วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 64 ความเคียดแค้นของอวิ๋นซิ่ว อัจฉริยะแห่งตระกูลอวิ๋น!
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 64 ความเคียดแค้นของอวิ๋นซิ่ว อัจฉริยะแห่งตระกูลอวิ๋น!
ม่านราตรีโรยตัวปกคลุมผืนปฐพี หมู่ดาวทอแสงระยิบระยับประดับประดาห้วงนภา
ภายในหอพัก
ซูอวี่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง โคจร ‘เคล็ดวิชาชักนำเบญจธาตุ’ อย่างต่อเนื่อง
ครู่ต่อมา เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกจากปาก นัยน์ตาฉายแววครุ่นคิด
“ดินแดนลับปรมาจารย์…”
“นั่นคือปรมาจารย์ที่สามารถเด็ดหัวยอดฝีมือระดับโหวได้เลยนะ!”
“หวังว่าสักวันหนึ่ง… ตัวฉันเองก็จะสามารถก้าวไปยืนอยู่บนจุดนั้นได้เหมือนกัน!”
เรื่องราวที่ได้ฟังจากห้องทำงานของเจียงซ่างเมื่อบ่าย จุดไฟแห่งความกระหายในตัวซูอวี่ให้ลุกโชนขึ้นมาแล้ว
แม้ตอนนี้จะได้ชื่อว่าฝากตัวเป็นศิษย์ของราชันพิฆาตมังกร แต่ตราบใดที่ยังสอบเข้าสถาบันเฉียนหลงไม่ติด เขาก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเห็นหน้าราชันพิฆาตมังกรด้วยซ้ำ
และการจะสอบเข้าสถาบันเฉียนหลงให้ได้… มันไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ เลย!
จริงอยู่ที่สถาบันเฉียนหลงในปัจจุบันจะร่วงหล่นจากทำเนียบห้า มหาอำนาจสถาบันการศึกษาแล้ว ทว่ามันก็ยังคงผงาดอยู่ในฐานะสถาบันการต่อสู้อันดับหนึ่งแห่งดินแดนต้าเซี่ยอยู่ดี
หากไม่สามารถคว้าอันดับหนึ่งในห้าร้อยของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับประเทศมาครอง การจะก้าวเท้าเข้าสถาบันเฉียนหลงก็เป็นเพียงแค่การเพ้อฝัน!
และ ‘ดินแดนลับปรมาจารย์’ ในครั้งนี้ ก็ได้กลายมาเป็นเป้าหมายสูงสุดของซูอวี่!
ขอเพียงช่วงชิงมรดกสืบทอดของปรมาจารย์ท่านนั้นมาครองได้สำเร็จ บวกกับความโกงของ ‘ช่องสังเคราะห์’ ละก็…
ซูอวี่มั่นใจเต็มเปี่ยมว่า ก่อนจะถึงวันสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาจะสามารถทะลวงขึ้นสู่ขั้นฝึกหลอมภายในระดับกลาง… หรือไม่ก็ระดับสูงได้อย่างแน่นอน!
คิดถึงตรงนี้ เลือดลมในกายซูอวี่ก็พลันสูบฉีดด้วยความตื่นเต้นอย่างระงับไม่อยู่
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง
ปราณโลหิตในร่างโคจรไปตามเคล็ดวิชาชักนำเบญจธาตุอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่น
ปราณโลหิตเดือดพล่าน แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง
……
เวลาเดียวกันนั้น ณ คฤหาสน์ตระกูลหวังแห่งเมืองหลวงมณฑลเจียงหนาน
เพล้ง! โครม! เพล้ง!!!
เสียงข้าวของมีค่าแตกกระจายดังลั่นออกมาจากลานกว้างของคฤหาสน์อย่างต่อเนื่อง
บรรยากาศเงียบกริบจนน่าขนลุก เหล่าคนรับใช้ทั่วทั้งคฤหาสน์ต่างพากันหดหัวหลบซ่อนตัวในความมืด ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะโผล่หน้าออกมาให้เห็น
ภายในห้องที่หรูหราที่สุด
เสียงกรีดร้องแหลมปรี๊ดของสตรีผู้หนึ่งดังแผดขึ้น
“ตาแก่สารเลวเอ๊ย! หนีไปอยู่สมรภูมิหมื่นเผ่าพันธุ์แบบนี้ แล้วลูกชายฉันจะทำยังไงฮะ!”
“แล้วก็แกด้วย หวังหลุน! นั่นมันลูกชายเลือดเนื้อเชื้อไขของแกเลยนะ! แต่แกกลับยืนเบิ่งตามองลูกตัวเองถูกพวกสมาคมนักสู้ลากคอเข้าคุกไปต่อหน้าต่อตาได้ลงคอ!”
หญิงวัยกลางคนผมเผ้ายุ่งเหยิงกำลังคลุ้มคลั่ง ขว้างปาข้าวของมีค่าในห้องทิ้งอย่างเกรี้ยวกราด
สภาพของหล่อนตอนนี้ ไม่ต่างอะไรกับหญิงปากตลาดที่กำลังอาละวาดอย่างเสียสติ
และในจุดที่ไม่ไกลกันนัก ชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าดำทะมึนกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ เขาจ้องมองสตรีตรงหน้าเงียบๆ โดยไม่ปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ
“ทำไม? กลายเป็นใบ้ไปแล้วหรือไง? ฉันไม่สนหรอกนะ! ตาแก่หนังเหนียวนั่นมันไม่รู้หรือไงว่าซีเอ๋อร์เป็นหลานชายแท้ๆ? มันไม่ได้ไปหาหวังหลงหรอกเหรอ? แล้วทำไมล่ะ! ทำไมตอนนี้ลูกชายฉันถึงยังต้องทนทุกข์อยู่ในคุกผู้ฝึกยุทธ์อีกล่ะฮะ!”
“กรี๊ดดด! หวังหลุน? ที่ฉันยอมแต่งงานกินอยู่กับแก ก็เพื่อมานั่งรับกรรมแบบนี้งั้นสิ? ตอนแรกฉันก็นึกว่าแกจะเป็นผู้ชายที่มีความทะเยอทะยาน ที่ไหนได้… สุดท้ายแกมันก็เป็นแค่ไอ้ขยะไม่ได้ความ!”
หญิงคนนั้นยังคงสบถด่าทอออกมาไม่หยุดปาก
“พอสักที!”
หวังหลุนตบโต๊ะดังลั่น พลังฝ่ามือกระแทกโต๊ะไม้เนื้อดีจนแหลกละเอียดเป็นชิ้นๆ อย่างดุดัน
หญิงคนนั้นสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ทว่าเพียงเสี้ยววินาที หล่อนก็ดึงสติกลับมาพร้อมกับโทสะที่ปะทุหนักกว่าเดิม
“ดี! ดีมากหวังหลุน! แกกล้าตะคอกใส่ฉันงั้นเหรอ! ฉันจะบอกแกให้เอาบุญนะ ตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนนี้ ยังไม่เคยมีหน้าไหนกล้าขึ้นเสียงใส่ฉันมาก่อน ต่อให้เป็นพ่อฉันเองก็ไม่มีข้อยกเว้น!”
“ทำไมฮะ? เก่งแต่กับคนในบ้าน พออยู่ข้างนอกทำตัวหดหัวเป็นเต่า พออยู่ข้างในดันกลายร่างเป็นหมาบ้าเลยงั้นสิ?”
หล่อนแผดเสียงด่าทอรัวเป็นปืนกล
ทั้งสองคนนี้ ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น ‘อวิ๋นซิ่ว’ และ ‘หวังหลุน’ นั่นเอง
เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา คล้อยหลัง ‘หวังเหวย’ ปรมาจารย์แห่งตระกูลหวังก้าวเท้าออกจากมณฑลเจียงหนานไปได้ไม่ทันไร คนของสมาคมนักสู้ก็บุกทะลวงคฤหาสน์ตระกูลหวัง และลากคอหวังซีเข้าคุกไปอย่างอุกอาจ
เหตุการณ์นี้ ทำให้อวิ๋นซิ่วที่รักลูกดั่งแก้วตาดวงใจ แทบจะกระอักเลือดตายด้วยความโกรธแค้น! จะให้หล่อนกล้ำกลืนฝืนทนเก็บความอัปยศนี้ลงคอไปได้อย่างไร!
ในเมื่อเอาเรื่องคนของสมาคมนักสู้ไม่ได้ หล่อนจึงหันมาระเบิดอารมณ์ใส่หวังหลุนแทน
ตอนนี้ ภายในใจหวังหลุนเองก็มีไฟโทสะอัดแน่นจนแทบระเบิด ลูกชายตัวเองถูกจับตัวไป ภรรยาก็เอาแต่ด่าทอไม่ยอมรับฟังเหตุผลใดๆ
เป็นธรรมดาที่เขาจะรู้สึกราวกับภูเขาไฟที่ใกล้จะปะทุเต็มที!
“หุบปากได้แล้ว! เธอคิดว่าฉันไม่อยากช่วยซีเอ๋อร์หรือไง? นั่นมันเลือดเนื้อเชื้อไขของฉันนะ! ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ฉันก็ไม่มีทางทนดูซีเอ๋อร์ต้องทนทุกข์ทรมานหรอก!”
หวังหลุนตะโกนสวนกลับอย่างเกรี้ยวกราด
อวิ๋นซิ่วแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน
“เหอะ! ฉันก็เห็นอยู่ว่าเมื่อบ่ายแกเอาแต่หดหัวเงียบกริบ! ฉันจำได้แม่นเลยนะว่า คนของสมาคมนักสู้ที่มาลากคอลูกฉันไป ก็คืออดีตลูกน้องของแกนี่นา! เป็นไงล่ะ? วันนี้ถึงกับขี้ขึ้นสมอง ไม่กล้าปริปากหือเลยสิท่า?”
“หวังหลุน… แกมันก็แค่ไอ้ขยะหน้าตัวเมีย!”
ฝีปากของอวิ๋นซิ่วนั้น ร้ายกาจและอาบไปด้วยพิษสงอย่างแท้จริง
หวังหลุนถูกด่าทอจนหน้าดำหน้าแดง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ได้แต่นั่งฟึดฟัดกำหมัดแน่นจมอยู่กับความโกรธแค้น
เมื่ออวิ๋นซิ่วเห็นท่าทีนั้น หล่อนก็แค่นเสียงเย็นเยียบ
“ตอนนี้ฉันตาสว่างแล้ว! ไอ้ตระกูลอันดับหนึ่งแห่งเจียงหนานอะไรกัน ถุย! สุดท้ายแล้ว แม้แต่ผู้นำตระกูลก็ยังเป็นแค่ไอ้สวะ!”
“ฉันจะบอกอะไรให้แกรู้นะหวังหลุน ฉันส่งข่าวไปหาตระกูลอวิ๋นแล้ว! อีกไม่นานยอดฝีมือจากตระกูลของฉันจะต้องมาถึงที่นี่แน่ แกจงไสหัวไปหาวิธีช่วยซีเอ๋อร์ออกมาให้ได้ ก่อนที่คนของฉันจะมาถึง!”
“ไม่อย่างนั้น ก็อย่าหาว่าฉันไม่เห็นแก่ความเป็นผัวเมียก็แล้วกัน!”
สิ้นประโยคนี้ สีหน้าของหวังหลุนพลันเปลี่ยนสี
ตระกูลอวิ๋นแห่งดินแดนฉู่… คือขั้วอำนาจยักษ์ใหญ่ที่ต่อให้ปรมาจารย์หวังเหวยจะยังอยู่ ก็ยังต้องไว้หน้าถึงสามส่วน! ยิ่งตอนนี้หวังเหวยไม่อยู่ เพราะเดินทางไปสมรภูมิหมื่นเผ่าพันธุ์แล้ว
หากล่วงเกินตระกูลอวิ๋นเข้า อย่าว่าแต่ฐานะลูกเขยอย่างเขาเลย ต่อให้เป็นใครหน้าไหนก็ต้องถูกบดขยี้จนแหลกเหลวทั้งสิ้น!
อวิ๋นซิ่วค่อยๆ นั่งลงบนเตียง ใบหน้าบิดเบี้ยวไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังสุดขีด หล่อนกัดฟันกรอดเอ่ยขึ้น
“แล้วก็ไอ้เด็กที่ชื่อซูอวี่นั่น… ไอ้เด็กสลัมไร้หัวนอนปลายเท้า! แต่ดันกล้าทำให้ลูกชายฉันต้องมาทรมานแบบนี้!”
“ฉันจะส่งมันไปลงนรก!”
หวังหลุนขมวดคิ้ว “ตอนนี้หมอนั่นเก็บตัวอยู่ในค่ายอัจฉริยะ เธอจะไปแตะต้องมันได้ยังไง? การลอบฆ่าอัจฉริยะในค่ายน่ะ ถ้าถูกเบื้องบนจับได้ขึ้นมา… ต่อให้เป็นตระกูล อวิ๋นของเธอก็รับอารมณ์โกรธของทางการไม่ไหวหรอกนะ!”
อวิ๋นซิ่วปรายตาจิกมองหวังหลุนอย่างสมเพช “แกคิดว่าฉันจะโง่บัดซบเหมือนไอ้ขยะอย่างแกหรือไง? ฉันสืบมาหมดแล้ว! พรุ่งนี้คือวันที่ ‘ดินแดนลับปรมาจารย์’ จะเปิดผนึก ถึงตอนนั้น เจียงซ่างก็ต้องหอบเอาไอ้ซูอวี่ตามไปด้วยแน่”
“ดินแดนลับปรมาจารย์!?”
หวังหลุนร้องอุทานลั่นด้วยความตกตะลึง
อวิ๋นซิ่วแสยะยิ้มอำมหิต “ใช่… ดินแดนลับปรมาจารย์! ถึงตอนนั้นคงไม่ได้มีแค่สวะมณฑลเจียงหนานของพวกแกหรอกนะ แต่ ‘อัจฉริยะ’ จากดินแดนฉู่ของฉันก็ต้องเดินทางมาล่าสมบัติเหมือนกัน! ถึงเวลานั้น… ขอแค่อัจฉริยะตระกูลอวิ๋นของฉันลงมือ ไอ้ซูอวี่ก็ต้องตายไร้ที่กลบฝัง กลายเป็นศพเฝ้าดินแดนลับอย่างแน่นอน!”
เมื่อเอ่ยถึงประโยคสุดท้าย รังสีอำมหิตและความเคียดแค้นบนใบหน้าของหล่อนก็ยิ่งทวีความเข้มข้นจนน่าขนลุก
หัวใจของหวังหลุนกระตุกวูบอย่างแรง
‘อัจฉริยะตระกูลอวิ๋น’ คนนั้น… เขาเองก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ความวิปริตมาบ้างเหมือนกัน! อายุเพียงแค่สิบแปดปี แต่กลับผงาดขึ้นเป็นยอดฝีมือขั้นฝึกหลอมภายในแล้ว ซ้ำเมื่อไม่นานมานี้…
หมอนั่นยังสามารถกระซวกยอดฝีมือขั้นฝึกหลอมภายในระดับกลางจนตายคาที่! จนได้รับการขนานนามให้เป็น ‘อัจฉริยะผู้ไร้เทียมทานในรอบร้อยปีของดินแดนฉู่!’
หากสัตว์ประหลาดระดับนั้นลงมือด้วยตัวเองล่ะก็…
ในอาณาเขตเจียงหนานแห่งนี้ ย่อมไม่มีคนรุ่นเยาว์หน้าไหนรอดชีวิตไปจากเงื้อมมือของเขาได้อย่างแน่นอน!
หวังหลุนเบิกตาจ้องอวิ๋นซิ่ว พลางร้องเสียงหลง
“นี่เธอ… วางแผนเอาคืนไว้หมดแล้วงั้นเหรอ!?”
อวิ๋นซิ่วก้มหน้าลงซ่อนเร้นสีหน้า ทว่ากลิ่นอายความตายกลับแผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน
เนิ่นนานผ่านไป น้ำเสียงทุ้มต่ำและมืดมนสุดขั้วหัวใจก็หลุดลอดไรฟันออกมา…
“นับตั้งแต่วินาทีที่ลูกชายฉันถูกลากคอเข้าคุก... ฉันก็สาบานต่อฟ้าดินแล้วว่า ฉันจะฆ่าล้างโคตรไอ้พวกตัวการทุกคน! จะสับมันเป็นหมื่นๆ ชิ้น… ให้พวกมันตามลงไปชดใช้ในนรกให้จงได้!”