอบครองสักชิ้นยังถือว่างมเข็มในมหาสมุทร
แต่สือหยวนที่เพิ่งทะลวงขั้นฝึกหลอมภายในหมาดๆ กลับมีมันไว้ในครอบครอง! พลังอิทธิพลเบื้องหลังตระกูลสือช่างน่าสะพรึงกลัว!
“บ้าชิบ! อุปกรณ์วิญญาณระดับหนึ่งก็สามารถเพิ่มพลังรบให้ผู้ใช้ได้ถึงเท่าตัว! ศึกนี้จบแล้ว ซูอวี่แพ้ราบคาบ!”
วินาทีที่ปรากฏอุปกรณ์วิญญาณ ผู้ชมนับร้อยต่างตัดสินผลแพ้ชนะในใจเรียบร้อยแล้ว
“เฮ้อ นึกว่าซูอวี่จะยื้อได้นานกว่านี้ แต่พอสือหยวนหงายไพ่ตายใบนี้…ประตูชนะของซูอวี่ก็ถูกปิดตายสนิท!”
“น่าเสียดายอัจฉริยะจริงๆ!” หลายคนส่ายหน้าทอดถอนใจ
กลับมาที่ลานประลอง ซูอวี่จ้องมองกระบองวิญญาณในมือสือหยวน คิ้วคมเลิกขึ้นเล็กน้อย
“อุปกรณ์วิญญาณงั้นเหรอ?”
“ฉันก็มีเหมือนกัน!” ซูอวี่พึมพำเสียงเรียบ
ประโยคสั้นๆ ทำเอาสีหน้าฝูงชนเปลี่ยนสี พวกเขาหันขวับกลับมาจ้องซูอวี่เป็นตาเดียว!
เห็นเพียง ‘มีดวายุคลั่ง’ ที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในมือชายหนุ่ม
ทว่าเพราะปราศจากการหล่อเลี้ยงจากพลังปราณ ดาบเล่มนั้นจึงดูจืดชืด ไม่ได้ปลดปล่อยอานุภาพใดๆ ออกมาเลย
“นั่นมันดาบที่ซูอวี่ใช้สับสือเจียนก่อนหน้านี้นี่! อย่าบอกนะว่า…นั่นก็คืออุปกรณ์วิญญาณ!?”
เสียงอุทานดังระงม
อันที่จริง หากไม่ถูกกระตุ้นด้วยพลังปราณ รูปลักษณ์ของอุปกรณ์วิญญาณระดับหนึ่งก็ดูดาดๆ ไม่ต่างจากอาวุธเหล็กธรรมดา
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีหน้าไหนดูออกเลยว่า มีดวายุคลั่งในมือซูอวี่…แท้จริงแล้วก็คืออุปกรณ์วิญญาณ!
สีหน้าสือหยวนดำทะมึนลงทันตา มันแผดเสียงคำรามลั่นดุจสัตว์ป่า
“อุปกรณ์วิญญาณบ้าบออะไรของแก! คอยดูเถอะ พ่อจะทุบเศษเหล็กเก๊นั่นให้แหลกคาตีน!”
มันไม่อยากจะเชื่อและไม่มีทางยอมรับ! กว่าจะได้อุปกรณ์วิญญาณชิ้นนี้มาครอบครอง มันต้องเสียสละหยาดเหงื่อแรงกายให้ตระกูลไปมากขนาดไหน!
แล้วไอ้เด็กจบใหม่กระจอกๆ โง่ๆ คนหนึ่ง…จะมีปัญญาครอบครองอุปกรณ์วิญญาณได้ยังไง!?
ความอิจฉาริษยาและโทสะเพลิงสุมอกสือหยวนจนแทบคลั่ง!
วินาทีนั้น สือหยวนระเบิดพลังพุ่งทะยาน กระบองหนามยักษ์แหวกอากาศฟาดกบาลซูอวี่ด้วยความเหี้ยมโหดถึงขีดสุด!
ส่วนซูอวี่…ทำเพียงแค่ตวัดมีดวายุคลั่งขึ้นปัดป้องอย่างไม่ยี่หระ!
เปรี้ยงงง!!!
เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้องกังวานดุจฟ้าผ่า สะเทือนแก้วหูผู้ชมจนแทบฉีกขาด!
“เป็นไงวะ! มีดเศษเหล็กของซูอวี่แหลกเป็นชิ้นๆ ไปแล้วใช่ไหม!”
พวกเขายังคงปักใจเชื่อว่า ซูอวี่ไม่มีปัญญาครอบครองอุปกรณ์วิญญาณของจริง
เพราะแม้แต่ในค่ายอัจฉริยะแห่งนี้ คนระดับครูฝึกยังต้องไปถึง ‘ขั้นกายาทองคำ’ ก่อน ถึงจะมีสิทธิ์ครอบครองอุปกรณ์วิญญาณระดับหนึ่ง!
ทว่า…เมื่อฝุ่นควันมรณะค่อยๆ จางลง ภาพที่ปรากฏกลับกระชากวิญญาณผู้ชมนับร้อย!
ร่างของซูอวี่ยังคงยืนหยัดหลังตรงตระหง่านดั่งขุนเขา มือขวาของเขาเพียงแค่ยกขึ้นมาเบาๆ แต่กลับต้านรับพลังทำลายล้างของกระบองหนามยักษ์เอาไว้ได้แบบดื้อๆ!
ส่วนมีดวายุคลั่งในมือนั้นน่ะหรือ…มันยังคงเปล่งประกายเยือกเย็น ไร้รอยขีดข่วนแม้แต่มิลลิเมตรเดียว!