วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 65 ความเป็นศัตรูของหวงเส้าเทียน มณฑลเจียงหนานถูกหยามเกียรติ!
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 65 ความเป็นศัตรูของหวงเส้าเทียน มณฑลเจียงหนานถูกหยามเกียรติ!
วันรุ่งขึ้น แสงอรุณสาดส่องอาบไล้ผืนปฐพี ปลุกสรรพสิ่งให้ตื่นจากนิทรา
ซูอวี่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นจากการบ่มเพาะ เพียงชั่วข้ามคืนที่พึ่งพา ‘เคล็ดวิชาชักนำเบญจธาตุ’ ปราณโลหิตในร่างก็ทะลวงเพิ่มขึ้นมาได้อีกหนึ่งจุดดื้อๆ!
วินาทีนี้ ค่าปราณโลหิตของซูอวี่พุ่งสูงถึง แปดสิบแปดจุดเต็ม!
ต้องเข้าใจก่อนว่า ปราณโลหิตใน ‘ขั้นหลอมโลหิต’ นั้นแตกต่างจาก ‘ขั้นปราณโลหิต’ ราวฟ้ากับเหว ในแง่ของคุณภาพ มันทิ้งห่างกันถึงสองช่วงตัวอย่างเด็ดขาด!
ทว่าด้วยการขับเคลื่อนทักษะบ่มเพาะระดับสอง ซูอวี่กลับยกระดับปราณโลหิตได้หนึ่งจุดภายในคืนเดียว! หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น ต่อให้รีดเร้นพลังแทบตายก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองถึงสามวัน แค่นี้ก็พิสูจน์แล้วว่าพรสวรรค์ของซูอวี่มันน่าสะพรึงกลัวขนาดไหน!
“ฟู่… ถ้ายังรักษาความเร็วระดับนี้ไว้ได้ อีกไม่นานฉันต้องทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมโลหิตระดับสูงสุดได้อย่างสมบูรณ์แบบแน่!”
ซูอวี่ยกยิ้มมุมปาก การที่ปราณโลหิตแตะถึงเก้าสิบจุด ถึงจะถูกนับว่าเป็นขั้นหลอมโลหิตระดับสูงสุด ก่อนหน้านี้ที่ทุกคนพากันเข้าใจผิดคิดว่าเขาบรรลุระดับสูงสุดไปแล้ว นั่นก็เพราะกลิ่นอายปราณโลหิตของเขามันดุดันบ้าคลั่งเกินไปจริงๆ!
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้เขามีค่าปราณแค่แปดสิบกว่าจุด แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมา กลับน่าสยดสยองยิ่งกว่าพวกขั้นหลอมโลหิตระดับสูงสุดของแท้ซะอีก!
หลังจัดการธุระส่วนตัวเสร็จสรรพ ซูอวี่ก็ผลักประตูห้อง เดินตรงไปยังจุดนัดพบหน้าค่ายอัจฉริยะ
บริเวณลานหน้าประตูค่าย ฝูงชนต่างมารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตา ซูอวี่คือคนสุดท้ายที่ก้าวเท้ามาถึง
“ขอโทษที ปล่อยให้ทุกคนรอนานเลย” ซูอวี่ยิ้มทักทายพลางเอ่ยอย่างรู้สึกผิดนิดๆ
ทว่าผลลัพธ์กลับไปสะกิดต่อมความไม่พอใจของใครบางคนเข้าอย่างจัง
“เหอะ! ทำไม? คิดว่าฟลุคโค่นสือหยวนลงได้ แล้วจะยกระดับตัวเองมาเทียบชั้นกับพวกเราได้งั้นเหรอ? ถึงขั้นกล้าปล่อยให้พวกเราทุกคนต้องมายืนรอหัวโด่แบบนี้… ซูอวี่ แกจะสำคัญตัวผิดไปหน่อยมั้ง!”
รอยยิ้มของซูอวี่พลันแข็งค้าง เขาตวัดสายตาเย็นเยียบมองหาต้นเสียง
ท่ามกลางกลุ่มอัจฉริยะ ชายหนุ่มรูปร่างค่อนข้างเตี้ยคนหนึ่งกำลังแสยะยิ้มเย้ยหยันจ้องมองมาทางเขา
ซูอวี่จ้องอีกฝ่ายด้วยแววตาเรียบเฉย เอ่ยถามเสียงเรียบ “ฉันเคยไปมีเรื่องบาดหมางอะไรกับแกงั้นเหรอ?”
ชายหนุ่มแค่นเสียงเย็นชาตอกกลับ
“ทำไมวะ? โดนผู้ใหญ่ตักเตือนแค่นี้ถึงกับรับไม่ได้หรือไง? เบิกตาดูซะ! ทุกคนที่ยืนหัวโด่อยู่ที่นี่ มีใครบ้างที่ไม่ใช่สิบอันดับแรกแห่งทำเนียบอัจฉริยะ มีแค่แกคนเดียวนั่นแหละที่เป็นตัวแถม! เป็นแค่เด็กใหม่กระจอกๆ แต่กลับกล้าปล่อยให้สิบอันดับแรกอย่างพวกเราต้องมายืนรอตั้งนานสองนาน แกคิดว่าตัวเองเป็นใครฮะ!”
ได้ยินแบบนี้ ซูอวี่ก็ชักจะหมดความอดทน
ตัวเขาเองกับไอ้เตี้ยนี่ไม่เคยมีหนี้แค้นอะไรกันมาก่อน แค่มาสายไปไม่กี่นาที อีกฝ่ายกลับตั้งแง่พุ่งเป้าด่ากราดราวกับเป็นหมาบ้า ต่อให้ซูอวี่จะเป็นคนอารมณ์เย็นแค่ไหน แต่มาเจอการหาเรื่องงี่เง่าไร้เหตุผลแบบนี้… ใครมันจะไปทนวะ!
จังหวะที่ซูอวี่อ้าปากเตรียมจะสวนกลับ ตู้เนี่ยนกวนก็รีบก้าวออกมาขวางตรงกลางเพื่อไกล่เกลี่ย
“เอาน่าทุกคน ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันเถอะ วันนี้ฤกษ์งามยามดีต้องออกเดินทางไปดินแดนลับปรมาจารย์ การมาทะเลาะกัดกันเองตั้งแต่ยังไม่เริ่ม มันไม่ใช่ลางที่ดีเลยนะ!”
ทว่าชายเตี้ยคนนั้นกลับเมินเฉยคำพูดของตู้เนี่ยนกวนราวกับเป็นเพียงเสียงนกเสียงกา มันยังคงแสยะยิ้มเหยียดหยามจ้องซูอวี่
“ทำไม? ฉันสั่งสอนแค่ประโยคเดียวก็ทนฟังไม่ได้แล้วงั้นสิ? อวดดีผยองเดชซะจริงๆ! มิน่าล่ะ… สือหยวนถึงได้หมายหัวเล่นงานไอ้สวะอย่างแก!”
คำพูดสุนัขไม่รับประทานของอีกฝ่าย ทำเอาสีหน้าของตู้เนี่ยนกวนดำทะมึนลงเช่นกัน เขาอุตส่าห์ออกหน้าไกล่เกลี่ยให้แล้ว แต่อีกฝ่ายกลับยังทำตัวเป็นหมาบ้ากัดไม่ปล่อย!
“หุบปากได้แล้ว!”
เสียงตวาดเย็นเยียบไร้อารมณ์ดังก้องขึ้น ฝูงชนหันขวับไปมอง
เป็น ‘หวังหลิน’ นั่นเองที่เอ่ยปาก! หวังหลินตวัดสายตาราบเรียบดุจน้ำแข็งมองไปยังชายเตี้ยผู้นั้น พลางเอ่ยเสียงเหี้ยม
“ใครกล้าพ่นน้ำลายออกมาอีกแม้แต่คำเดียว… ก็อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจ!”
สิ้นคำขาดของหวังหลิน ชายคนนั้นก็หดหัวเงียบกริบทันที มันลอบมองหวังหลินด้วยแววตาหวาดหวั่นเกรงกลัว ก่อนจะแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ และไม่กล้าปริปากเห่าหอนอะไรออกมาอีก
ทว่าแม้อีกฝ่ายจะหยุดปาก แต่ฝั่งซูอวี่กลับเริ่มทนไม่ไหวแล้ว! การถูกชี้หน้าด่ากราดเป็นชุดแบบนี้ นี่มันจงใจเหยียบหน้ากันชัดๆ!
แต่ตู้เนี่ยนกวนอ่านสายตาซูอวี่ทะลุปรุโปร่ง เขารีบคว้าแขนซูอวี่ไว้แน่นพลางกระซิบเสียงเครียด
“ซูอวี่ ฉันรู้ว่านายกำลังเดือด แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาขย้ำคอกันเอง! พอดินแดนลับเปิด มันจะไม่ได้มีแค่คนเจียงหนานพวกเราเท่านั้น แต่ยังมีสัตว์ประหลาดจากมณฑลอื่นอีกเพียบ! สถานการณ์แบบนี้พวกเราต้องจับมือกันไว้ก่อน... นายก็รู้ดีว่าอันดับของมณฑลเจียงหนานในต้าเซี่ยน่ะ มันรั้งท้ายจนน่าสมเพชขนาดไหน!”
ฟังเหตุผลของตู้เนี่ยนกวน สีหน้าตึงเครียดของซูอวี่ถึงค่อยๆ ผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ดวงตาคมกริบยังคงจ้องเขม็งไปที่ชายเตี้ยคนนั้น
“ไอ้หมาบ้าตัวนั้นมันชื่ออะไร?”
ตู้เนี่ยนกวนขมวดคิ้วมุ่น ทว่ายังไม่ทันตอบ ชายคนนั้นกลับเป็นฝ่ายเชิดหน้าประกาศกร้าวขึ้นมาเอง
“พ่อชื่อ หวงเส้าเทียน! อันดับเจ็ดแห่งทำเนียบอัจฉริยะ! ทำไม? แกคิดจริงๆ เหรอว่าแค่ฟลุคโค่นสือหยวนลงได้ แล้วจะมีสิทธิ์มาผยองต่อหน้าฉัน! ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเรากำลังจะมุ่งหน้าไปดินแดนลับล่ะก็… พ่อจะกระทืบสั่งสอนให้แกรู้ซึ้งเองว่า ใครกันแน่ที่คู่ควรกับคำว่า ‘อัจฉริยะ’ ตัวจริง!”
ซูอวี่ตวัดสายตาเยือกเย็นดุจมัจจุราชมองอีกฝ่าย
“หวงเส้าเทียนสินะ… จำชื่อไว้แล้ว รอดินแดนลับปิดตัวเมื่อไหร่… กลับไปล้างคอรอฉันเอาไว้ได้เลย!”
ทว่าเผชิญหน้ากับคำขู่ของซูอวี่ หวงเส้าเทียนกลับแค่นลมหายใจดูแคลนอย่างไม่ยี่หระ
แน่นอนสิ! มันคือตัวตนอันดับเจ็ดแห่งทำเนียบเชียวนะ! ระดับพลังบ่มเพาะของมันทะยานถึงขีดสุดของ ‘ขั้นฝึกหลอมภายในขั้นต้น’ ขาดอีกเพียงครึ่งก้าวก็ก้าวล่วงสู่ขั้นกลางได้แล้ว! ความแข็งแกร่งระดับนี้ มอบความมั่นใจอันเปี่ยมล้นให้มันเหยียบย่ำเด็กใหม่อย่างซูอวี่ได้อย่างเหลือเฟือ!
ครู่ต่อมา ร่างกำยำของเจียงซ่างก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทุกคน
“พวกนาย เตรียมตัวพร้อมกันหมดแล้วใช่ไหม?” น้ำเสียงทรงพลังของหัวหน้าครูฝึกดังก้องสะท้านโสตประสาท
เหล่าอัจฉริยะพยักหน้ารับคำอย่างพร้อมเพรียง
เมื่อเห็นดังนั้น เจียงซ่างก็ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะสะบัดมือขวาอย่างหนักแน่น
“ถ้าพร้อมแล้วก็… ออกเดินทาง!”
…..
ณ ชายแดนบูรพาทิศแห่งมณฑลเจียงหนาน
เทือกเขาอันสลับซับซ้อนทอดตัวเหยียดยาวบดบังเส้นขอบฟ้า รูปลักษณ์ของมันคดเคี้ยวราวกับมังกรยักษ์ที่กำลังหมอบหลับใหลอย่างดุร้าย
ทว่า ณ จุดยอดสูงสุดของเทือกเขา กลับมีกลิ่นอายขุมพลังอันแข็งแกร่งดุดันพวยพุ่งทะยานตีคู่ขึ้นสู่ชั้นฟ้า! พลังปราณฟ้าดินควบแน่นล่องลอยอยู่รอบบริเวณ ก่อตัวเป็นกระแสน้ำวนขนาดเล็กพัดวนอยู่ไม่ขาดสาย
บนยอดเขาแห่งนั้น ปรากฏกลุ่มคนจำนวนมากยืนแบ่งแยกอาณาเขตกันเป็นกลุ่มๆ ยืนตระหง่านท้าทายสายลมอย่างสงบนิ่ง
ทว่าท่ามกลางความสงบนั้น กลับมีรังสีอำมหิตและความเป็นปรปักษ์แผ่ซ่านปะทะกันไปมาอย่างดุเดือด ยิ่งเวลาผ่านไป กลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าก็ยิ่งทวีความบ้าคลั่งทะลักจุดเดือด!
แต่แล้วในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดสุดขีด เสียงหัวเราะกังวานก็ดังกึกก้องแหวกลมขึ้นมา
“ทุกท่าน รอนานแล้วสินะ!”
ฝูงชนหันขวับไปจ้องตามต้นเสียง สิ่งที่ปรากฏคือร่างกำยำของชายวัยกลางคน กำลังนำพากลุ่มอัจฉริยะหนุ่มสาวสิบกว่าชีวิต ก้าวเท้าเหยียบย่างขึ้นมาบนยอดเขาอย่างสง่าผ่าเผย ผู้มาเยือนย่อมเป็นเจียงซ่างและเหล่าสิบอันดับแรกแห่งค่ายอัจฉริยะ!
“เจียงซ่าง… พวกแกโผล่หัวมาช้ากว่ากำหนดการไปมากเลยนะ!”
ท่ามกลางทะเลคน ชายชราในชุดนักพรตเต๋าผู้หนึ่งแสยะยิ้ม เอ่ยปากตอกหน้าด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เจียงซ่างหาได้ใส่ใจคำแขวะ เขากอดอกยกยิ้มกวนโอ๊ย
“ที่นี่มันแผ่นดินมณฑลเจียงหนานของพวกเรา ทำไมวะ? ให้พวกแกยืนรอเจ้าบ้านแค่นิดๆ หน่อยๆ มันจะขาดใจตายหรือไง?”
ชายชรานักพรตแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน น้ำเสียงเหยียดหยามขั้นสุด
“เหอะ! ถ้าไม่มีมรดกจากดินแดนลับปรมาจารย์แห่งนี้… มณฑลเจียงหนานสวะๆ ของพวกแกมันจะนับเป็นตัวอะไรได้? เลิกพล่ามพอกหน้าทาปั้นให้ตัวเองดูสูงส่งซะทีเถอะ!”
ทันทีที่ประโยคหยามเกียรติดังเข้าหู รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงซ่างพลันอันตรธานหายไปในชั่วพริบตา!
กลิ่นอายสังหารบ้าคลั่งปะทุออกจากร่าง ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มสุดขีด เขาจ้องตะปูบชายชราดุจสัตว์ร้ายเตรียมขย้ำเหยื่อ เสียงทุ้มต่ำหลุดลอดไรฟัน
“ตาแก่… ถ้าแกแน่จริง ก็ลองเห่าพ่นน้ำลายออกมาอีกรอบสิ!”